คอนเตหลังสาม 2017 การปรับเชลซีที่เปลี่ยนหน้าที่ริมเส้น

อันโตนิโอ คอนเต กุนซือ เชลซี

คอนเตหลังสาม 2017 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เชลซีของอันโตนิโอ คอนเต เปลี่ยนจากทีมที่แพ้ติดต่อกันสองนัดให้ลิเวอร์พูลและอาร์เซนอล กลายเป็นทีมที่ชนะรวดจนคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2016/17 ได้สำเร็จ บทความนี้โฟกัสที่การปรับโครงสร้างทีมล้วน ๆ ไม่ได้ย้อนไปเทียบกับระบบกลางสามที่เชลซีเคยใช้ในปี 2005 เพราะแม้ชื่อระบบจะมีคำว่าสามเหมือนกัน แต่รายละเอียดของบทบาทผู้เล่นในสนามต่างกันโดยสิ้นเชิง

ทีมเปลี่ยนรูปแบบเมื่อใด

ก่อนหน้านั้นเชลซีเล่นด้วยระบบ 4-2-3-1 หรือ 4-1-4-1 มาตั้งแต่ฤดูกาล 2015/16 ต่อเนื่องมาจนถึงหกนัดแรกของฤดูกาล 2016/17 แต่หลังจากแพ้ติดต่อกันสองนัดให้ลิเวอร์พูลและอาร์เซนอล คอนเตตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ระบบสามกองหลังเป็นครั้งแรกในเกมพบฮัลล์ ซิตี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2016 และเชลซีเอาชนะไปได้ 2-0 การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับแผนชั่วคราว แต่กลายเป็นโครงสร้างหลักที่ทีมใช้ต่อเนื่องตลอดฤดูกาลที่เหลือ ความกล้าตัดสินใจเปลี่ยนระบบกลางฤดูกาลเช่นนี้ถือว่าเสี่ยงไม่น้อย เพราะทีมต้องปรับความเข้าใจในสนามใหม่ทั้งหมดภายในเวลาอันสั้นก่อนเกมถัดไปจะมาถึง ก่อนหน้านั้นเชลซีเพิ่งแพ้อาร์เซนอล 0-3 ที่เอมิเรตส์สเตเดียมเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2016 ซึ่งเป็นผลงานที่กดดันให้คอนเตต้องหาทางออกใหม่โดยเร็วที่สุดแทนที่จะรอปรับแก้ทีละเล็กละน้อยในระบบเดิม

วิงแบ็กรับงานรุกและรับอย่างไร

หัวใจของระบบใหม่อยู่ที่บทบาทวิงแบ็กสองฝั่ง วิกเตอร์ โมเซสรับหน้าที่ฝั่งขวา และมาร์กอส อลอนโซรับหน้าที่ฝั่งซ้าย ทั้งคู่ต้องวิ่งขึ้นลงตลอดความยาวสนามเพื่อให้ความกว้างในเกมรุกเมื่อทีมได้ครองบอล และถอยกลับมาเป็นแนวรับห้าคนทันทีเมื่อเสียบอล โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ทีมมีทั้งความกว้างในการโจมตีและความหนาแน่นในการตั้งรับพร้อมกันในระบบเดียว ซึ่งต่างจากระบบสี่กองหลังเดิมที่กองหลังริมเส้นต้องแบกภาระทั้งสองด้านด้วยตัวเองเพียงคนเดียว โมเซสซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้เป็นตัวหลักในทีมกลับกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่สุดของฤดูกาลทันทีที่ระบบใหม่ถูกนำมาใช้ เพราะระบบวิงแบ็กเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงความสามารถทั้งด้านความเร็วและพละกำลังที่เคยถูกจำกัดไว้ในตำแหน่งอื่นก่อนหน้านี้

ผู้ชมเต็มอัฒจันทร์ภายในสแตมฟอร์ดบริดจ์ระหว่างการแข่งขันในสนาม
บรรยากาศผู้ชมภายในสแตมฟอร์ดบริดจ์ระหว่างการแข่งขัน

ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดของการปรับระบบคือแนวรับของทีมแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เชลซีเสียการยิงประตูจากคู่แข่งน้อยลงถึง 92 ครั้งเมื่อเทียบกับฤดูกาลที่ทีมคว้าแชมป์ครั้งก่อนในปี 2014/15 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยืนยันว่าการเปลี่ยนระบบไม่ได้ทำให้ทีมเน้นเกมรุกจนละเลยเกมรับ แต่กลับทำให้ทั้งสองด้านของเกมแข็งแรงขึ้นพร้อมกัน กองหลังสามคนตรงกลางยังได้รับประโยชน์จากวิงแบ็กที่ถอยลงมาช่วยป้องกันริมเส้นเป็นประจำ ทำให้พื้นที่ด้านข้างของกรอบเขตโทษไม่ถูกเปิดโล่งให้คู่แข่งใช้ประโยชน์ได้ง่ายเหมือนก่อนปรับระบบ

ผู้เล่นด้านในสัมพันธ์กับกองหน้าแบบไหน

ในแดนกลางและแนวรุก ผู้เล่นตัวในของเชลซีทำหน้าที่เชื่อมเกมระหว่างวิงแบ็กกับกองหน้าตัวเป้า โดยเปิดพื้นที่ให้กองหน้าได้รับบอลในตำแหน่งที่คู่แข่งจับยากขึ้น ระบบสามกองหลังยังช่วยให้ทีมมีผู้เล่นที่พร้อมขึ้นมาสนับสนุนเกมรุกจากแดนกลางได้มากกว่าระบบเดิม เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องช่องว่างริมเส้นมากเท่าก่อนหน้านี้ เมื่อวิงแบ็กขึ้นไปสูงในสนาม ผู้เล่นตัวในจะขยับเข้ามาเติมพื้นที่กลางเพื่อรักษาทางเลือกในการจ่ายบอลไว้เสมอ การประสานงานลักษณะนี้ทำให้กองหน้าตัวเป้าของทีมมีตัวเลือกในการจ่ายบอลกลับหรือรับบอลต่อได้มากกว่าเดิมในแทบทุกจังหวะที่ทีมบุกขึ้นไปในแดนคู่แข่ง ผู้เล่นตัวในยังต้องอ่านจังหวะให้แม่นยำว่าเมื่อใดควรขยับเข้ามาเติมพื้นที่กลาง และเมื่อใดควรถ่างออกไปสร้างความกว้างแทนวิงแบ็กที่ขึ้นไปสูงเกินกว่าจะกลับมาช่วยได้ทัน

หลังสามต่างจากแค่เพิ่มกองหลังอย่างไร

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการมองว่าระบบหลังสามเป็นเพียงการเพิ่มกองหลังอีกหนึ่งคนเพื่อความปลอดภัย แต่ในความเป็นจริงระบบนี้เปลี่ยนหน้าที่ของผู้เล่นเกือบทั้งทีม วิงแบ็กต้องทำงานหนักกว่าแบ็กทั่วไปเพราะรับทั้งบทบาทรุกและรับในตำแหน่งเดียว ขณะที่กองหลังสามคนตรงกลางต้องประสานงานกันแน่นกว่าระบบสี่คนเดิมเพื่อปิดพื้นที่ว่างระหว่างกัน ความแตกต่างนี้อธิบายได้ว่าทำไมหลายทีมที่เคยลองใช้ระบบสามกองหลังมาก่อนจึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าเชลซีในฤดูกาลนี้ เพราะการจะใช้ระบบนี้ได้ผลต้องอาศัยผู้เล่นที่เข้าใจบทบาทใหม่ของตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่เปลี่ยนตำแหน่งยืนบนกระดาษเท่านั้น การฝึกซ้อมให้ผู้เล่นทุกตำแหน่งเข้าใจหน้าที่ใหม่ของตัวเองจึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญไม่แพ้การเลือกใช้ระบบที่ถูกต้องตั้งแต่แรก และเป็นเหตุผลที่หลายทีมแม้จะเปลี่ยนมาใช้ระบบเดียวกันก็ไม่ได้ผลลัพธ์ในระดับเดียวกับเชลซีฤดูกาลนี้

ห้องแต่งตัวนักเตะภายในสแตมฟอร์ดบริดจ์ มีเสื้อแข่งเชลซีแขวนเรียงรายเหนือช่องล็อกเกอร์ไม้
ห้องแต่งตัวนักเตะภายในสแตมฟอร์ดบริดจ์ สนามเหย้าของเชลซี

ผลลัพธ์ของการปรับระบบทั้งหมดนี้สะท้อนออกมาในตารางคะแนนสุดท้าย เชลซีจบฤดูกาล 2016/17 ด้วยตำแหน่งแชมป์ ผลงานชนะ 30 เสมอ 3 แพ้ 5 รวม 93 คะแนน ซึ่งจำนวนชัยชนะ 30 นัดถือเป็นสถิติสูงสุดในฤดูกาลเดียวของพรีเมียร์ลีกในเวลานั้น และทีมยังทำสถิติชนะติดต่อกัน 13 นัด เท่ากับสถิติสูงสุดที่เคยมีมาในฤดูกาลเดียวอีกด้วย ตัวเลขทั้งหมดนี้ยืนยันว่าการตัดสินใจเปลี่ยนระบบกลางฤดูกาลของคอนเตในวันที่ 1 ตุลาคม 2016 ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นจุดเริ่มต้นของฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จที่สุดฤดูกาลหนึ่งของสโมสร นับจากวันที่แพ้อาร์เซนอลจนถึงวันปิดฤดูกาล เส้นทางของทีมจึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงภายในเวลาไม่ถึงแปดเดือน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO