บียาร์เรอัลรองแชมป์ปี 2008 การเติบโตหลังยุคริเกลเม

สนาม Estadio de la Cerámica ของบียาร์เรอัล

บียาร์เรอัลรองแชมป์ปี 2008 คือฤดูกาลที่สโมสรเล็กจากเมืองบียาร์เรอัลทำผลงานดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของตัวเอง ทีมที่นำโดยมานูเอล เปเยกรินี กุนซือชาวชิลี จบฤดูกาล 2007-08 ด้วย 77 คะแนนจาก 38 นัด เป็นรองแค่เรอัลมาดริดที่คว้าแชมป์ไปด้วย 85 คะแนน ตัวเลขนี้ไม่ได้มาจากผู้เล่นซูเปอร์สตาร์ราคาแพงเพียงไม่กี่คน แต่มาจากการจัดทีมที่ทุกตำแหน่งทำงานสอดประสานกัน ตั้งแต่แดนกลางไปจนถึงแนวรุก ทีมจบฤดูกาลด้วยสถิติชนะ 24 นัด เสมอ 5 นัด และแพ้เพียง 9 นัดจากทั้งหมด 38 นัด ซึ่งเป็นอัตราชนะที่สูงกว่าที่หลายคนคาดไว้ก่อนเปิดฤดูกาลสำหรับสโมสรขนาดกลางของลาลีกา

ทีมเปลี่ยนแกนสร้างเกม

ผู้เล่นเดิมและคนใหม่

เปเยกรินีเข้ามาคุมทีมโดยไม่ได้ทุบทิ้งโครงสร้างเดิมทั้งหมด แต่ผสมผู้เล่นที่อยู่กับสโมสรมาระยะหนึ่งเข้ากับผู้เล่นที่เพิ่งเข้าทีมให้ทำงานร่วมกันอย่างมีระบบ ผลงานของฤดูกาลนี้ทำให้เปเยกรินีได้รับรางวัลมิเกล มูโญซ ในฐานะผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของลาลีกาประจำฤดูกาล ซึ่งเป็นรางวัลที่สะท้อนว่าความสำเร็จของบียาร์เรอัลไม่ได้เกิดจากโชคช่วยเพียงฤดูกาลเดียว แต่มาจากแผนการเล่นที่ชัดเจนและการใช้ผู้เล่นในมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากผลงานในลีกแล้ว บียาร์เรอัลฤดูกาลนี้ยังไปได้ไกลถึงรอบก่อนรองชนะเลิศโกปาเดลเรย์ก่อนจะแพ้ให้กับบาร์เซโลนา และเข้าถึงรอบ 32 ทีมสุดท้ายของยูฟ่าคัพ แสดงให้เห็นว่าความลึกของทีมชุดนี้ไม่ได้มีไว้แค่สำหรับแข่งขันในบ้านเท่านั้น การต้องลงเล่นแข่งขันหลายรายการพร้อมกันตลอดฤดูกาลทำให้การหมุนเวียนผู้เล่นและความสม่ำเสมอของทีมชุดหลักกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้ฝีเท้าของผู้เล่นแต่ละคน เพราะทีมต้องรักษาระดับการเล่นในลีกไว้ได้ แม้ต้องแบ่งพลังงานไปกับการลุ้นถ้วยรายการอื่นควบคู่กันไปด้วย

กองกลางช่วยกันอย่างไร

เซนนากับกาซอร์ลา

ภาพผู้รักษาประตูสวมเสื้อสีเหลืองกำลังเตะบอลยาวออกจากแดนหลังในสนามฝึกซ้อมกลางแจ้ง
ผู้รักษาประตูเปิดบอลออกจากแดนหลังด้วยการเตะยาวในสนามฝึกซ้อม

หัวใจของเกมสร้างสรรค์ทีมนี้อยู่ที่มาร์กอส เซนนา กองกลางเชื้อสายบราซิลที่เลือกเล่นให้ทีมชาติสเปน เขาทำหน้าที่คุมจังหวะเกมกลางสนามและจบฤดูกาลด้วย 8 แอสซิสต์ ติดอันดับผู้ทำแอสซิสต์สูงสุดของลีกฤดูกาลนั้น เป็นตัวเลขที่บอกได้ว่าเซนนาไม่ได้แค่ทำหน้าที่ตัดบอลในแดนกลางอย่างเดียว แต่ยังมีส่วนโดยตรงกับจังหวะที่นำไปสู่ประตูของเพื่อนร่วมทีมด้วย บทบาทของเซนนาคือการเป็นจุดเชื่อมระหว่างแนวรับกับแนวรุก ทำให้ทีมมีจังหวะขึ้นเกมที่มั่นคง ขณะเดียวกันซานติ กาซอร์ลา ซึ่งสวมเสื้อหมายเลข 8 ก็เป็นอีกหนึ่งกองกลางสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเกมรุกของทีม การมีกองกลางที่ทำงานคนละบทบาทแบบนี้ทำให้บียาร์เรอัลไม่ต้องพึ่งพาผู้เล่นคนใดคนหนึ่งมากเกินไป แนวรุกของทีมยังมีจูเซปเป รอสซี กองหน้าชาวอิตาลีที่ทำประตูได้ในเกมโกปาเดลเรย์รอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ชนะเรเครอาติโบ ส่วนนิฮาต คาห์เวซี คือผู้ทำประตูสูงสุดของทีมในฤดูกาลนี้ด้วย 18 ประตูในลีก และรวม 21 ประตูในทุกรายการแข่งขัน ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันว่าทีมมีทั้งคนสร้างเกมและคนจบสกอร์ที่ทำงานเสริมกันได้จริง ไม่ใช่แค่พึ่งพาผู้เล่นเก่งคนเดียวตลอดทั้งฤดูกาล ที่น่าสนใจคือคาห์เวซีไม่ใช่ผู้ทำประตูสูงสุดของลีกในฤดูกาลนั้น เพราะรางวัลปิชิชีตกเป็นของดานิ กุยซา กองหน้ามาร์ยอร์กาที่ทำได้ถึง 27 ประตู แต่บียาร์เรอัลกลับจบฤดูกาลเหนือกว่าทีมที่มีดาวซัลโวสูงสุดของลีกได้ เพราะประตูของทีมกระจายไปตามผู้เล่นหลายคนและเกมรับก็ยังทำงานได้อย่างมั่นคงตลอดฤดูกาล

รองแชมป์ด้วย77คะแนน

อันดับสองเหนือบาร์เซโลนา

ภาพผู้รักษาประตูสวมชุดสีชมพูกระโดดใช้มือรับบอลกลางอากาศต่อหน้าอัฒจันทร์ที่มีผู้ชมเต็มความจุ
ผู้รักษาประตูกระโดดใช้มือรับบอลกลางอากาศระหว่างเกมฟุตบอลอาชีพ

เมื่อฤดูกาลจบลง ตารางคะแนนสุดท้ายวางเรอัลมาดริดไว้อันดับหนึ่งด้วย 85 คะแนน ตามมาด้วยบียาร์เรอัลที่ 77 คะแนนในอันดับสอง ส่วนบาร์เซโลนากลับต้องจบฤดูกาลเป็นอันดับสามด้วย 67 คะแนน ตามหลังบียาร์เรอัลถึง 10 คะแนน ตัวเลขนี้เองที่ทำให้ฤดูกาล 2007-08 ถูกจดจำว่าเป็นช่วงเวลาที่บียาร์เรอัลรองแชมป์ปี 2008 ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ไม่ใช่แค่การได้อันดับสองแบบเฉียดฉิว แต่เป็นการทิ้งห่างสโมสรใหญ่อย่างบาร์เซโลนาไปพอสมควร ผลงานเช่นนี้ของสโมสรขนาดกลางที่ไม่ได้มีทรัพยากรเทียบเท่าสองยักษ์ใหญ่ของลีกสเปนแสดงให้เห็นว่าการจัดทีมที่มีระบบและความสม่ำเสมอตลอดฤดูกาล สามารถพาทีมไปได้ไกลกว่าที่หลายคนคาดคิดไว้ก่อนเปิดฤดูกาลเสียอีก

มองย้อนกลับไป ฤดูกาลนี้ของบียาร์เรอัลเป็นตัวอย่างของทีมที่ประสบความสำเร็จจากความสม่ำเสมอมากกว่าการมีผู้เล่นเป็นดาราคนเดียว ทั้งเซนนาที่คุมจังหวะกลางสนาม กาซอร์ลาที่ช่วยขับเคลื่อนเกมรุก และคาห์เวซีที่ทำหน้าที่จบสกอร์ได้อย่างสม่ำเสมอ ภายใต้การคุมทีมของเปเยกรินีที่รู้จักใช้จุดแข็งของผู้เล่นแต่ละคนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ทำประตูสูงสุดของลีกอย่างที่มาร์ยอร์กามี ผลลัพธ์ 77 คะแนนในอันดับสองของฤดูกาลนั้นจึงยังคงเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรจนถึงทุกวันนี้ และเป็นฤดูกาลที่มักถูกหยิบยกมาพูดถึงทุกครั้งที่มีการเปรียบเทียบว่าทีมขนาดกลางของลาลีกาจะแข่งขันกับสองสโมสรใหญ่ที่สุดของประเทศได้อย่างไรในสนามจริง ไม่ใช่แค่ในทางทฤษฎี ตราบใดที่ทีมมีระบบการเล่นที่ชัดเจนและผู้เล่นทุกตำแหน่งเข้าใจบทบาทของตัวเองในสนามจริง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO