โมนาโก2000 คือฤดูกาลที่อาแอส โมนาโก ภายใต้การคุมทีมของโกลด ปูแอล คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของฝรั่งเศสสมัยที่ 7 ในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยทีมที่ผสมผสานเกมรุกที่ดุดันที่สุดของดิวิชันเข้ากับแนวรับที่มั่นคงเป็นอันดับต้น ๆ ของฤดูกาล 1999/2000
ทีมใหม่หลังการเปลี่ยนผ่าน
ปูแอลกับแกนที่รับช่วง
โกลด ปูแอล เคยเป็นผู้เล่นของโมนาโกเองมาก่อน โดยค้าแข้งให้สโมสรตลอดสายอาชีพระหว่างปี 1979 ถึง 1996 ในตำแหน่งกองกลางตัวรับ ลงเล่นในลีกรวม 488 นัด และเคยคว้าแชมป์ลีกฝรั่งเศสในฐานะผู้เล่นมาแล้วถึง 2 สมัยคือฤดูกาล 1981/82 และ 1987/88 รวมถึงแชมป์คูปเดอฟรองซ์อีก 3 สมัย หลังแขวนสตั๊ดเขาทำงานเป็นผู้ฝึกสอนฟิตเนสและคุมทีมสำรองของสโมสร ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้คุมทีมชุดใหญ่ในเดือนมกราคม 1999 และฤดูกาล 1999/2000 ก็เป็นฤดูกาลเต็มฤดูกาลแรกที่เขาคุมทีม ปูแอลรับหน้าที่คุมทีมโมนาโกในฤดูกาลนั้น และประกอบทีมที่มีทั้งผู้เล่นแนวรับที่แข็งแกร่งและกองกลางที่สร้างสรรค์เกมได้หลากหลายรูปแบบ ผู้รักษาประตูของทีมคือฟาเบียง บาร์เตซ ซึ่งเป็นเสาหลักด่านสุดท้าย ร่วมกับแนวรับที่มีฟีลิป กริสตองวาล และราฟาเอล มาร์เกซ กองหลังชาวเม็กซิกัน คอยทำหน้าที่ป้องกันตรงกลาง ขณะที่วิลลี ซาญอล และจอห์น อาร์เน รีเซ แบ็กซ้ายชาวนอร์เวย์ ดูแลริมเส้นทั้งสองฝั่ง ในแดนกลางลูโดวิก ชูลี ทำหน้าที่เป็นผู้สร้างเกมที่เชื่อมระหว่างแนวรับกับแนวรุกได้อย่างต่อเนื่อง และค่อย ๆ กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญของสโมสรในช่วงหลายฤดูกาลถัดมาหลังจากฤดูกาลแชมป์นี้ด้วย โครงสร้างทีมเช่นนี้ทำให้โมนาโกมีทั้งความมั่นคงและความคล่องตัวในการเปลี่ยนจังหวะเกมไปพร้อมกัน หลังจากคว้าแชมป์ลีกได้แล้ว ปูแอลยังพาทีมคว้าโทรฟีเดส์ช็องปิยงในปี 2000 ได้อีกรายการหนึ่ง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าความสำเร็จของทีมชุดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบลง แต่ต่อเนื่องมาจนถึงช่วงต้นของฤดูกาลถัดไปด้วย
สองกองหน้าที่แบ่งหน้าที่
กายาร์โดและชูลีส่งบอลถึงใคร

แนวรุกของโมนาโกฤดูกาลนี้วางอยู่บนกองหน้าสองคนที่ทำหน้าที่ต่างกันแต่ส่งเสริมกันได้ดี เดวิด เตรเซเกต์ ยิงได้ 22 ประตูในลีก เป็นอันดับ 2 ของดิวิชัน ส่วนมาร์โก ซิโมเน ยิงได้ 21 ประตู เป็นอันดับ 3 ของดิวิชัน รวมกันแล้วทั้งคู่ทำประตูได้ 43 ลูกจากทั้งหมด 69 ประตูของทีมตลอดฤดูกาล ผู้ที่ทำหน้าที่ป้อนโอกาสให้ทั้งสองคนคือมาร์เซโล กายาร์โด กองกลางตัวสร้างสรรค์เกมที่รับบทเป็นตัวเชื่อมส่งบอลให้ทั้งเตรเซเกต์และซิโมเนได้ตลอดฤดูกาล จนได้รับเลือกเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของลีกในปีนั้น ควบคู่ไปกับชูลีที่ทำหน้าที่สร้างเกมจากแดนกลางอีกจุดหนึ่ง การมีผู้เล่นสร้างเกมสองคนที่ป้อนบอลให้กองหน้าที่ทำประตูได้ทั้งคู่ ทำให้แนวรุกของโมนาโกไม่ได้พึ่งพาผู้เล่นเพียงคนเดียวเหมือนหลายทีมในดิวิชันเดียวกัน
| ผู้เล่น | ตำแหน่ง | ประตูในลีก | อันดับดิวิชัน |
|---|---|---|---|
| เดวิด เตรเซเกต์ | กองหน้า | 22 | อันดับ 2 |
| มาร์โก ซิโมเน | กองหน้า | 21 | อันดับ 3 |
ตัวเลขในตารางแสดงให้เห็นว่าโมนาโกมีกองหน้าสองคนที่ติดอันดับผู้ทำประตูสูงสุดของทั้งดิวิชันพร้อมกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในทีมที่คว้าแชมป์ เพราะหลายฤดูกาลทีมแชมป์มักมีผู้ทำประตูสูงสุดเพียงคนเดียวที่โดดเด่นชัดเจนกว่าคนอื่นในทีม
เกมรุกที่มีแนวรับรองรับ
การยืนระยะจนได้แชมป์

ตลอดฤดูกาล 1999/2000 โมนาโกยิงประตูรวม 69 ลูกจาก 34 นัด ซึ่งเป็นแนวรุกที่ดีที่สุดของดิวิชัน ขณะเดียวกันก็เสียประตูเพียง 28 ลูก เป็นแนวรับที่ดีเป็นอันดับ 2 ของลีก และรักษาคลีนชีตได้ถึง 14 นัด ความสมดุลระหว่างเกมรุกที่ดุดันและเกมรับที่มั่นคงเช่นนี้ทำให้ทีมสามารถสะสมคะแนนได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีช่วงฟอร์มตกยาวนาน จนกระทั่งโมนาโกการันตีแชมป์ได้ตั้งแต่นัดที่ 31 ก่อนจบฤดูกาลถึง 3 นัด ด้วยผลเสมอน็องซี 2-2 ที่สนามหลุยส์เดอซ์ ผลเสมอนัดนั้นเพียงพอแล้วสำหรับการปิดฉากการลุ้นแชมป์ของฤดูกาล เพราะช่องว่างคะแนนที่สะสมมาตลอดฤดูกาลนั้นมากพอที่คู่แข่งจะไล่ตามทันไม่ได้อีกแล้ว การคว้าแชมป์ได้ก่อนโปรแกรมจบถึง 3 นัดสะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จของโมนาโกฤดูกาลนี้ไม่ได้มาจากผลงานในช่วงท้ายฤดูกาลเพียงอย่างเดียว แต่มาจากความสม่ำเสมอที่สะสมมาตั้งแต่ต้นฤดูกาล ทั้งจากคู่กองหน้าที่ทำประตูได้ต่อเนื่องและแนวรับที่ไม่เสียประตูง่าย ๆ ตลอดทั้งปี เมื่อคิดเป็นสัดส่วน ประตูของเตรเซเกต์และซิโมเนรวมกันคิดเป็นเกือบ 2 ใน 3 ของประตูทั้งหมดที่ทีมทำได้ตลอดฤดูกาล แต่ทีมก็ไม่ได้พึ่งพาแค่สองคนนี้เพียงอย่างเดียว เพราะยังมีประตูจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นอีกกว่า 26 ลูกที่กระจายมาจากหลายจุดของสนาม ความสำเร็จครั้งนี้ยังถือเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของฝรั่งเศสสมัยที่ 7 ในประวัติศาสตร์ของอาแอส โมนาโก ซึ่งตอกย้ำสถานะของสโมสรในฐานะหนึ่งในทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของวงการฟุตบอลฝรั่งเศสในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ต่อเนื่องมาถึงต้นทศวรรษใหม่

