บุนเดสลีกา 18 ทีม ไม่ได้เกิดจากแผนขยายลีกตามปกติที่วางไว้ล่วงหน้า แต่มาจากวิกฤตเฉพาะหน้าที่กรุงเบอร์ลินในฤดูร้อนปี 1965 เมื่อสโมสรเฮอร์ธา เบเอสเซ เบอร์ลิน ถูกสมาคมฟุตบอลเยอรมันตะวันตกหรือ DFB ถอนใบอนุญาตแข่งขันกะทันหัน ทำให้เบอร์ลินตะวันตกไม่มีตัวแทนในลีกสูงสุดของประเทศ และ DFB ต้องแก้ปัญหาด้วยการดึงสโมสรใหม่เข้ามาแทนที่ จนบุนเดสลีกาต้องขยายจาก 16 เป็น 18 ทีมกลางคันเพื่อไม่ให้ทีมเดิมทีมใดต้องถูกตัดออกไปเพราะเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ก่อ เรื่องราวทั้งหมดนี้กินเวลาไม่ถึงสองเดือนก่อนฤดูกาลใหม่จะเริ่ม แต่ผลกระทบของมันกลับยืดยาวไปอีกหลายปี และสะท้อนให้เห็นว่าในยุคแรกเริ่มของฟุตบอลอาชีพเยอรมัน กฎเกณฑ์ทางการเงินกับสถานการณ์ทางการเมืองสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าตารางแข่งขันได้เร็วกว่าที่ใครจะคาดคิด
บุนเดสลีกา 18 ทีม เฮอร์ธาถูกถอนใบอนุญาตด้วยเหตุใด
ต้นตอของเรื่องทั้งหมดอยู่ที่เฮอร์ธา เบเอสเซ สโมสรใหญ่ของเบอร์ลินตะวันตกซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งบุนเดสลีกาเมื่อปี 1963 พร้อมกับอีก 15 สโมสรทั่วเยอรมนีตะวันตก สโมสรถูกตรวจสอบพบว่าจ่ายค่าตอบแทนให้นักเตะเกินกว่าเพดานที่ DFB กำหนดไว้ในกฎการออกใบอนุญาตสโมสรมืออาชีพ ซึ่งเป็นกฎที่ทุกสโมสรต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดในยุคที่ฟุตบอลอาชีพเยอรมันเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่กี่ปี ข้อสำคัญคือเรื่องนี้เป็นการฝ่าฝืนกฎการเงินภายในวงการฟุตบอล ไม่ใช่ข้อกล่าวหาทางอาญาแต่อย่างใด แต่ผลลัพธ์ก็รุนแรงไม่แพ้กัน เพราะ DFB ตัดสินใจถอนใบอนุญาตของเฮอร์ธาออกจากบุนเดสลีกาทันที ทั้งที่ฤดูกาลใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ สโมสรที่เพิ่งอยู่ในลีกสูงสุดมาสองฤดูกาลจึงตกอยู่ในสถานะไร้ที่ยืนอย่างฉับพลัน และทิ้งช่องว่างใหญ่ไว้ในโครงสร้างของลีกที่ไม่มีใครเตรียมรับมือมาก่อน เพราะปฏิทินการแข่งขันของฤดูกาลถัดไปถูกร่างไว้เรียบร้อยแล้วโดยมีเฮอร์ธาเป็นหนึ่งใน 16 ทีมหลัก
การรักษาตัวแทนเบอร์ลินตะวันตก

ปัญหาที่ตามมาไม่ใช่แค่เรื่องกีฬา แต่พันกับบริบททางการเมืองของเยอรมนีในทศวรรษ 1960 เบอร์ลินตะวันตกในเวลานั้นเป็นเกาะโดดเดี่ยวที่ถูกล้อมรอบด้วยดินแดนเยอรมนีตะวันออกทุกด้าน การเดินทางเข้าออกต้องผ่านเส้นทางที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด การมีสโมสรจากเบอร์ลินตะวันตกอยู่ในบุนเดสลีกาจึงมีความหมายเกินกว่าตารางคะแนนธรรมดา เพราะเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อมโยงระหว่างเมืองนี้กับส่วนที่เหลือของเยอรมนีตะวันตก ด้วยเหตุผลนี้ DFB จึงยืนกรานที่จะหาสโมสรจากเบอร์ลินตะวันตกมาเติมตำแหน่งที่ว่างลงให้ได้ แทนที่จะปล่อยให้เบอร์ลินหลุดจากลีกสูงสุดไปเฉยๆ เหมือนเมืองอื่นทั่วไป แต่ปัญหาคือไม่มีสโมสรเบอร์ลินทีมไหนพร้อมขึ้นชั้นในทันที เทนนิส บอรุสซีอา ซึ่งเป็นตัวเลือกแรกที่หลายฝ่ายคาดหวังกลับตกรอบเพลย์ออฟเลื่อนชั้นไปเสียก่อนที่จะมีโอกาสได้พิสูจน์ตัวเอง ส่วนชปันเดา สโมสรที่มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาอีกทีมหนึ่งก็ปฏิเสธที่จะรับสิทธิ์เลื่อนชั้นด้วยเหตุผลด้านความพร้อมของสโมสรเอง ทั้งในแง่งบประมาณและโครงสร้างทีม ทำให้ DFB ต้องมองหาตัวเลือกถัดไปในบัญชีรายชื่อสโมสรเบอร์ลินอย่างเร่งด่วน กระบวนการเจรจาทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า DFB ให้ความสำคัญกับการมีตัวแทนเบอร์ลินตะวันตกในลีกสูงสุดมากเพียงใด แม้จะต้องยอมรับสโมสรที่ผลงานในสนามยังห่างไกลจากมาตรฐานบุนเดสลีกาก็ตาม
ทาสมาเนียได้สิทธิช่วงใด

ตัวเลือกที่เหลืออยู่ในมือ DFB คือทาสมาเนีย 1900 เบอร์ลิน สโมสรที่จบอันดับสามในเรกิโอนัลลีกาเบอร์ลิน ซึ่งไม่ใช่ผลงานที่โดดเด่นพอจะได้สิทธิ์เลื่อนชั้นตามกติกาปกติเลย แต่ในสถานการณ์ที่ตัวเลือกอื่นหมดลงทีละราย DFB จึงมอบสิทธิ์ลงเล่นบุนเดสลีกาให้ทาสมาเนียอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 กรกฎาคม 1965 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กระชั้นชิดมากก่อนฤดูกาลใหม่จะเริ่มต้น สโมสรแทบไม่มีเวลาเตรียมทีมให้พร้อมสำหรับการแข่งขันในระดับสูงสุดเลย ทาสมาเนียลงเล่นนัดแรกในบุนเดสลีกาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 1965 พบกับคาร์ลสรูเออที่โอลิมเปียชตาดิโอน และสร้างความประหลาดใจด้วยชัยชนะ 2-0 ต่อหน้าผู้ชมมากถึง 81,500 คน ซึ่งเป็นตัวเลขผู้ชมที่มหาศาลสำหรับสโมสรที่เพิ่งได้สิทธิ์ลงเล่นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน นัดเปิดสนามนัดนั้นกลายเป็นภาพความทรงจำที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดทั้งฤดูกาลอย่างสิ้นเชิง เพราะนั่นคือชัยชนะและบรรยากาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่สโมสรจะได้สัมผัสตลอดทั้งปีนับจากนั้นเป็นต้นมา
การตัดสินใจเปลี่ยนฤดูกาลอย่างไร
เพื่อรองรับทาสมาเนียโดยไม่ต้องตัดสโมสรเดิมทีมใดออกจากลีก DFB เลือกขยายจำนวนทีมในบุนเดสลีกาจาก 16 เป็น 18 ทีมสำหรับฤดูกาล 1965-66 ซึ่งหมายความว่าตารางแข่งขันของแต่ละสโมสรเพิ่มขึ้นเป็น 34 นัด และทีมเดิมทุกทีมยังคงอยู่ในลีกตามปกติโดยไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เลย ฤดูกาลดังกล่าวจบลงด้วยการที่ TSV 1860 มิวนิกคว้าแชมป์ด้วย 50 คะแนน ตามมาด้วยดอร์ทมุนด์และบาเยิร์น มิวนิกที่ทำได้ 47 คะแนนเท่ากัน ส่วนท้ายตารางนั้นทาสมาเนียซึ่งเริ่มต้นด้วยชัยชนะสุดยิ่งใหญ่กลับจบฤดูกาลในอันดับสุดท้ายคืออันดับที่ 18 พร้อมสถิติย่ำแย่หลายรายการที่ยังถูกพูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้ในวงการฟุตบอลเยอรมัน ขณะที่บอรุสซีอา นอยน์เคียร์เชิน จบอันดับ 17 และตกชั้นไปพร้อมกัน การขยายลีกเป็น 18 ทีมในฤดูกาลนั้นจึงเป็นมาตรการเฉพาะกิจที่เกิดจากแรงกดดันทางการเมืองล้วนๆ ไม่ใช่ผลจากการวางแผนพัฒนาลีกในระยะยาว และเรื่องราวของทาสมาเนียก็กลายเป็นตัวอย่างคลาสสิกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยเหตุผลนอกสนามนั้น บางครั้งก็นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่มีใครคาดคิดได้เลยเมื่อลูกบอลเริ่มกลิ้งจริงในสนามแข่งขัน

