อาร์เซนอล ดับเบิล 1971 คือฤดูกาลที่สโมสรจากลอนดอนเหนือทำสำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นั่นคือการคว้าทั้งแชมป์ลีกสูงสุดและเอฟเอคัพในฤดูกาลเดียวกัน และเรื่องที่ทำให้ฤดูกาลนี้ถูกเล่าซ้ำมาหลายสิบปีก็คือแชมป์ลีกถูกปิดในสนามของคู่ปรับร่วมเมืองอย่างท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ก่อนจะปิดดับเบิลด้วยชัยชนะในนัดชิงเอฟเอคัพเพียงห้าวันให้หลัง ฤดูกาล 1970/71 จึงไม่ใช่แค่ฤดูกาลที่ทีมเก็บถ้วยได้มากเป็นพิเศษ แต่ยังเป็นฤดูกาลที่ทุกจังหวะสำคัญเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันจนแทบไม่มีเวลาให้ทีมได้พักหายใจระหว่างสองสนามใหญ่
ดับเบิลปี 1971 คือรายการใดบ้าง
ในฤดูกาล 1970/71 อาร์เซนอลจบตำแหน่งจ่าฝูงของดิวิชั่น 1 ด้วย 65 คะแนน จากการชนะ 29 นัด เสมอ 7 นัด และแพ้ 6 นัด ทิ้งห่างลีดส์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับสองที่ทำได้ 64 คะแนนอยู่เพียง 1 คะแนน จากนั้นในนัดชิงเอฟเอคัพซึ่งจัดขึ้นที่สนามเวมบลีย์ อาร์เซนอลก็เอาชนะลิเวอร์พูลไปได้ 2-1 หลังต่อเวลาพิเศษ ทำให้ทีมคว้าทั้งสองแชมป์ในฤดูกาลเดียว ซึ่งเป็นดับเบิลครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร และเป็นเพียงสโมสรที่สองในศตวรรษที่ 20 ที่ทำได้ในลักษณะนี้ต่อจากท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ในปี 1961 สิ่งที่ทำให้ฤดูกาลนี้ยิ่งพิเศษกว่าปกติคือทีมต้องแบกรับโปรแกรมแข่งขันที่แน่นมากในช่วงปลายฤดูกาล เพราะต้องลุ้นแชมป์ลีกไปพร้อมกับเดินหน้าในเอฟเอคัพจนถึงนัดชิงชนะเลิศ ทำให้ผู้เล่นแทบไม่มีวันพักระหว่างสองภารกิจใหญ่ที่เกิดขึ้นห่างกันเพียงไม่กี่วัน
นัดปิดแชมป์ลีกเกิดที่ไหน
สิ่งที่ทำให้แชมป์ลีกฤดูกาลนี้พิเศษกว่าปกติคือสถานที่ที่ใช้ตัดสิน อาร์เซนอลปิดแชมป์ลีกได้ในวันที่ 3 พฤษภาคม 1971 ด้วยการเดินทางไปเยือนท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ที่สนามไวต์ ฮาร์ต เลน ซึ่งเป็นสนามเหย้าของคู่ปรับร่วมเมืองที่แข่งขันกันมายาวนาน การที่ทีมต้องปิดแชมป์ในบ้านของคู่แข่งที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์เช่นนี้ ทำให้นัดนี้ถูกจดจำมากกว่าการปิดแชมป์ในสนามเหย้าของตัวเองตามปกติ ดาร์บี้แมตช์ลอนดอนเหนือระหว่างอาร์เซนอลกับท็อตแนมเป็นหนึ่งในคู่แข่งขันที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดของฟุตบอลอังกฤษ แฟนบอลทั้งสองฝั่งรู้ดีว่าผลการแข่งขันระหว่างกันมีน้ำหนักมากกว่านัดทั่วไป การที่ชะตากรรมของแชมป์ลีกทั้งฤดูกาลต้องมาตัดสินกันในนัดที่มีบริบทดาร์บี้แมตช์เช่นนี้ จึงทำให้ค่ำคืนนั้นถูกเล่าขานต่อมาในฐานะหนึ่งในโมเมนต์ที่มีความหมายที่สุดของทั้งสองสโมสร ไม่ใช่แค่สำหรับอาร์เซนอลฝ่ายเดียว

เงื่อนไขคะแนนในคืนนั้นเป็นอย่างไร
ก่อนลงเล่นนัดนี้ อาร์เซนอลมีคะแนนตามหลังลีดส์ ยูไนเต็ดอยู่เล็กน้อยแต่มีนัดในมือมากกว่า เงื่อนไขคือถ้าท็อตแนมสามารถเสมอกับอาร์เซนอลได้ แชมป์ก็จะตกเป็นของลีดส์ทันที นั่นหมายความว่าอาร์เซนอลไม่มีสิทธิ์แพ้หรือแม้แต่เสมอแบบมีสกอร์ ทีมต้องการผลชนะ หรืออย่างน้อยก็ต้องเสมอแบบไม่มีประตูเกิดขึ้นเลยจึงจะการันตีแชมป์ได้ในคืนนั้น ท้ายที่สุดเรย์ เคนเนดี ยิงประตูชัยให้ทีมเอาชนะไป 1-0 ปิดฉากการลุ้นแชมป์ในสนามของคู่ปรับได้อย่างเฉียบขาด เงื่อนไขที่ซับซ้อนเช่นนี้หมายความว่าอาร์เซนอลเดินเข้าสนามในคืนนั้นด้วยแรงกดดันที่มากกว่าปกติมาก เพราะไม่มีทางเลือกให้เล่นเพื่อผลเสมอแบบมีสกอร์ได้เลย ทุกจังหวะในสนามจึงต้องคำนวณผลลัพธ์ควบคู่ไปกับตัวเลขในตารางคะแนนตลอดเวลา ซึ่งเป็นแรงกดดันที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยกับทีมที่มีคะแนนนำอยู่ก่อนแล้ว
นัดชิงเอฟเอคัพจบอย่างไร
ห้าวันหลังจากปิดแชมป์ลีก อาร์เซนอลลงเล่นนัดชิงเอฟเอคัพปี 1971 พบกับลิเวอร์พูลที่สนามเวมบลีย์ในวันที่ 8 พฤษภาคม 1971 เกมดำเนินไปแบบสูสีจนต้องต่อเวลาพิเศษ ลิเวอร์พูลขึ้นนำก่อนจากประตูของสตีฟ เฮย์เวย์ในนาทีที่ 92 ก่อนที่อาร์เซนอลจะไล่ตีเสมอได้จากจอร์จ เกรแฮมในนาทีที่ 101 และพลิกกลับมานำในนาทีที่ 111 จากชาร์ลี จอร์จ จบเกมด้วยชัยชนะ 2-1 ปิดดับเบิลได้สำเร็จ ประตูทั้งสามลูกของนัดนี้เกิดขึ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษทั้งหมด ทำให้เป็นหนึ่งในนัดชิงที่ถูกเล่าขานว่าดุเดือดที่สุดนัดหนึ่งของยุคนั้น การที่ทีมยังสามารถรวบรวมสมาธิลงเล่นนัดชิงใหญ่ได้เพียงห้าวันหลังผ่านความกดดันหนักที่ไวต์ ฮาร์ต เลนมา ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงสภาพความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจของทีมชุดนี้ได้เป็นอย่างดี

ทีมชุดนั้นมีใครเป็นแกน
ผู้ทำประตูสูงสุดของอาร์เซนอลในลีกฤดูกาลนี้คือเรย์ เคนเนดี ซึ่งยิงได้ 19 ประตู และหากนับทุกรายการเขายิงรวม 26 ประตูตลอดฤดูกาล เคนเนดีเล่นคู่กับจอห์น แรดฟอร์ดในแนวรุก และความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นสองคนนี้ถือเป็นกำลังสำคัญของทีมตลอดฤดูกาล ในแนวรับมีแฟรงค์ แม็คลินท็อคเป็นกัปตันทีมและเป็นแกนหลักของแนวหลัง ส่วนบ็อบ วิลสันทำหน้าที่ผู้รักษาประตูตัวจริง ทีมชุดนี้ใช้ผู้เล่นชุดค่อนข้างนิ่งตลอดทั้งฤดูกาล ไม่ได้หมุนเวียนตัวจริงบ่อยเหมือนหลายทีมในยุคหลัง ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากความแข็งแกร่งของผู้เล่นชุดนี้ที่บาดเจ็บน้อยและรักษาฟอร์มได้ต่อเนื่องตลอดโปรแกรมที่แน่นทั้งลีกและถ้วย ความนิ่งของตัวจริงชุดนี้เองที่ทำให้ทีมสามารถผ่านทั้งความกดดันของนัดชิงแชมป์ลีกและนัดชิงเอฟเอคัพในเวลาไล่เลี่ยกันได้โดยไม่เสียจังหวะ และกลายเป็นภาพจำของอาร์เซนอลยุคดับเบิลที่แฟนบอลรุ่นหลังยังคงพูดถึงเมื่อพูดถึงทีมที่แข็งแกร่งที่สุดทีมหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร

