1860 แชมป์มิวนิก คือเรื่องราวของสโมสรที่คนรุ่นหลังมักลืมไปว่าเคยเป็นสโมสรอันดับหนึ่งของเมืองมิวนิกมาก่อน ก่อนที่บาเยิร์นจะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการ ในฤดูกาล 1965-66 TSV 1860 มิวนิกคว้าแชมป์บุนเดสลีกาสมัยแรกและสมัยเดียวของสโมสรได้สำเร็จ ด้วยรากฐานที่โค้ชมักซ์ เมอร์เคิลวางไว้ตั้งแต่หลายปีก่อนหน้า และด้วยฟอร์มการเล่นที่ทำให้ 1860 เอาชนะคู่แข่งในเมืองอย่างบาเยิร์นได้ในการลุ้นแชมป์ระดับลีก แม้ในปัจจุบันภาพจำของแฟนบอลทั่วโลกจะผูกเมืองมิวนิกไว้กับบาเยิร์นเกือบทั้งหมด แต่ในกลางทศวรรษ 1960 สถานการณ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
1860 แชมป์มิวนิก รากฐานก่อนเข้าฤดูกาลแชมป์
ก่อนจะมาถึงฤดูกาลแชมป์ 1860 มิวนิกมีรากฐานความสำเร็จสะสมมาต่อเนื่องหลายปี ภายใต้การคุมทีมของมักซ์ เมอร์เคิล สโมสรคว้าแชมป์โอเบอร์ลีกาซืดหรือลีกเยอรมนีใต้ในฤดูกาล 1962-63 ซึ่งทำให้ 1860 ได้สิทธิ์เป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งบุนเดสลีกาเมื่อลีกถือกำเนิดขึ้นในปี 1963 ปีเดียวกันนั้นเองสโมสรยังคว้าแชมป์ DFB-Pokal เป็นถ้วยแรกอีกด้วย และในปี 1965 ทีมยังเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพวินเนอร์สคัพ ก่อนจะแพ้เวสต์แฮม ยูไนเต็ดที่สนามเวมบลีย์ในกรุงลอนดอนไปอย่างเฉียดฉิว ฤดูกาลถัดมาคือ 1964-65 ทีมจบอันดับสี่ในบุนเดสลีกา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า 1860 อยู่ในกลุ่มทีมชั้นนำของลีกมาตลอด ไม่ใช่ทีมที่อยู่ๆ ก็ทะยานขึ้นมาคว้าแชมป์แบบไม่มีที่มาที่ไป รากฐานเหล่านี้ทั้งประสบการณ์การแข่งขันระดับยุโรปและความคุ้นเคยกับความกดดันในเกมชิงถ้วยคือสิ่งที่ทำให้ทีมพร้อมสำหรับการลุ้นแชมป์ลีกอย่างจริงจังในฤดูกาล 1965-66 นักเตะหลายคนในทีมชุดนั้นผ่านสนามใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้ว จึงไม่ตื่นเต้นจนเกินไปเมื่อการลุ้นแชมป์เข้มข้นขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล
โคเนียตซ์กากับกรอสเซอร์แบ่งประตู

กำลังยิงของ 1860 ในฤดูกาลแชมป์ไม่ได้พึ่งพาผู้เล่นคนเดียว แต่กระจายอยู่ในตัวนักเตะแนวรุกหลายคน ทิโม โคเนียตซ์กา เป็นผู้ทำประตูสูงสุดของทีมด้วย 26 ประตู ซึ่งอยู่ในอันดับสองของตารางดาวซัลโวทั้งลีกในฤดูกาลนั้น ตามมาด้วยปีเตอร์ กรอสเซอร์ กัปตันทีมที่ทำได้ 18 ประตู และรูดี บรุนเนนไมเออร์อีก 15 ประตู รวมเป็นสามผู้เล่นแนวรุกที่ยิงรวมกันเกินครึ่งของประตูที่ทีมทำได้ตลอดฤดูกาล การกระจายภาระการทำประตูไปยังผู้เล่นหลายคนแบบนี้ทำให้คู่แข่งวางแผนรับมือได้ยากกว่าทีมที่พึ่งพาดาวยิงเพียงคนเดียว นอกจากแนวรุกที่แข็งแกร่งแล้ว 1860 ยังมีผู้รักษาประตูชาวยูโกสลาฟ เปตาร์ ราเดนโควิช ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูต่างชาติไม่กี่คนในบุนเดสลีกายุคนั้น คอยทำหน้าที่ป้องกันประตูให้ทีมได้อย่างมั่นคง การผสมผสานระหว่างแนวรุกที่ยิงประตูได้หลากหลายจุดกับเกมรับที่มีผู้รักษาประตูฝีมือดีคอยหนุนหลัง คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ 1860 สามารถแข่งขันกับทีมชั้นนำอื่นๆ ได้ตลอดทั้งฤดูกาลโดยไม่มีช่วงฟอร์มตกยาวนาน ความสม่ำเสมอตรงนี้เองที่ทำให้ 1860 ไม่หลุดออกจากกลุ่มลุ้นแชมป์เลยตลอดครึ่งหลังของฤดูกาล ขณะที่คู่แข่งบางทีมยังมีช่วงเก็บแต้มไม่นิ่งสลับกันไปมา
ชัยชนะที่ดอร์ทมุนด์เปลี่ยนสถานการณ์

จุดเปลี่ยนสำคัญของการลุ้นแชมป์เกิดขึ้นในวันที่ 21 พฤษภาคม 1966 เมื่อ 1860 มิวนิกเดินทางไปเยือนโบรุสซีอา ดอร์ทมุนด์ คู่แข่งคนสำคัญในการลุ้นแชมป์ และเอาชนะไปได้ 2-0 ในเกมที่ถือเป็นนัดรองสุดท้ายก่อนปิดฤดูกาล ชัยชนะนัดนี้ทำให้ 1860 กุมความได้เปรียบในการลุ้นแชมป์ไว้ในมือ เพราะเพียงแค่ทำผลงานให้ดีพอในนัดสุดท้าย ทีมก็มีโอกาสสูงที่จะคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ผลการแข่งขันนัดนี้จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่พลิกทิศทางของการลุ้นแชมป์ทั้งฤดูกาล เพราะก่อนหน้านี้ทั้งสามทีมคือ 1860 ดอร์ทมุนด์ และบาเยิร์น ต่างสูสีกันมาตลอด และไม่มีใครแน่ใจได้ว่าทีมใดจะเป็นผู้คว้าแชมป์ไปครองจนกว่าจะถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาลจริงๆ บรรยากาศในสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดฤดูกาลจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด เพราะทุกทีมในกลุ่มลุ้นแชมป์รู้ดีว่าผลการแข่งขันของคู่แข่งในสนามอื่นอาจสำคัญพอๆ กับผลการแข่งขันของทีมตัวเอง
แชมป์ของมิวนิกก่อนยุคบาเยิร์น
ในวันที่ 28 พฤษภาคม 1966 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของฤดูกาล 1860 มิวนิกลงเล่นกับฮัมบวร์ก เอสเฟา และจบเกมด้วยผลเสมอ 1-1 ขณะเดียวกันดอร์ทมุนด์ซึ่งเป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งในการลุ้นแชมป์กลับพ่ายแพ้ให้กับไอน์ทรัคท์ แฟรงก์เฟิร์ตไปถึง 1-4 ผลการแข่งขันทั้งสองนัดที่เกิดขึ้นพร้อมกันทำให้ 1860 มิวนิกคว้าแชมป์บุนเดสลีกาไปครองได้สำเร็จด้วยคะแนนรวม 50 คะแนน นำหน้าดอร์ทมุนด์และบาเยิร์น มิวนิกที่ทำได้ 47 คะแนนเท่ากันทั้งคู่ กัปตันทีมปีเตอร์ กรอสเซอร์ได้รับเกียรติชูถ้วยแชมป์ต่อหน้าแฟนบอลที่แน่นสนามกรึนวัลเดอร์ถึง 44,000 คน นี่คือแชมป์บุนเดสลีกาสมัยเดียวในประวัติศาสตร์ของ 1860 มิวนิก และเกิดขึ้นก่อนที่บาเยิร์นซึ่งเพิ่งเลื่อนชั้นมาในปีเดียวกันจะเติบโตขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ของเมืองมิวนิกในเวลาต่อมา ทำให้ฤดูกาลนี้กลายเป็นบทที่มักถูกลืมไปว่า ครั้งหนึ่งสโมสรที่แท้จริงเป็นเบอร์หนึ่งของมิวนิกคือ 1860 ไม่ใช่บาเยิร์นอย่างที่หลายคนเข้าใจกันในปัจจุบัน แชมป์สมัยนี้จึงมีความหมายเกินกว่าตัวเลขในสถิติ เพราะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ทีมสีฟ้าขาวจากย่านกีเซิงได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของฟุตบอลเยอรมันอย่างแท้จริง ก่อนที่ทิศทางของเมืองมิวนิกในวงการฟุตบอลจะเปลี่ยนไปอย่างถาวรในเวลาต่อมา

