ก็องเตกับเลสเตอร์ เป็นความสัมพันธ์ที่มักถูกเล่าแทรกอยู่ในเรื่องราวแชมป์ทั้งทีมของฤดูกาล 2015/16 ทั้งที่บทบาทเฉพาะตัวของเอ็นโกโล ก็องเตในการแย่งบอลกลางสนามสมควรมีพื้นที่อธิบายของตัวเอง เพราะเป็นกลไกที่ทำให้เกมรับของเลสเตอร์มั่นคงพอจะรองรับเกมรุกที่อาศัยจังหวะสวนกลับเป็นหลัก บทความนี้จึงแยกพูดถึงเฉพาะบทบาทของเขาโดยไม่ลงรายละเอียดเรื่องราวการคว้าแชมป์ทั้งทีมซ้ำอีกครั้ง
เขารับผิดชอบพื้นที่ใดเมื่อไม่มีบอล
เอ็นโกโล ก็องเต ย้ายมาเลสเตอร์จากสโมสรก็องในฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2015 ด้วยค่าตัวประมาณ 5.6 ล้านปอนด์ ซึ่งในตอนนั้นไม่ใช่ตัวเลขที่สร้างความฮือฮาแต่อย่างใด บทบาทของเขาในระบบ 4-4-2 ของเคลาดิโอ รานิเอรีคือการคอยตัดพื้นที่ตรงกลางสนามก่อนที่คู่แข่งจะได้จังหวะจ่ายบอลทะลุแนวรับ เขาไม่ได้ยืนรอสกัดในตำแหน่งเดียวตลอดเกม แต่เคลื่อนที่กว้างครอบคลุมทั้งสองข้างของกลางสนามเพื่อปิดพื้นที่ว่างที่คู่แข่งพยายามใช้ประโยชน์ ลักษณะการเล่นเช่นนี้ทำให้กองหลังชุดที่นำโดยเวส มอร์แกนไม่ต้องออกจากตำแหน่งบ่อยเกินความจำเป็น เพราะพื้นที่อันตรายด้านหน้าแนวรับถูกก็องเตปิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นทางก่อนที่ลูกบอลจะเดินทางมาถึงกรอบเขตโทษ แม้บทบาทหลักของเขาจะเป็นงานรับ แต่ก็องเตยังยิงประตูเดียวของเขาในฤดูกาลนั้นได้สำเร็จในเกมพบวัตฟอร์ดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2015 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าเขาไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่งานทำลายเกมของคู่แข่งเพียงอย่างเดียวตลอดทั้งฤดูกาล
คู่กองกลางแบ่งงานกันอย่างไร
ในกลางสนามของเลสเตอร์ฤดูกาลนั้น ก็องเตจับคู่กับแดนนี ดริงก์วอเตอร์ ซึ่งทำหน้าที่ต่างกันอย่างชัดเจน ดริงก์วอเตอร์รับผิดชอบการจ่ายบอลเชื่อมเกมและขึ้นเสริมเกมรุกมากกว่า ขณะที่ก็องเตเน้นงานทำลายเกมของคู่แข่งเป็นหลัก การแบ่งงานลักษณะนี้ทำให้ทีมไม่ต้องเสียสมดุลระหว่างเกมรับกับเกมรุก เพราะมีผู้เล่นหนึ่งคนที่พร้อมวิ่งกลับมาปิดพื้นที่เสมอเมื่ออีกคนขึ้นไปช่วยเกมรุก ตลอดฤดูกาล 2015/16 เลสเตอร์ใช้ระบบ 4-4-2 นี้ซ้ำถึง 35 จาก 38 นัด ซึ่งสะท้อนว่าโครงสร้างคู่กองกลางชุดนี้เป็นแกนที่ทีมไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยนัก การที่รานิเอรีไม่ปรับคู่กองกลางชุดนี้บ่อยยังช่วยให้ผู้เล่นทั้งสองเข้าใจจังหวะการสลับหน้าที่กันได้แม่นยำขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อฤดูกาลผ่านไป

ตัวเลขที่สะท้อนงานของก็องเตได้ชัดที่สุดคือสถิติแย่งบอลสำเร็จ 175 ครั้งตลอดฤดูกาล ซึ่งมากกว่าผู้เล่นอันดับรองลงมาถึง 31 ครั้ง และสถิติสกัดบอลสำเร็จ 157 ครั้ง มากกว่าผู้เล่นอันดับรองลงมา 15 ครั้ง ทั้งสองตัวเลขนี้สูงที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนั้นทั้งคู่ และเมื่อนำมาเทียบกับจำนวน 38 นัดที่ทีมลงเล่นตลอดฤดูกาล จะเห็นว่าเขาทำสถิติเหล่านี้ได้อย่างสม่ำเสมอเกือบทุกนัดมากกว่าจะกระจุกอยู่ในบางเกมเท่านั้น
แย่งบอลแล้วเลือกเล่นต่อแบบไหน
สิ่งที่ทำให้ก็องเตแตกต่างจากกองกลางเก็บบอลทั่วไปคือสิ่งที่เกิดขึ้นทันทีหลังแย่งบอลสำเร็จ แทนที่จะจ่ายบอลสั้นให้เพื่อนร่วมทีมอย่างปลอดภัยเสมอไป เขามักเลือกจ่ายบอลไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อเปิดจังหวะสวนกลับให้วาร์ดีหรือมาห์เรซได้ออกวิ่งทันที ลักษณะการเล่นเช่นนี้เข้ากับปรัชญาของรานิเอรีที่ต้องการให้ทีมเปลี่ยนจากรับเป็นรุกโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะไม่มีสถิติที่วัดจังหวะเหล่านี้เป็นตัวเลขทางการ แต่รูปแบบการเล่นเช่นนี้ปรากฏซ้ำในหลายนัดของฤดูกาลจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของทีม การเลือกเล่นต่ออย่างรวดเร็วเช่นนี้ยังช่วยลดโอกาสที่คู่แข่งจะได้ตั้งแนวรับใหม่ทัน เพราะจังหวะเปลี่ยนจากรับเป็นรุกเกิดขึ้นเร็วกว่าที่แนวรับฝ่ายตรงข้ามจะกลับเข้าตำแหน่งได้ครบ ผู้เล่นตำแหน่งกองกลางตัวรับในหลายทีมมักถูกฝึกให้เลือกจ่ายบอลอย่างปลอดภัยที่สุดหลังแย่งบอลได้ แต่ก็องเตกลับเลือกความเสี่ยงที่มากกว่าเล็กน้อยเพื่อแลกกับโอกาสสร้างอันตรายให้คู่แข่งได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นทางเลือกที่ต้องอาศัยความมั่นใจในเพื่อนร่วมทีมด้านหน้าไม่น้อย
สถิติแท็กเกิลไม่เล่าทุกอย่างเพราะอะไร
แม้ตัวเลข 175 ครั้งของการแย่งบอลสำเร็จจะสูงที่สุดในลีก แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้นับรวมจังหวะที่ก็องเตตัดสินใจไม่เข้าปะทะแต่เลือกบีบพื้นที่จนคู่แข่งต้องจ่ายบอลผิดพลาดไปเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานป้องกันที่ไม่ถูกบันทึกเป็นสถิติแท็กเกิลโดยตรง สถิติที่เป็นทางการจึงบอกเพียงบางมุมของสิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม ไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมดของบทบาทผู้เล่นตำแหน่งนี้ ผู้ชมที่ดูเฉพาะตัวเลขในตารางสถิติจึงอาจมองข้ามส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการยืนตำแหน่งที่ถูกต้องจนคู่แข่งไม่กล้าจ่ายบอลเข้ามาในพื้นที่นั้นตั้งแต่แรก

การอ่านบทบาทของก็องเตให้ครบจึงต้องมองสามส่วนประกอบกัน คือความสามารถในการอ่านเกมล่วงหน้า การเคลื่อนที่คุมพื้นที่กว้าง และการเลือกจังหวะเล่นต่อหลังได้บอล มากกว่าจะดูเฉพาะตัวเลขสถิติเพียงอย่างเดียว ฤดูกาล 2015/16 คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชื่อของก็องเตเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ก่อนที่เขาจะย้ายไปเล่นให้เชลซีในฤดูกาลถัดมาและได้แชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่สองติดต่อกันกับสโมสรใหม่ เส้นทางจากผู้เล่นที่แทบไม่มีใครรู้จักในวงกว้างสู่การเป็นกองกลางที่ทีมระดับแชมป์สองสโมสรต้องพึ่งพา จึงเริ่มต้นจากฤดูกาลนี้ที่เลสเตอร์นั่นเอง

