แชมป์สี่นาที ความเชื่อว่าชาลเคเป็นแชมป์เกิดก่อนเกมอีกสนามจบได้อย่างไร

สนามพาร์คชตาดิโอน รังเหย้าของชาลเก้ 04

แชมป์สี่นาที คือฉายาที่แฟนบอลใช้เรียกช่วงเวลาสั้น ๆ ในบ่ายวันที่ 19 พฤษภาคม 2001 เมื่อชาลเค 04 เชื่อไปแล้วว่าตัวเองคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้สำเร็จ ทั้งที่เกมของบาเยิร์น มิวนิกในอีกสนามหนึ่งยังไม่จบลง เรื่องราวของวันนั้นกลายเป็นหนึ่งในบทสรุปฤดูกาลที่ดราม่าที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา และเป็นบทเรียนที่ว่าการเฉลิมฉลองก่อนเวลาอันควรอาจนำไปสู่ความผิดหวังที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

แชมป์สี่นาที สถานการณ์ก่อนวันสุดท้าย

ก่อนเข้าสู่นัดสุดท้ายของฤดูกาล 2000/01 บาเยิร์น มิวนิกเป็นจ่าฝูงนำหน้าชาลเคอยู่สามแต้ม แต่มีผลต่างประตูได้เสียที่ด้อยกว่าคู่แข่ง เงื่อนไขของทั้งสองทีมจึงต่างกันอย่างชัดเจน บาเยิร์นเพียงแค่ต้องไม่แพ้ในเกมเยือนที่ต้องไปเจอกับฮัมบวร์กเกอร์เอสเฟาก็เพียงพอที่จะคว้าแชมป์ได้ทันที ขณะที่ชาลเคซึ่งลงเล่นเกมเหย้าพบกับอุนเตอร์ฮัคกิงจำเป็นต้องเอาชนะให้ได้ และยังต้องหวังให้บาเยิร์นพลาดท่าในอีกสนามหนึ่งด้วย เนื่องจากแม้ชาลเคจะชนะแต่หากบาเยิร์นเสมอหรือชนะ ชาลเคก็ยังไม่มีทางแซงขึ้นเป็นแชมป์ได้อยู่ดี สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ทั้งสองสนามต้องถูกจับตามองไปพร้อมกันตลอดทั้งบ่ายวันนั้น เพราะผลการแข่งขันของทีมหนึ่งย่อมส่งผลโดยตรงต่อชะตากรรมของอีกทีมหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แฟนบอลของทั้งสองสโมสรจึงต้องคอยติดตามความคืบหน้าของอีกสนามควบคู่ไปกับเกมของทีมตัวเองตลอดเวลา ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในวันปิดฤดูกาลของบุนเดสลีกา

ชาลเคพลิกเกมของตัวเอง

ภาพมุมสูงภายในสนามฟุตบอล เห็นสนามหญ้า ป้ายคะแนน และอัฒจันทร์ที่มีผู้ชมเต็มความจุ
มุมมองจากอัฒจันทร์ชั้นบนของสนามฟุตบอลในเมืองฮัมบูร์กระหว่างการแข่งขัน

ในส่วนของตัวเองชาลเคทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทีมเอาชนะอุนเตอร์ฮัคกิงไปได้ถึง 5–3 ในเกมเหย้า เป็นชัยชนะที่มากพอจะทำให้แฟนบอลในสนามเริ่มเฉลิมฉลองล่วงหน้า เพราะเมื่อเกมของชาลเคจบลง ผลการแข่งขันในสนามของบาเยิร์นที่ฮัมบูร์กยังไม่จบ และในช่วงเวลานั้นเองที่คะแนนของบาเยิร์นในสนามยังตามหลังอยู่ ทำให้ตามตัวเลขบนกระดาน ชาลเคกลายเป็นทีมที่ยืนอยู่ในตำแหน่งแชมป์ชั่วคราวเป็นเวลาสั้น ๆ ก่อนที่เกมอีกสนามจะจบลงจริง แม้สถานะดังกล่าวจะไม่มีผลผูกพันใด ๆ ในทางการแข่งขันจนกว่านัดสุดท้ายของฤดูกาลจะจบลงอย่างเป็นทางการก็ตาม ในสนามที่ชาลเคลงเล่นเอง บรรยากาศความยินดีเริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่นาทีสุดท้ายของเกม เพราะผู้ชมในสนามต่างทราบผลคะแนนจากฮัมบูร์กที่ถ่ายทอดเข้ามาระหว่างเกม และเมื่อเห็นว่าฝั่งบาเยิร์นยังตามหลังอยู่ในขณะนั้น ความหวังของทุกคนในสนามจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ในความเป็นจริงเกมอีกฝั่งยังไม่จบลง

ฟรีคิกทางอ้อมที่ฮัมบูร์ก

ภาพขาวดำของผู้ชมจำนวนมากนั่งเรียงแถวเต็มอัฒจันทร์ มองจากด้านหลังของสนามฟุตบอล
อัฒจันทร์ที่เต็มไปด้วยผู้ชมภายในสนามฟุตบอลของเมืองฮัมบูร์ก

ที่สนามในฮัมบูร์ก เซร์เกย์ บาร์บาเรซของฮัมบวร์กเกอร์เอสเฟาโหม่งทำประตูขึ้นนำบาเยิร์นในนาทีที่ 90 พอดี เป็นจังหวะที่ทำให้ผู้บรรยายในสนามถึงกับพูดออกอากาศว่าทุกอย่างจบลงแล้วและชาลเคคือแชมป์ แต่เกมยังไม่จบ เพราะยังมีเวลาทดเจ็บอีกราวสี่นาที และในนาทีที่ 90 บวก 4 พาทริค อันเดอร์สสันก็โขกบอลจากลูกฟรีคิกทางอ้อมเข้าประตูตีเสมอให้บาเยิร์นเป็น 1–1 ได้สำเร็จ ผลเสมอนัดนี้เพียงพอให้บาเยิร์นรักษาตำแหน่งจ่าฝูงเอาไว้ได้จนจบฤดูกาล ประตูของอันเดอร์สสันจึงกลายเป็นจังหวะที่พลิกความหวังของชาลเคให้กลายเป็นความผิดหวังภายในเวลาไม่กี่นาที ช่วงเวลาระหว่างประตูของบาร์บาเรซกับประตูตีเสมอของอันเดอร์สสันนั้นกินเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่กลับสร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วให้กับแฟนบอลทั้งสองฝ่าย ฝั่งหนึ่งจากความสุขสุดขีดกลายเป็นความเงียบงัน ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งจากความเงียบกลับกลายเป็นความโล่งใจและดีใจอย่างสุดขีดในเวลาเดียวกัน

คำเรียกแชมป์สี่นาทีไม่ใช่สถานะทางการ

เมื่อจบฤดูกาล บาเยิร์น มิวนิกเก็บได้ 63 คะแนน ส่วนชาลเคตามมาเป็นอันดับสองด้วย 62 คะแนน ห่างกันเพียงแต้มเดียวเท่านั้น การคว้าแชมป์ครั้งนี้ยังเป็นแชมป์บุนเดสลีกาสมัยที่สามติดต่อกันของบาเยิร์นนับจากฤดูกาล 1998/99 ด้วย ส่วนชาลเคเองก็ต้องผิดหวังกับการพลาดแชมป์เยอรมันสมัยแรกนับตั้งแต่ปี 1958 ไปอย่างน่าเสียดาย ฉายา “แชมป์สี่นาที” จึงเป็นเพียงคำเรียกที่แฟนบอลและสื่อใช้บรรยายช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ชาลเคดูเหมือนจะได้แชมป์ตามตัวเลขในสนามเท่านั้น ไม่ใช่สถานะที่มีผลทางการแข่งขันจริงแต่อย่างใด เพราะกติกาบุนเดสลีกาตัดสินแชมป์จากผลรวมทุกนัดเมื่อฤดูกาลจบลงอย่างสมบูรณ์เท่านั้น

อีกประเด็นหนึ่งที่มักถูกเข้าใจผิดคือบทบาทของ รูดี อัสเซาเออร์ ในเหตุการณ์วันนั้น เขาดำรงตำแหน่งผู้จัดการทีมของชาลเคในเวลานั้น ไม่ใช่ผู้จัดการทีมในสนามหรือหัวหน้าโค้ช การตัดสินใจด้านแท็กติกในสนามจึงเป็นหน้าที่ของทีมโค้ชชุดสนาม ไม่ใช่อัสเซาเออร์โดยตรง แต่เพราะบทบาทของเขาในฐานะผู้บริหารระดับสูงของสโมสรที่มักปรากฏตัวให้สัมภาษณ์กับสื่อหลังเกมสำคัญ ชื่อของเขาจึงถูกผูกติดกับเหตุการณ์ในวันนั้นมากกว่าชื่อของหัวหน้าโค้ชชุดสนามเสียอีก ในเวลาต่อมาอัสเซาเออร์เองก็เคยสะท้อนความรู้สึกต่อเหตุการณ์วันนั้นไว้อย่างตรงไปตรงมาว่าการจะคว้าชัยชนะได้ต้องรู้จักฉลองในจังหวะที่ถูกต้อง ไม่ใช่ฉลองก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงจริง ซึ่งกลายเป็นคำเตือนใจที่ถูกยกมาพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกครั้งที่มีการเล่าเรื่องราวของฤดูกาลนี้ เรื่องราวของวันนั้นจึงไม่ได้ถูกจดจำเพียงเพราะผลการแข่งขันในสนามเท่านั้น แต่เพราะช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ความเชื่อของทุกคนในสนามเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที และกลายเป็นตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมาเล่าซ้ำทุกครั้งที่บุนเดสลีกามีการลุ้นแชมป์กันจนถึงนาทีสุดท้ายของฤดูกาลในปีต่อ ๆ มา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO