ดาร์บี้ เคาน์ตี 1972 คือฤดูกาลที่สโมสรจากอีสต์มิดแลนด์คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่ทำให้ฤดูกาลนี้ถูกเล่าซ้ำมาจนถึงทุกวันนี้คือวิธีที่พวกเขาได้แชมป์มา ทีมเล่นนัดสุดท้ายของตัวเองจบไปก่อนแล้ว แต่กลับต้องนั่งรอฟังผลของทีมอื่นเพื่อรู้ว่าตัวเองเป็นแชมป์หรือไม่ ทั้งที่ไม่มีนัดให้ลงเล่นอีกต่อไป เรื่องราวนี้จึงต่างจากภาพจำทั่วไปของการคว้าแชมป์ลีก ที่มักมาพร้อมภาพนักเตะฉลองกันกลางสนามทันทีหลังนกหวีดหมดเวลาดังขึ้น เพราะทีมของไบรอัน คลัฟและปีเตอร์ เทย์เลอร์กลับต้องรู้ผลแชมป์ผ่านการติดตามข่าวจากที่อื่นแทน
ฤดูกาล 1971/72 แข่งกันกี่ทีม
เมื่อโปรแกรมของดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 1971/72 ใกล้จบลง มีทีมอยู่ในกลุ่มลุ้นแชมป์มากถึงสี่ทีมพร้อมกัน คะแนนสุดท้ายเมื่อทุกอย่างจบลงคือดาร์บี้ เคาน์ตี 58 คะแนน ตามด้วยลีดส์ ยูไนเต็ด ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ต่างทำได้ 57 คะแนนเท่ากันทั้งสามทีม นั่นหมายความว่าทั้งสี่ทีมมีคะแนนห่างกันเพียง 1 คะแนนเท่านั้นเมื่อฤดูกาลปิดฉากลง ถือเป็นหนึ่งในการชิงแชมป์ที่สูสีที่สุดครั้งหนึ่งของฟุตบอลลีกอังกฤษในยุคนั้น เพราะทีมอันดับหนึ่งถึงอันดับสี่ห่างกันด้วยคะแนนเพียงแต้มเดียวทั้งหมด สถานการณ์แบบนี้หมายความว่าแทบทุกผลการแข่งขันในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของฤดูกาลมีผลต่อโฉมหน้าของแชมป์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นทีมใดในสี่ทีมนี้ก็มีสิทธิ์ลุ้นแชมป์ได้จริงจนถึงนาทีสุดท้าย ทำให้ฤดูกาลนี้ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในการชิงแชมป์ที่ตึงเครียดที่สุดของทศวรรษนั้น
ทำไมดาร์บี้ถึงจบโปรแกรมก่อนคนอื่น
ดาร์บี้ลงเล่นนัดสุดท้ายของฤดูกาลในวันที่ 1 พฤษภาคม 1972 โดยเอาชนะลิเวอร์พูลไปได้ 1-0 ที่สนามเบสบอล กราวด์ จากประตูของจอห์น แม็กโกแวนในนาทีที่ 63 หลังจบนัดนี้ดาร์บี้ก็ไม่มีโปรแกรมลงเล่นในลีกอีกแล้ว ขณะที่ลีดส์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล ยังเหลือนัดที่ต้องลงเล่นอยู่ ทำให้เกิดสถานการณ์ที่ทีมซึ่งเก็บคะแนนครบตามโปรแกรมของตัวเองแล้วต้องกลายเป็นฝ่ายรอดูผลจากสนามอื่นแทนที่จะเป็นฝ่ายกำหนดชะตากรรมด้วยตัวเอง สภาพเช่นนี้สร้างความอึดอัดใจให้กับทั้งผู้เล่นและแฟนบอลของดาร์บี้ไม่น้อย เพราะการรอคอยแบบไม่มีอะไรให้ทำต่อหน้าตัวเองนั้นบีบให้ทุกคนต้องเฝ้าติดตามข่าวจากสนามอื่นอย่างใกล้ชิด ทั้งที่ตัวเองไม่มีทางเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้อีกแล้วไม่ว่าจะอยากมากแค่ไหนก็ตาม

ผลของคู่แข่งออกมาอย่างไร
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ถูกเล่าขานต่อมา วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส เอาชนะลีดส์ ยูไนเต็ดไปได้ 2-1 ตัดโอกาสของลีดส์ในการแซงขึ้นเป็นจ่าฝูง ส่วนลิเวอร์พูลทำได้เพียงเสมอกับอาร์เซนอล 0-0 ในนัดสุดท้ายของตัวเอง ผลจากทั้งสองนัดนี้ทำให้ไม่มีทีมใดสามารถไล่ตามคะแนนของดาร์บี้ได้ทัน ดาร์บี้ เคาน์ตี จึงกลายเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษไปโดยปริยาย ทั้งที่ผู้เล่นและกองเชียร์ของทีมไม่ได้อยู่ในสนามแข่งขันนัดตัดสินเลยแม้แต่นัดเดียว เป็นภาพที่แปลกกว่าการคว้าแชมป์แบบทั่วไปที่มักตัดสินกันในสนามของตัวเอง ในยุคที่ยังไม่มีการรายงานผลแบบทันทีทันใดอย่างทุกวันนี้ วิธีติดตามข่าวสารของคนทั่วไปในคืนเช่นนั้นก็หนีไม่พ้นการเปิดวิทยุฟังรายงานผลจากสนามที่ตัวเองไปไม่ถึง ไม่ต่างจากแฟนบอลของดาร์บี้ที่ต้องรอฟังชะตากรรมของทีมตัวเองผ่านคลื่นวิทยุเช่นกัน
ทีมชุดนั้นถูกสร้างมาอย่างไร
เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือไบรอัน คลัฟ และปีเตอร์ เทย์เลอร์ ผู้ช่วยของเขา ซึ่งเข้ามาคุมทีมตั้งแต่ปี 1967 ตอนนั้นดาร์บี้ยังอยู่อันดับที่ 18 ของดิวิชั่น 2 ทั้งคู่ใช้เวลาปรับทีมจนคว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 ได้ในฤดูกาล 1968/69 และได้เลื่อนชั้นขึ้นดิวิชั่น 1 ระหว่างทางพวกเขาเสริมทัพด้วยผู้เล่นอย่างอลัน ฮินตัน รอย แม็กฟาร์แลนด์ และจอห์น โอแฮร์ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการดึงตัวเดฟ แม็คเคย์ กองกลางผู้มากประสบการณ์เข้ามาเสริมทัพ ซึ่งกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมพร้อมสู้ในดิวิชั่น 1 ได้เต็มตัว ประสบการณ์ในสนามของแม็คเคย์ช่วยประคองแนวรับและกองกลางของทีมได้อย่างที่คลัฟตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก และกลายเป็นแบบอย่างของแนวทางที่คลัฟใช้ซ้ำอีกหลายครั้งในอาชีพผู้จัดการทีมของเขา นั่นคือการผสมผสานผู้เล่นประสบการณ์สูงเข้ากับผู้เล่นดาวรุ่งที่เพิ่งเติบโตขึ้นมาในทีมเดียวกัน

แนวทางการเสริมทัพของคลัฟไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้เล่นชื่อดัง เขายังกล้าดึงผู้เล่นจากนอกลีกอย่างโรเจอร์ เดวีส์ มาจากวูสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัวเพียง 12,000 ปอนด์ ซึ่งต่อมาเดวีส์ก็ยิงประตูชัยให้ทีมคว้าแชมป์เท็กซาโก คัพได้สำเร็จ เป็นตัวอย่างที่แสดงว่าทีมชุดแชมป์นี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยเงินก้อนใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่มาจากสายตาในการมองหาผู้เล่นของคลัฟและเทย์เลอร์เป็นสำคัญ
ความสำเร็จนี้อยู่ได้นานแค่ไหน
ในฤดูกาลถัดมาคือ 1972/73 ดาร์บี้ไม่สามารถป้องกันแชมป์ลีกไว้ได้ แต่ก็ยังทำผลงานได้ดีในเวทียุโรปด้วยการเข้าถึงรอบรองชนะเลิศของศึกยูโรเปียนคัพ ก่อนจะแพ้ให้กับยูเวนตุสและตกรอบไป ความสัมพันธ์ระหว่างคลัฟกับคณะกรรมการบริหารสโมสรเริ่มตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการที่เขามักแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์วงการฟุตบอลอย่างตรงไปตรงมาอยู่เสมอ จนในที่สุดทั้งคลัฟและเทย์เลอร์ก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในเดือนตุลาคม 1973 ปิดฉากยุคที่พาสโมสรเล็กจากอีสต์มิดแลนด์ขึ้นไปเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้สำเร็จภายในเวลาไม่กี่ปี

