สนามอาร์เตมิโอ ฟรานคี คือสนามเหย้าของฟิออเรนตินาในเมืองฟลอเรนซ์ เปิดใช้งานตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 1931 ในชื่อเดิมว่าสตาดิโอ โจวันนี แบร์ตา ออกแบบโดยปิแอร์ ลุยจิ เนร์วี วิศวกรผู้บุกเบิกงานคอนกรีตเสริมเหล็กของอิตาลี จุดที่ทำให้สนามนี้ถูกพูดถึงในวงการสถาปัตยกรรมมากกว่าสนามฟุตบอลทั่วไปคือหอคอยมาราโธนและทางลาดวนที่ยังคงตั้งตระหง่านมาเกือบร้อยปี และกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สโมสรยุคใหม่แก้ไขหรือขยายสนามได้ยากกว่าที่คิด
สนามนี้สร้างเสร็จเมื่อไหร่และใครออกแบบ
สนามเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการวันที่ 13 กันยายน 1931 ด้วยนัดกระชับมิตรระหว่างฟิออเรนตินากับอัดมีรา เวียนจากออสเตรีย จบลงด้วยผล 1-0 ในนามสตาดิโอ โจวันนี แบร์ตา ตามชื่อนักฟาสซิสต์ท้องถิ่นที่เสียชีวิตในปี 1924 ชื่อนี้ใช้มาจนถึงปี 1991 จึงถูกเปลี่ยนเป็นอาร์เตมิโอ ฟรานคี ตามชื่ออดีตประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลีที่มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1922 ถึง 1983 ผู้ออกแบบสนามคือปิแอร์ ลุยจิ เนร์วี วิศวกรที่ต่อมาสร้างชื่อระดับโลกจากงานคอนกรีตเสริมเหล็กแบบเปลือยผิว ไม่ปิดบังโครงสร้างด้วยวัสดุตกแต่ง ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ผลงานของเขาต่างจากสนามกีฬาร่วมยุคเดียวกันในยุโรป สนามตั้งอยู่ในย่านกัมโปดีมาร์เต ทางตะวันออกเฉียงเหนือของใจกลางเมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นพื้นที่เปิดโล่งชานเมือง ทำให้ทีมออกแบบมีพื้นที่เพียงพอสำหรับวางผังอัฒจันทร์รูปตัวยูที่โอบรอบสนามหญ้าได้อย่างอิสระ ต่างจากสนามในเมืองใหญ่หลายแห่งที่ต้องบีบตัวเข้ากับผังถนนเดิม
อะไรทำให้งานออกแบบนี้ถูกพูดถึงมาจนถึงวันนี้
จุดเด่นที่สุดของสนามคือหอคอยมาราโธน สูง 70 เมตร ตั้งอยู่ด้านหลังอัฒจันทร์ฝั่งหนึ่ง ภายในมีทางลาดวนที่ทอดตัวจากระดับพื้นดินขึ้นไปจนถึงขอบบนสุดของอัฒจันทร์ แทนที่จะใช้บันไดตรงแบบสนามทั่วไป การออกแบบทางลาดวนแบบนี้แก้ปัญหาการระบายผู้ชมจำนวนมากออกจากอัฒจันทร์ชั้นบนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องเพิ่มโครงสร้างบันไดหลายจุด อีกส่วนที่มักถูกยกมาพูดถึงคือหลังคาแบบยื่นคอนกรีตที่ไม่มีเสาค้ำยันขวางสายตา ซึ่งในยุคที่วัสดุก่อสร้างและเทคนิควิศวกรรมยังจำกัด การคำนวณโครงสร้างให้ยื่นออกมาได้ไกลขนาดนี้ถือเป็นความท้าทายทางวิศวกรรมที่ไม่ธรรมดา งานชิ้นนี้จึงถูกนักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมยกให้เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของงานคอนกรีตเสริมเหล็กในศตวรรษที่ยี่สิบ และเป็นผลงานที่เนร์วีทำก่อนที่เขาจะไปสร้างชื่อเพิ่มเติมจากอาคารและสนามกีฬาอีกหลายแห่งทั่วอิตาลีในทศวรรษต่อมา

การปรับปรุงก่อนฟุตบอลโลก 1990 เปลี่ยนอะไร
ก่อนที่อิตาลีจะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 1990 สนามอาร์เตมิโอ ฟรานคีผ่านการปรับปรุงครั้งใหญ่ งานหลักคือการรื้อลู่วิ่งกรีฑาที่คั่นระหว่างสนามหญ้ากับอัฒจันทร์ออก เพื่อดึงที่นั่งให้เข้าใกล้สนามมากขึ้นและเพิ่มความจุที่นั่งโดยรวม ปัจจุบันสนามจุผู้ชมได้ราว 47,282 คน สนามนี้ใช้จัดการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มสามนัดของกลุ่มเอ ซึ่งมีทีมเจ้าภาพอิตาลีร่วมอยู่ด้วย รวมถึงนัดที่อาร์เจนตินาเอาชนะยูโกสลาเวียด้วยการดวลจุดโทษในรอบแปดทีมสุดท้าย สถิติผู้ชมสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ในสนามนี้คือ 58,271 คน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 1984 ในนัดที่ฟิออเรนตินาพบกับอินเตอร์ มิลาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าความจุปัจจุบันมาก เพราะยุคนั้นยังมีที่ยืนอยู่จำนวนมากก่อนที่จะถูกปรับเป็นที่นั่งทั้งหมดในภายหลัง
ทำไมการรื้อหรือขยายสนามจึงทำได้ยาก
เหตุผลสำคัญที่ทำให้สโมสรฟิออเรนตินาไม่สามารถทุบสนามเดิมทิ้งแล้วสร้างใหม่ได้ง่ายๆ อยู่ที่สถานะทางกฎหมาย ในปี 1983 สนามถูกจัดให้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติ และอยู่ภายใต้การคุ้มครองของหน่วยงานด้านศิลปกรรมของอิตาลี ข้อจำกัดนี้ส่งผลจริงตั้งแต่การปรับปรุงก่อนฟุตบอลโลก 1990 แล้ว เพราะทีมออกแบบไม่สามารถต่อเติมอัฒจันทร์เดิมให้สูงขึ้นได้ตามที่ต้องการ และในการบูรณะรอบล่าสุดที่กำลังดำเนินอยู่ การรื้อสนามทิ้งทั้งหมดก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ทำได้ เนื่องจากข้อบังคับด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมจากหน่วยงานดูแลมรดกทางวัฒนธรรม ทางออกที่เกิดขึ้นคือการบูรณะโครงสร้างเดิมให้คงสภาพไว้ควบคู่กับการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกให้ทันสมัยขึ้น โดยในปี 2021 มีการจัดสรรงบประมาณราว 95 ล้านยูโรจากแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปเพื่อใช้ในการบูรณะครั้งใหญ่ครั้งนี้ สะท้อนว่าคุณค่าทางสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นจุดขายของสนามกลับกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การพัฒนาสนามให้ตรงกับมาตรฐานฟุตบอลยุคใหม่ทำได้ช้าและมีต้นทุนสูงกว่าสนามทั่วไปที่ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมายแบบนี้
สนามแบบนี้ยังตอบโจทย์ฟุตบอลยุคนี้ไหม
คำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัว สนามที่มีอายุเกือบร้อยปีและถูกคุ้มครองด้วยกฎหมายมรดกทางวัฒนธรรมย่อมมีข้อจำกัดเรื่องมุมมองการรับชม ระยะห่างระหว่างอัฒจันทร์กับสนามหญ้าในบางจุด และสิ่งอำนวยความสะดวกเชิงพาณิชย์ที่สนามสร้างใหม่ในยุโรปมักมีครบกว่า แต่ในอีกมุมหนึ่งคุณค่าทางประวัติศาสตร์และงานวิศวกรรมของเนร์วีก็เป็นสิ่งที่สนามสร้างใหม่ทดแทนไม่ได้ เช่นเดียวกับสะพานเก่าแก่กลางเมืองฟลอเรนซ์ที่ยังคงใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของคนเมืองมาหลายศตวรรษ แม้จะผ่านสงครามและการเปลี่ยนแปลงเมืองมานับไม่ถ้วน

ทางเลือกที่ฟิออเรนตินาเลือกเดินคือการบูรณะควบคู่กับการปรับปรุงให้ทันสมัยทีละส่วนแทนการรื้อทิ้งทั้งหมด ซึ่งอาจไม่ใช่ทางออกที่เร็วที่สุด แต่เป็นทางที่สอดคล้องกับข้อจำกัดทางกฎหมายและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่สนามแห่งนี้แบกรับอยู่ งบประมาณเกือบร้อยล้านยูโรที่ทุ่มลงไปในการบูรณะรอบล่าสุดก็เป็นเครื่องยืนยันว่าทั้งสโมสรและหน่วยงานท้องถิ่นยังเชื่อว่าสนามหลังนี้คุ้มค่าที่จะรักษาไว้ต่อไป สำหรับแฟนบอลที่สนใจงานสถาปัตยกรรม สนามอาร์เตมิโอ ฟรานคียังคงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการอนุรักษ์กับการพัฒนาไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นทางเดียวกันเสมอไป

