สนามโอลิมปิโก กรันเด โตริโน คือสนามฟุตบอลกลางเมืองตูรินที่เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 1933 ผ่านการเปลี่ยนชื่อมาแล้วห้าครั้ง และเคยเป็นสนามเหย้าสลับกันของทั้งยูเวนตุสและโตริโน สองสโมสรใหญ่ของเมืองเดียวกัน ก่อนจะถูกทิ้งร้างนานถึง 16 ปีแล้วฟื้นคืนชีพเพื่อโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2006 วันนี้สนามแห่งนี้เป็นบ้านของโตริโนเพียงทีมเดียว และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการมีหรือไม่มีสนามเป็นของตัวเองส่งผลต่อสถานะของสโมสรอย่างไร
สนามเปิดใช้ปีไหนและสร้างขึ้นเพื่ออะไร
สนามเปิดใช้งานวันที่ 14 พฤษภาคม 1933 ในชื่อเดิมว่าสตาดิโอ มูนีชีปาเล เบนีโต มุสโสลีนี สร้างขึ้นเพื่อรองรับการแข่งขันลีโตรีอาลี ซึ่งเป็นรายการกีฬาเยาวชนของพรรคฟาสซิสต์ในยุคนั้น รวมถึงมหกรรมกีฬานักศึกษาโลกปี 1933 ที่ตูรินเป็นเจ้าภาพ หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ชื่อสนามถูกเปลี่ยนเป็นสตาดิโอ โกมูนาเลในปี 1945 เพื่อตัดความเกี่ยวข้องกับระบอบเดิมที่ล่มสลายไปแล้ว จากนั้นเปลี่ยนอีกหลายครั้งตามยุคสมัย เป็นสตาดิโอ วิตตอรีโอ ปอซโซในปี 1986 ตามชื่อโค้ชทีมชาติอิตาลีผู้คว้าแชมป์โลกสองสมัยติดต่อกันในทศวรรษ 1930 เป็นสตาดิโอ โอลิมปิโกในปี 2005 ก่อนการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว และสุดท้ายเป็นสตาดิโอ โอลิมปิโก กรันเด โตริโนในปี 2016 เพื่อรำลึกถึงทีมโตริโนชุดตำนานที่เสียชีวิตทั้งทีมในเหตุการณ์เครื่องบินตกที่เนินเขาซูเปอร์กาเมื่อปี 1949 ชื่อที่เปลี่ยนไปมาตลอดเกือบเก้าสิบปีจึงเป็นเหมือนบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองและกีฬาของเมืองตูรินไปในตัว
สองสโมสรของเมืองผลัดกันใช้สนามอย่างไร
ความจุเดิมของสนามอยู่ที่ราว 65,000 ที่นั่งแบบที่ยืน ยูเวนตุสใช้สนามนี้เป็นสนามเหย้าหลักต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1933 ถึง 1990 ส่วนโตริโนใช้สนามนี้เป็นช่วงๆ คือปี 1958 ถึง 1959 และอีกครั้งตั้งแต่ปี 1963 ถึง 1990 สลับกับการใช้สนามฟิลาเดลเฟียซึ่งเป็นสนามเดิมของตัวเองในบางช่วงก่อนหน้านั้น การที่สองสโมสรคู่แข่งกันในเมืองเดียวต้องใช้สนามเดียวกันเป็นเรื่องปกติในฟุตบอลอิตาลียุคนั้น เพราะการสร้างสนามใหม่แต่ละแห่งมีต้นทุนสูงและเทศบาลมักเป็นเจ้าของสนามเอง ไม่ใช่สโมสร ปี 1990 ทั้งสองสโมสรย้ายออกไปใช้สนามเดลเลอัลปีที่สร้างขึ้นใหม่สำหรับฟุตบอลโลกปีเดียวกัน ทำให้สนามเดิมถูกทิ้งร้างนานถึง 16 ปี ก่อนถูกบูรณะกลับมาใช้งานสำหรับโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2006 และทั้งสองสโมสรก็ย้ายกลับมาใช้ร่วมกันอีกครั้งเป็นการชั่วคราว
ความจุที่ลดลงหลังปรับปรุงบอกอะไร
หลังการบูรณะปี 2006 ความจุของสนามลดลงเหลือ 28,177 ที่นั่งทั้งหมด ซึ่งต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของความจุเดิมที่เคยรองรับผู้ชมได้เกือบ 65,000 คน ตัวเลขที่ลดลงนี้ไม่ได้แปลว่าสนามเล็กลงทางกายภาพมากนัก แต่สะท้อนมาตรฐานความปลอดภัยที่เปลี่ยนไปจากยุคที่ยังมีที่ยืนแออัดไปสู่ยุคที่ทุกคนต้องมีที่นั่งของตัวเองพร้อมทางเดินและทางหนีไฟตามกฎใหม่ สนามสมัยเก่าจำนวนมากในยุโรปเผชิญชะตากรรมแบบเดียวกัน คือความจุตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์สูงกว่าความจุที่ใช้งานจริงในปัจจุบันหลายเท่าตัว เพราะมาตรฐานที่นั่งทั้งหมดพร้อมทางเดินกว้างพอสำหรับอพยพฉุกเฉินกินพื้นที่มากกว่าการยืนเบียดกันบนขั้นบันไดคอนกรีตแบบเดิมมาก
การปรับปรุงเพื่อโอลิมปิกฤดูหนาว 2006 ทำอะไรบ้าง
งานบูรณะครั้งนี้ใช้งบประมาณราว 32.5 ล้านยูโร แนวทางหลักคือรักษาโครงสร้างเดิมของสนามไว้ให้มากที่สุดแทนการรื้อสร้างใหม่ทั้งหมด สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือหลังคาใหม่และอัฒจันทร์ชั้นสามที่มีห้องสกายบ็อกซ์ 44 ห้องสำหรับลูกค้าองค์กร หลังคาส่วนที่ปกคลุมสนามหญ้าราวหนึ่งในสามทำจากวัสดุโปร่งแสง เพื่อให้แสงแดดลงถึงพื้นหญ้าได้พอสมควรและไม่ทำให้หญ้าตายจากการบังแสงตลอดปี สนามเปิดใช้อีกครั้งวันที่ 29 พฤศจิกายน 2005 โดยจัดพิธีเปิดและปิดการแข่งขันโอลิมปิกด้วยที่นั่งชั่วคราวที่เพิ่มความจุขึ้นไปถึง 35,000 ที่นั่งเฉพาะช่วงพิธีการ ก่อนจะปรับกลับมาเป็นความจุถาวรตามที่กำหนดไว้หลังโอลิมปิกจบลง

วันนี้สนามนี้มีบทบาทอะไรในเซเรีย อา
ยูเวนตุสกลับมาใช้สนามร่วมกับโตริโนระหว่างปี 2006 ถึง 2011 ก่อนจะย้ายไปใช้สนามของตัวเองที่ชื่อยูเวนตุสสเตเดียม ซึ่งสร้างขึ้นบนพื้นที่เดิมของสนามเดลเลอัลปีที่เพิ่งถูกทุบทิ้งไป การย้ายออกครั้งนี้ทำให้โตริโนกลายเป็นผู้ใช้สนามโอลิมปิโก กรันเด โตริโนแต่เพียงผู้เดียวมาตั้งแต่ปี 2011 จนถึงปัจจุบัน สนามได้รับการจัดระดับจากยูฟ่าอยู่ในหมวด 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่สนามฟุตบอลจะได้รับ หมายความว่าสนามผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอสำหรับจัดนัดชิงชนะเลิศระดับทวีปได้หากถูกเลือก

เรื่องราวของสนามนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการที่เมืองเดียวสามารถมีสองสโมสรใหญ่แบ่งกันใช้สนามเดียวได้เป็นเวลานาน ก่อนที่ความแตกต่างด้านฐานะการเงินจะทำให้ฝ่ายหนึ่งแยกตัวไปสร้างสนามของตัวเอง ขณะที่อีกฝ่ายยังคงผูกพันกับสนามเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ของเมือง สำหรับแฟนบอลโตริโน สนามแห่งนี้จึงมีความหมายมากกว่าที่แข่งขันฟุตบอลทั่วไป เพราะชื่อสนามในปัจจุบันเป็นการรำลึกถึงทีมชุดที่คนเมืองตูรินยังคงพูดถึงด้วยความภูมิใจมาจนถึงทุกวันนี้

