เวโรนา 1985 ทีมของบันโญลีที่ผสานนักเตะอิตาลีกับสองผู้เล่นต่างชาติ

บรรยากาศภายในสนามมาร์กอันโตนิโอ เบนเตโกดี มองเห็นอัฒจันทร์รอบสนามและสนามหญ้าใต้แสงไฟ

เวโรนา 1985 คือฤดูกาลที่ทีมจากเมืองเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของอิตาลีสร้างปรากฏการณ์ด้วยการคว้าแชมป์เซเรีย อาเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์สโมสร ภายใต้การคุมทีมของออสวัลโด บันโญลี ที่ผสานนักเตะอิตาลีในทีมเข้ากับผู้เล่นต่างชาติเพียงสองคนอย่างพรีเบน เอลเคียร์และฮันส์-ปีเตอร์ บรีเกล จนกลายเป็นทีมที่มีทั้งความมั่นคงในเกมรับและความคมในเกมรุกตลอดทั้งฤดูกาล 1984-85 ทั้งที่ก่อนหน้านั้นแทบไม่มีใครมองว่าเวโรนาจะมีสิทธิ์ลุ้นแชมป์ลีกได้เลย

เวโรนา 1985 บันโญลีวางรากฐานไว้แบบใด

บันโญลีเข้ามาคุมเวโรนาในช่วงที่สโมสรไม่เคยมีประวัติลุ้นแชมป์ระดับประเทศมาก่อน เขาเลือกสร้างทีมโดยให้นักเตะอิตาลีในสโมสรเป็นแกนหลักของระบบ แล้วจึงเสริมความแตกต่างเข้ามาผ่านผู้เล่นต่างชาติเพียงสองคนตามกติกาการใช้ผู้เล่นต่างชาติในเซเรีย อาขณะนั้น แนวทางนี้ทำให้ทีมมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสูง ไม่ต้องปรับตัวเข้าหาผู้เล่นต่างชาติจำนวนมากเหมือนหลายสโมสรใหญ่ที่มักทุ่มเงินซื้อผู้เล่นระดับโลกมาเสริมทีมทุกฤดูกาล

ในยุคที่เซเรีย อาถูกครองพื้นที่ข่าวโดยสโมสรใหญ่อย่างยูเวนตุส มิลาน และอินเตอร์ การที่ทีมจากเมืองขนาดกลางอย่างเวโรนาก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์จึงถือเป็นเรื่องที่คนในวงการฟุตบอลอิตาลีไม่คาดคิดมาก่อน บันโญลีเน้นย้ำเรื่องวินัยและความสม่ำเสมอของนักเตะมากกว่าการพึ่งพาชื่อเสียงส่วนบุคคลของผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง

ผลงานตลอดฤดูกาลออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจน เวโรนาจบอันดับหนึ่งด้วย 43 คะแนนจาก 30 นัด ชนะ 15 เสมอ 13 และแพ้เพียง 2 นัด ทิ้งห่างโตรีโนที่รั้งอันดับสองถึง 4 คะแนน ตัวเลขแพ้เพียง 2 นัดตลอดทั้งฤดูกาลสะท้อนแนวทางของบันโญลีที่ให้น้ำหนักกับความมั่นคงของทีมไม่น้อยไปกว่าการทำประตู

เอลเคียร์กับบรีเกลเติมสิ่งใด

เอลเคียร์ กองหน้าชาวเดนมาร์ก และบรีเกล กองกลางตัวรุกชาวเยอรมันตะวันตก คือผู้เล่นต่างชาติสองคนที่บันโญลีเลือกใช้ในทีมชุดนี้ และทั้งคู่กลายเป็นตัวทำประตูสำคัญตลอดฤดูกาล เอลเคียร์ยิงได้ 8 ประตู ส่วนบรีเกลทำได้มากกว่าที่ 9 ประตู เมื่อรวมกับจูเซปเป กัลเดริซี กองหน้าชาวอิตาลีที่ยิงได้ 7 ประตู เวโรนาจึงมีผู้ทำประตูหลักกระจายอยู่ทั้งจากนักเตะอิตาลีและผู้เล่นต่างชาติ ไม่ต้องพึ่งพาคนใดคนหนึ่งมากเกินไปตลอดฤดูกาล

อัฒจันทร์โค้งของสนามมาร์กอันโตนิโอ เบนเตโกดี มองจากฝั่งประตู เห็นลู่วิ่งรอบสนามหญ้า
อัฒจันทร์ของสนามมาร์กอันโตนิโอ เบนเตโกดี ที่โอบรอบสนามหญ้าและลู่วิ่ง

ลักษณะการเล่นของบรีเกลที่วิ่งขึ้นลงสนามได้ตลอดเกมช่วยเปิดทางเลือกในการโจมตีให้เวโรนามากกว่าทีมที่พึ่งพากองหน้าเพียงจุดเดียว ขณะที่เอลเคียร์ทำหน้าที่เป็นตัวจบสกอร์ในกรอบเขตโทษ การผสมบทบาทของผู้เล่นทั้งสองคนนี้เองที่ทำให้เกมรุกของเวโรนามีมิติมากขึ้นเมื่อเทียบกับหลายทีมในเซเรีย อาที่ใช้นักเตะอิตาลีล้วนในตำแหน่งสำคัญ

การที่ผู้ทำประตูสามอันดับแรกของทีมมีทั้งชาวเดนมาร์ก ชาวเยอรมันตะวันตก และชาวอิตาลี ยังแสดงให้เห็นว่าบันโญลีไม่ได้มองข้ามความสามารถของนักเตะในประเทศเพื่อไปพึ่งพาผู้เล่นต่างชาติเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ผู้เล่นต่างชาติทั้งสองคนเป็นส่วนเสริมที่ลงตัวพอดีกับนักเตะอิตาลีที่มีอยู่แล้วในทีม

ระบบป้องกันช่วยผู้เล่นเกมรุกอย่างไร

ความสำเร็จของเวโรนาในฤดูกาลนี้ไม่ได้มาจากเกมรุกเพียงอย่างเดียว ทีมของบันโญลียังทำสถิติไม่แพ้ใครติดต่อกันยาวนานถึง 15 นัด ซึ่งเท่ากับสถิติของอินเตอร์ มิลานในฤดูกาลเดียวกัน และยังมีสถิติชนะติดต่อกัน 15 นัดด้วยเช่นกัน ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าเกมรับของเวโรนามีความมั่นคงสูงมากตลอดฤดูกาล ทำให้ผู้เล่นแนวรุกอย่างเอลเคียร์และบรีเกลขึ้นไปเล่นเกมรุกได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องกังวลมากนักเรื่องการเสียประตู

ทางเข้าและบันไดด้านนอกของสนามมาร์กอันโตนิโอ เบนเตโกดี ล้อมด้วยต้นไม้และรั้วกั้น
ทางเข้าด้านนอกของสนามมาร์กอันโตนิโอ เบนเตโกดี

การที่ทีมแพ้เพียง 2 นัดจาก 30 นัดตลอดฤดูกาลยังเป็นเครื่องยืนยันว่าโครงสร้างทีมของบันโญลีทำงานสอดคล้องกันทั้งแดนหน้าและแดนหลัง เวโรนาไม่ใช่ทีมที่ชนะด้วยการทำประตูจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่เป็นทีมที่ควบคุมเกมได้ตลอดทั้งฤดูกาลจนแทบไม่มีช่วงเวลาที่เสียเปรียบคู่แข่งเลย

เมื่อเทียบสถิติไม่แพ้ 15 นัดที่เท่ากับอินเตอร์ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมใหญ่ของเซเรีย อาแล้ว ยิ่งตอกย้ำว่าความมั่นคงของเวโรนาในฤดูกาลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการวางระบบของบันโญลีที่ให้ทุกส่วนของทีมทำงานประสานกันอย่างมีวินัยตลอดทั้งฤดูกาลอันยาวนาน

วันที่แชมป์กลายเป็นความจริง

เวโรนาการันตีแชมป์ได้ก่อนที่ฤดูกาลจะจบลงจริง ด้วยผลเสมอ 1 ต่อ 1 ในเกมเยือนอตาลันตาที่เมืองแบร์กาโม ผลเสมอนัดนี้เพียงพอให้เวโรนาคว้าแชมป์ได้โดยยังเหลือการแข่งขันอีกหนึ่งนัด ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของสโมสรที่ระบุวันดังกล่าวไว้ชัดเจนว่าคือวันที่ 12 พฤษภาคม 1985

ตลอดฤดูกาลนี้เวโรนาลงเล่นเกมเหย้าที่สนามมาร์กอันโตนิโอ เบนเตโกดี ในเมืองเวโรนา สนามที่ยังคงเป็นบ้านของสโมสรมาจนถึงปัจจุบัน แม้แชมป์ปี 1985 จะยังเป็นสมัยเดียวในประวัติศาสตร์สโมสรจนถึงตอนนี้ แต่เรื่องราวของทีมที่ผสานนักเตะอิตาลีเข้ากับเอลเคียร์และบรีเกลก็ยังถูกเล่าขานในฐานะหนึ่งในความสำเร็จที่เหนือความคาดหมายที่สุดของวงการฟุตบอลอิตาลี

สำหรับแฟนบอลรุ่นหลังที่ไม่ทันได้ดูฤดูกาลนั้นด้วยตาตัวเอง ตัวเลขและผลการแข่งขันที่หลงเหลืออยู่ยังคงเป็นหลักฐานยืนยันได้ชัดเจนว่าทีมขนาดกลางที่มีการบริหารจัดการดีและระบบที่ชัดเจนสามารถเอาชนะทีมใหญ่ที่มีทรัพยากรมากกว่าได้ในบางฤดูกาล และนี่คือเหตุผลที่เรื่องราวของเวโรนา 1985 ยังคงถูกพูดถึงในวงการฟุตบอลอิตาลีอยู่เสมอ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO