สองทีมขึ้นลีก 1965 คือจุดเริ่มต้นของสองสโมสรที่ต่อมากลายเป็นเสาหลักของฟุตบอลเยอรมัน นั่นคือบาเยิร์น มิวนิก และโบรุสซีอา เมินเชนกลัดบัค ซึ่งทั้งคู่ไม่ได้อยู่ในบุนเดสลีกาตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่ก่อตั้งลีกขึ้นในปี 1963 แต่ต้องไต่เต้าผ่านลีกระดับภูมิภาคก่อน จนกระทั่งทั้งสองทีมผ่านรอบเพลย์ออฟเลื่อนชั้นและก้าวขึ้นสู่ลีกสูงสุดพร้อมกันในปี 1965 ด้วยแกนนักเตะรุ่นใหม่ที่แต่ละสโมสรปั้นขึ้นมาเองในช่วงหลายปีก่อนหน้านั้น เรื่องราวของทั้งสองทีมในช่วงเลื่อนชั้นจึงเป็นภาพสะท้อนของฟุตบอลเยอรมันยุคเปลี่ยนผ่าน ที่สโมสรต้องพิสูจน์ตัวเองในสนามระดับล่างก่อนจะได้รับโอกาสในเวทีสูงสุด
สองทีมขึ้นลีก 1965 เส้นทางผ่านเรกิโอนัลลีกา
เมื่อบุนเดสลีกาก่อตั้งขึ้นในปี 1963 ในฐานะลีกฟุตบอลอาชีพระดับชาติแห่งแรกของเยอรมนีตะวันตก บาเยิร์น มิวนิก ไม่ได้เป็นหนึ่งใน 16 สโมสรผู้ก่อตั้ง เพราะสิทธิ์ในการเป็นตัวแทนของเมืองมิวนิกตกเป็นของ 1860 มิวนิก ซึ่งเป็นแชมป์โอเบอร์ลีกาซืดในเวลานั้น กติกาการคัดเลือกสมาชิกก่อตั้งอนุญาตให้แต่ละเมืองใหญ่มีตัวแทนได้เพียงทีมเดียวเป็นหลัก บาเยิร์นจึงต้องเล่นอยู่ในลีกระดับรองต่อไปอีกสองฤดูกาล เช่นเดียวกับโบรุสซีอา เมินเชนกลัดบัค สโมสรจากเมืองเล็กในแคว้นนอร์ทไรน์-เวสต์ฟาเลียที่ยังไม่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ทั้งสองทีมใช้เวลาช่วงนั้นสร้างทีมจากลีกภูมิภาคของตนเอง โดยแข่งขันในระบบเรกิโอนัลลีกาซึ่งเป็นลีกระดับสองของประเทศในเวลานั้น ก่อนต้องผ่านรอบเพลย์ออฟเลื่อนชั้นที่คัดเลือกแชมป์และรองแชมป์จากแต่ละภูมิภาคมาแข่งขันชิงสิทธิ์ขึ้นสู่บุนเดสลีกาอีกชั้นหนึ่ง ทั้งบาเยิร์นและกลัดบัคผ่านการคัดเลือกที่กดดันนี้มาได้สำเร็จ และได้สิทธิ์ขึ้นสู่บุนเดสลีกาพร้อมกันในปี 1965 ซึ่งเป็นฤดูกาลเดียวกับที่ลีกขยายเป็น 18 ทีมพอดี การที่สองสโมสรใหญ่ในอนาคตต้องผ่านเส้นทางเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ทำให้ปี 1965 กลายเป็นจุดตั้งต้นสำคัญที่มักถูกหยิบยกมาเล่าขานทุกครั้งที่ทั้งสองทีมพบกันในเวลาต่อมา
ไชคอฟสกีกับแกนสามคนบาเยิร์น

เบื้องหลังความสำเร็จของบาเยิร์นในช่วงเลื่อนชั้นคือโค้ชชาวยูโกสลาฟ ซลาตโก ชาจคอฟสกี ผู้วางรากฐานให้ทีมด้วยนักเตะสามคนที่ต่อมากลายเป็นแกนหลักของฟุตบอลเยอรมันไปอีกหลายทศวรรษ ได้แก่ เซ็พพ์ ไมเออร์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่ง ฟรันซ์ เบคเคนเบาเออร์ ผู้เล่นตำแหน่งสวีปเปอร์ที่นิยามเกมรับสมัยใหม่ และแกร์ด มึลเลอร์ กองหน้าตัวเป้าที่ต่อมากลายเป็นหนึ่งในนักทำประตูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล ชาจคอฟสกีเน้นสร้างทีมด้วยวินัยและเกมรับที่มั่นคงเป็นพื้นฐาน ก่อนจะปล่อยให้นักเตะฝีมือดีอย่างมึลเลอร์และเบคเคนเบาเออร์ได้แสดงศักยภาพในเกมรุกและเกมสร้างสรรค์ แนวทางนี้ทำให้บาเยิร์นเข้าสู่บุนเดสลีกาด้วยทีมที่มีรากฐานแข็งแรง ไม่ใช่แค่ทีมเลื่อนชั้นที่มาเติมเต็มตารางเท่านั้น การลงทุนกับนักเตะทั้งสามคนตั้งแต่ช่วงก่อนเลื่อนชั้นแสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ระยะยาวของสโมสร ที่มองข้ามผลงานเฉพาะหน้าไปสู่การสร้างทีมที่จะแข็งแกร่งในอีกหลายปีข้างหน้า
ไวส์ไวเลอร์กับกลุ่มดาวรุ่ง

ในอีกฟากหนึ่งของประเทศ เฮนเนส ไวส์ไวเลอร์ กำลังปั้นทีมกลัดบัคด้วยปรัชญาที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาเลือกลงทุนกับนักเตะดาวรุ่งอายุน้อยแทนที่จะพึ่งพาผู้เล่นประสบการณ์สูง และปล่อยให้ทีมเล่นเกมรุกที่รวดเร็ว กระชับ และเปี่ยมพลังหนุ่มเต็มสนาม จนแฟนบอลตั้งฉายาให้ทีมว่า ‘ลูกม้า’ ซึ่งสะท้อนทั้งความเร็วและความไม่นิ่งของนักเตะรุ่นใหม่เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี นักเตะที่เติบโตขึ้นมาในระบบของไวส์ไวเลอร์ช่วงนี้ ได้แก่ ยุพพ์ ไฮน์เคส กองหน้าที่ต่อมายิงประตูมหาศาลให้กลัดบัค กึนเทอร์ เน็ตท์เซอร์ กองกลางที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของทีมในเวลาต่อมา และแบร์ตี โฟกท์ส กองหลังที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งและวินัยในการประกบคู่ต่อสู้ แนวทางเน้นเยาวชนของไวส์ไวเลอร์แตกต่างจากบาเยิร์นอย่างชัดเจน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันที่ทั้งสองสโมสรจะมีต่อกันไปอีกยาวนานในเวลาต่อมา ขณะที่บาเยิร์นเลือกสร้างทีมด้วยความมั่นคงและวินัย กลัดบัคกลับเลือกเดิมพันกับความสดใหม่และพลังของนักเตะรุ่นเยาว์ ความแตกต่างทางปรัชญานี้เองที่ทำให้แฟนบอลเยอรมันมองทั้งสองสโมสรเป็นสองขั้วตรงข้ามกันมาโดยตลอด
ปีเปิดตัวที่ผลงานต่างกัน
เมื่อฤดูกาล 1965-66 เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับการขยายลีกเป็น 18 ทีม บาเยิร์นและกลัดบัคต่างก็ลงสนามในบุนเดสลีกาเป็นครั้งแรกด้วยกันทั้งคู่ แต่ผลงานกลับออกมาแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด บาเยิร์นจบฤดูกาลแรกด้วยอันดับสาม พร้อมคว้าแชมป์ DFB-Pokal เป็นถ้วยแรกในลีกสูงสุดของสโมสรในปีเดียวกัน ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวที่ยอดเยี่ยมสำหรับทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นมา ส่วนกลัดบัคจบอันดับ 13 ซึ่งเป็นผลงานระดับกลางตาราง สอดคล้องกับสถานะทีมที่ยังอยู่ในช่วงสร้างตัวด้วยนักเตะอายุน้อย ทั้งสองทีมไม่ได้เป็นสมาชิกก่อตั้งบุนเดสลีกาในปี 1963 และไม่มีใครในตอนนั้นคาดคิดว่าอีกไม่กี่ปีต่อมา ทั้งบาเยิร์นและกลัดบัคจะกลายเป็นสองสโมสรที่ผลัดกันครองความยิ่งใหญ่ในวงการฟุตบอลเยอรมันไปอีกหลายทศวรรษ โดยมีรากฐานที่วางไว้ตั้งแต่ปีที่ทั้งคู่เลื่อนชั้นขึ้นมาพร้อมกันนี่เอง นักเตะดาวรุ่งที่แต่ละสโมสรปั้นขึ้นมาในช่วงก่อนและระหว่างการเลื่อนชั้น กลายเป็นแกนหลักของทีมชาติเยอรมนีตะวันตกในเวลาต่อมา และทำให้ปี 1965 ถูกจดจำในฐานะจุดเริ่มต้นของยุคทองสำหรับฟุตบอลเยอรมันทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติไปพร้อมกัน

