อุนเตอร์ฮัคกิง 2000 สโมสรน้องใหม่มีบทบาทตัดสินแชมป์ทั้งที่ไม่ได้ลุ้นถ้วยอย่างไร

สนาม Sportpark Unterhaching ของอุนเตอร์ฮัคกิง

อุนเตอร์ฮัคกิง 2000 คือชื่อที่ถูกจดจำในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา ไม่ใช่เพราะทีมชปีลเฟไรนิกุง อุนเตอร์ฮัคกิงมีผลงานโดดเด่นเป็นพิเศษตลอดฤดูกาล แต่เพราะสโมสรเล็ก ๆ ที่เพิ่งขึ้นมาเล่นบุนเดสลีกาเป็นครั้งแรกในชีวิต กลับกลายเป็นทีมที่มีบทบาทชี้ขาดในนัดสุดท้ายของฤดูกาลที่ดุเดือดที่สุดนัดหนึ่งของลีก ทั้งที่ตัวเองไม่มีอะไรต้องลุ้นทั้งเรื่องแชมป์และเรื่องตกชั้นแล้วในวันนั้น

อุนเตอร์ฮัคกิง 2000 ทีมน้องใหม่ที่จบฤดูกาลแรกอย่างสบาย

ชปีลเฟไรนิกุง อุนเตอร์ฮัคกิงเลื่อนชั้นขึ้นสู่บุนเดสลีกาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรด้วยการจบอันดับสองของ 2. บุนเดสลีกาในฤดูกาล 1998/99 เมื่อขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดฤดูกาล 1999/2000 หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าทีมจะต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อความอยู่รอด แต่ผลงานที่ออกมากลับตรงข้ามกับความคาดหมาย ทีมจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 10 ของตาราง ซึ่งเป็นอันดับที่ดีกว่าทั้งโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์และชาลเคที่เป็นสโมสรใหญ่และมีชื่อเสียงมากกว่ามาก ทีมยังทำผลงานเกมเหย้าได้ดีเป็นอันดับที่ห้าของทั้งลีกอีกด้วย อุนเตอร์ฮัคกิงในฤดูกาลแรกที่ขึ้นมาเล่นบุนเดสลีกาจึงไม่ใช่ทีมที่ต้องดิ้นรนหนีตกชั้นอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจ แต่เป็นทีมที่ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในฤดูกาลแรกของตัวเอง ความสำเร็จในการยืนระยะกลางตารางได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายสำหรับสโมสรขนาดเล็กที่ไม่เคยมีประสบการณ์เล่นในลีกสูงสุดมาก่อน เพราะทีมต้องปรับตัวทั้งในแง่ความเข้มข้นของเกมและระดับฝีเท้าของคู่แข่งที่สูงกว่าดิวิชั่นสองอย่างเห็นได้ชัด แต่อุนเตอร์ฮัคกิงกลับทำได้ และยังทำได้ดีกว่าสโมสรที่มีชื่อเสียงและงบประมาณมากกว่าหลายเท่าตัวด้วยซ้ำ

เลเวอร์คูเซนต้องการเพียงแต้มเดียว

ประตูทางเข้าสนามพร้อมป้ายสโมสรติดอยู่ มองเห็นเสาไฟส่องสว่างและโครงหลังคาอัฒจันทร์ด้านหลัง
ทางเข้าด้านนอกของสนามชปอร์ทพาร์ค มองเห็นโครงหลังคาอัฒจันทร์และเสาไฟส่องสว่าง

เมื่อเข้าสู่นัดสุดท้ายของฤดูกาล ไบเออร์ เลเวอร์คูเซนเป็นจ่าฝูงของตาราง และต้องการเพียงผลเสมอในเกมเยือนที่ต้องไปเจอกับอุนเตอร์ฮัคกิงเท่านั้นก็จะคว้าแชมป์บุนเดสลีกาสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จ สถานการณ์ในวันนั้นดูเหมือนจะเข้าทางเลเวอร์คูเซนอย่างมาก เพราะคู่แข่งที่ต้องเจอคือทีมที่ไม่มีอะไรต้องเสียแล้วในตารางคะแนน ทั้งไม่มีสิทธิ์ลุ้นแชมป์และไม่มีความเสี่ยงตกชั้นเหลืออยู่เลย เงื่อนไขทั้งหมดดูเหมือนจะเอื้อให้เลเวอร์คูเซนเก็บแต้มที่ต้องการได้อย่างไม่ยากเย็น สโมสรจากเลเวอร์คูเซนไม่เคยคว้าแชมป์บุนเดสลีกามาก่อนเลยตลอดประวัติศาสตร์ของทีม การได้แชมป์ในวันนั้นจึงมีความหมายมากกว่าถ้วยรางวัลใบหนึ่ง แต่เป็นการเขียนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของสโมสร ความกดดันและความคาดหวังจึงสูงมากสำหรับผู้เล่นทุกคนที่ลงสนามในวันนั้น แม้คู่แข่งจะเป็นเพียงทีมกลางตารางที่ไม่มีแรงจูงใจด้านผลการแข่งขันเหลืออยู่แล้วก็ตาม

สองประตูที่เปลี่ยนแชมป์

ภาพสนามกีฬาและเสาไฟส่องสว่างมองจากฝั่งตรงข้ามบ่อน้ำ มีต้นกกขึ้นอยู่ริมน้ำด้านหน้า
สนามชปอร์ทพาร์คมองจากฝั่งตรงข้ามของบ่อน้ำใกล้สนาม

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสนามกลับตรงข้ามกับที่คาดไว้โดยสิ้นเชิง อุนเตอร์ฮัคกิงเป็นฝ่ายเอาชนะเลเวอร์คูเซนไปได้ 2–0 โดยประตูแรกเกิดขึ้นในนาทีที่ 20 จากลูกที่ มิชาเอล บัลลัค กองกลางของเลเวอร์คูเซนโดนบอลเข้าประตูตัวเอง ก่อนที่ มาร์คุส โอเบอร์ไลท์เนอร์ จะยิงซ้ำอีกครั้งในนาทีที่ 72 เพื่อปิดสกอร์ 2–0 ผลการแข่งขันนัดนี้ทำให้เลเวอร์คูเซนพลาดแชมป์บุนเดสลีกาไปอย่างเจ็บปวด ทั้งที่เข้าสู่นัดสุดท้ายด้วยการเป็นจ่าฝูงและต้องการเพียงแต้มเดียว ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นความผิดของผู้เล่นคนใดคนหนึ่งเพียงลำพัง เพราะฟุตบอลทั้งเกมมีปัจจัยมากมายที่ตัดสินผลการแข่งขัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพของบัลลัคกับประตูที่เกิดขึ้นในนาทีที่ 20 กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของฤดูกาลนี้ไปโดยปริยาย บัลลัคเองในเวลานั้นยังเป็นผู้เล่นดาวรุ่งของเลเวอร์คูเซนที่เพิ่งย้ายมาจากไกเซอร์สเลาเทิร์นได้ไม่นาน และจะเติบโตกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดของเยอรมนีในเวลาต่อมา เหตุการณ์ในนัดนี้จึงเป็นเพียงจุดหนึ่งในเส้นทางอาชีพที่ยาวไกลของเขา ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสามารถโดยรวมของนักเตะคนนี้แต่อย่างใด

ตารางสุดท้ายต้องดูผลต่าง

ในเวลาเดียวกันกับที่เลเวอร์คูเซนกำลังพ่ายแพ้ที่อุนเตอร์ฮัคกิง บาเยิร์น มิวนิกก็ลงเล่นเกมเหย้าพบกับแวร์เดอร์ เบรเมน และเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 3–1 ผลการแข่งขันทั้งสองคู่ในเวลาเดียวกันทำให้ทั้งบาเยิร์นและเลเวอร์คูเซนจบฤดูกาลด้วยคะแนนเท่ากันที่ 73 แต้ม แต่บาเยิร์นเป็นฝ่ายคว้าแชมป์ไปครองด้วยผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า โดยบาเยิร์นมีผลต่างบวก 45 ขณะที่เลเวอร์คูเซนมีผลต่างบวก 38 ความแตกต่างเพียงเจ็ดลูกในผลต่างประตูตลอดทั้งฤดูกาลจึงกลายเป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะได้ครองถ้วยแชมป์ในปีนั้น ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันแย่งแชมป์ในฤดูกาลนี้สูสีกันมากเพียงใด เพราะทั้งสองทีมเก็บคะแนนได้เท่ากันตลอดทั้งฤดูกาล 34 นัด สุดท้ายแล้วสิ่งที่ตัดสินแชมป์กลับไม่ใช่ผลการแข่งขันในนัดใดนัดหนึ่งของทีมใดทีมหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นผลรวมของทุกนัดที่สะสมมาตลอดทั้งฤดูกาล

เรื่องราวของอุนเตอร์ฮัคกิงในวันนั้นจึงกลายเป็นตัวอย่างคลาสสิกของฟุตบอลที่แสดงให้เห็นว่าทีมเล็กที่ไม่มีอะไรต้องเสียก็สามารถส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อการชิงแชมป์ของทีมใหญ่ได้ แม้ตัวเองจะไม่ได้อยู่ในสมการลุ้นแชมป์เลยก็ตาม ฤดูกาลนี้ของบุนเดสลีกาจึงถูกเล่าขานต่อมาในฐานะหนึ่งในวันสุดท้ายของฤดูกาลที่ดราม่าที่สุดในประวัติศาสตร์ลีก และชื่อของอุนเตอร์ฮัคกิงก็ผูกติดอยู่กับเรื่องราวนี้ไปตลอดกาล

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO