ลียงล็องส์2002 คือนัดที่ตัดสินแชมป์ลีกสูงสุดของฝรั่งเศสโดยตรง เมื่อโอลิมปิก ลียง เปิดบ้านพบกับอาร์เซ ล็องส์ ที่สนามแชร์กลองด์ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2002 ต่อหน้าผู้ชมราว 42,000 คน และเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 3 ประตูต่อ 1 ทำให้ลียงคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของฝรั่งเศสสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จ
หนึ่งคะแนนก่อนวันตัดสิน
ผลเสมอเข้าทางใคร
ก่อนลงเตะนัดที่ 34 อันเป็นนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2001/02 ล็องส์เป็นฝ่ายนำอยู่บนตารางด้วยคะแนน 64 แต้ม ส่วนลียงตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยคะแนน 63 แต้ม ห่างกันเพียง 1 แต้ม เนื่องจากทั้งสองทีมต้องเผชิญหน้ากันโดยตรงในนัดนี้ที่สนามแชร์กลองด์ ผลการแข่งขันจึงตัดสินแชมป์ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลจากสนามอื่น หากจบลงด้วยผลเสมอ ล็องส์จะยังคงรักษาตำแหน่งจ่าฝูงเอาไว้ได้และคว้าแชมป์ไปครอง เพราะคะแนนที่นำอยู่ก่อนหน้านี้เพียงพอแล้ว ส่วนลียงซึ่งเป็นเจ้าบ้านมีทางเลือกเดียวคือต้องเอาชนะให้ได้เท่านั้นจึงจะแซงขึ้นเป็นแชมป์แทน สถานการณ์เช่นนี้ทำให้นัดนี้กลายเป็นนัดชิงแชมป์ที่แท้จริงของฤดูกาล แม้จะเป็นเพียงนัดที่ 34 ของโปรแกรมลีกตามปกติก็ตาม สำหรับลียง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทีมเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์ในรอบไม่กี่ปี เพราะในฤดูกาลก่อนหน้า 2000/01 ลียงก็จบด้วยตำแหน่งรองแชมป์ด้วยคะแนน 64 แต้มเช่นกัน เป็นรองเพียงน็องต์ที่คว้าแชมป์ไปด้วย 68 แต้ม การต้องกลับมาลุ้นแชมป์อีกครั้งในฤดูกาลถัดมาจึงเป็นเหมือนโอกาสที่สองสำหรับทีมชุดนี้ หลังจากพลาดมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อฤดูกาลก่อน ต่างจากฤดูกาล 2000/01 ที่ลียงต้องรอลุ้นผลจากทีมอื่นเพราะน็องต์คว้าแชมป์ไปก่อนโดยไม่ต้องพึ่งผลการแข่งขันของลียงเลย ฤดูกาลนี้ชะตากรรมของแชมป์อยู่ในมือของลียงเองทั้งหมด เพราะเป็นการเจอกันโดยตรงกับคู่แข่งที่นำอยู่บนตาราง
สองประตูแรกเปลี่ยนแรงกดดัน
จังหวะโต้กลับของล็องส์

ต่อหน้าผู้ชมที่แน่นสนามแชร์กลองด์ราว 42,000 คนในค่ำคืนนั้น ลียงเปิดเกมได้อย่างรวดเร็วเกินคาด ซิดนีย์ โกวู ยิงประตูแรกให้ทีมในนาทีที่ 8 ตามด้วยฟิลิป วิโอโล ที่ซ้ำอีกครั้งในนาทีที่ 14 ทำให้ลียงขึ้นนำ 2 ประตูต่อ 0 ภายในเวลาไม่ถึง 15 นาทีแรกของเกม การขึ้นนำสองประตูตั้งแต่ต้นเกมเช่นนี้พลิกแรงกดดันทั้งหมดไปอยู่ที่ฝั่งล็องส์ทันที เพราะจากทีมที่เพียงต้องการผลเสมอก็เพียงพอสำหรับแชมป์ ล็องส์กลับต้องไล่ตามสกอร์ให้ทันอย่างน้อยเพื่อรักษาผลเสมอเอาไว้ ยาเช็ก บอนก์ กองหลังของล็องส์ ยิงตีไข่แตกคืนมาได้ในนาทีที่ 26 ทำให้สกอร์เป็น 2 ต่อ 1 และทำให้เกมยังคงมีความหวังสำหรับฝั่งล็องส์ต่อไปในครึ่งหลัง แต่จังหวะโต้กลับที่ทำได้เพียงประตูเดียวในช่วงเวลาที่เหลือของครึ่งแรกก็ยังไม่เพียงพอที่จะพลิกสถานการณ์กลับมาได้ทั้งหมด
| นาที | ทีม | ผู้ทำประตู | สกอร์สะสม |
|---|---|---|---|
| 8 | ลียง | ซิดนีย์ โกวู | 1-0 |
| 14 | ลียง | ฟิลิป วิโอโล | 2-0 |
| 26 | ล็องส์ | ยาเช็ก บอนก์ | 2-1 |
| 53 | ลียง | ปีแยร์ แลกล์ | 3-1 |
แชมป์แรกหลังรอ52ปี
ซานตินีกับทีมที่พร้อมก้าวต่อ

ในครึ่งหลัง ปีแยร์ แลกล์ ยิงประตูที่สามให้ลียงในนาทีที่ 53 ทำให้สกอร์นิ่งที่ 3 ต่อ 1 และปิดโอกาสของล็องส์ลงอย่างสมบูรณ์ เมื่อจบเกมลียงจึงคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของฝรั่งเศสสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จ นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรในปี 1950 หมายความว่าลียงต้องรอคอยถึง 52 ปีกว่าจะได้สัมผัสแชมป์ลีกในประเทศเป็นครั้งแรก ทีมชุดนี้อยู่ภายใต้การคุมทีมของฌัก ซานตินี ซึ่งเข้ามาคุมทีมตั้งแต่ปี 2000 และเคยพาทีมคว้าแชมป์คูปเดอลาลีกมาแล้วในฤดูกาล 2000/01 ก่อนจะต่อยอดมาถึงแชมป์ลีกในฤดูกาลถัดมา ซานตินีเองก็เคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพมาก่อน โดยค้าแข้งให้แซงเตเตียนระหว่างปี 1969-1981 ลงเล่นกว่า 324 นัดและเคยไปถึงรอบชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพในปี 1976 ประสบการณ์ในฐานะผู้เล่นระดับสูงเช่นนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เขาบริหารทีมในนัดที่กดดันที่สุดของฤดูกาลได้อย่างเยือกเย็น เพราะตัวเขาเองก็เคยคว้าแชมป์ลีกในประเทศมาแล้วในฐานะผู้เล่นกับแซงเตเตียนก่อนหน้านั้น จึงเข้าใจถึงแรงกดดันของนัดชี้ชะตาแชมป์เป็นอย่างดีจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง การคว้าแชมป์ครั้งนี้ยังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาที่ลียงจะกลายเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทีมหนึ่งของวงการฟุตบอลฝรั่งเศสในทศวรรษถัดมา เพราะหลังจากแชมป์สมัยแรกในปี 2002 สโมสรยังคงรักษาตำแหน่งแชมป์ลีกเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่องอีกหลายฤดูกาลติดต่อกัน กลายเป็นสถิติคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของฝรั่งเศส 7 สมัยติดต่อกันนับจากฤดูกาลนี้เป็นต้นไป ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยมีสโมสรใดในประวัติศาสตร์ลีกฝรั่งเศสทำได้มาก่อน ความสำเร็จในระยะยาวเช่นนี้เกิดขึ้นภายใต้การบริหารของฌ็อง-มีแชล โอลาส ประธานสโมสรที่เข้ามาบริหารตั้งแต่ปี 1987 และวางรากฐานให้ลียงค่อย ๆ เติบโตขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในสโมสรชั้นนำของฝรั่งเศส นัดที่แชร์กลองด์ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2002 จึงไม่ได้เป็นเพียงจุดจบของการรอคอยยาวนาน 52 ปี แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสรอีกด้วย

