ซาลาห์ปีแรก 2018 คือฤดูกาลที่โมฮาเหม็ด ซาลาห์เปลี่ยนสถานะจากผู้เล่นที่เคยเล่นในอังกฤษมาก่อน กลายเป็นดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาลแรกที่กลับมาเล่นในลีกเดิมอีกครั้งกับสโมสรใหม่ บทความนี้เจาะเฉพาะบทบาทในสนามของเขา ไม่ได้ไล่เรียงประวัติชีวิตหรือเส้นทางค้าแข้งทั้งหมดของเขาตั้งแต่ต้น
พื้นที่รับบอลฝั่งขวาเปลี่ยนเป็นโอกาสยิงอย่างไร
ซาลาห์เซ็นสัญญากับลิเวอร์พูลจากโรมาเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2017 ด้วยค่าตัวเริ่มต้น 36.5 ล้านปอนด์ซึ่งอาจขยับสูงถึง 43 ล้านปอนด์ และสวมเสื้อหมายเลข 11 ก่อนหน้านี้เขาเคยเล่นให้เชลซีในอังกฤษมาก่อนช่วงสั้น ๆ แต่ไม่ได้เป็นตัวหลักในทีม การกลับมาเล่นในลีกเดิมอีกครั้งกับลิเวอร์พูลจึงเป็นโอกาสที่เขาต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่ทั้งหมด บทบาทของเขาในทีมคือการยืนกว้างฝั่งขวาก่อนตัดเข้ากลางในจังหวะที่เพื่อนร่วมทีมได้ครองบอล การเคลื่อนที่เฉียงเข้าในลักษณะนี้เปิดพื้นที่ว่างระหว่างกองหลังฝั่งซ้ายกับกองหลังตัวกลางของคู่แข่งให้เขาได้จังหวะยิงหรือรับบอลในกรอบเขตโทษอยู่บ่อยครั้ง ต่างจากปีกทั่วไปที่มักเน้นเลี้ยงบอลริมเส้นแล้วเปิดบอลเข้ากลางเพียงอย่างเดียว การเลือกตัดเข้ากลางบ่อยครั้งเช่นนี้ยังทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมยิงด้วยเท้าถนัดได้เกือบตลอดเวลาเมื่อบอลมาถึงตัว กองหลังฝ่ายตรงข้ามจึงต้องตัดสินใจตลอดเวลาว่าจะตามประกบเขาเข้าไปในพื้นที่กลางสนามหรือจะยืนคุมพื้นที่ริมเส้นไว้เหมือนเดิม ซึ่งไม่ว่าจะเลือกทางใดก็มักเปิดช่องว่างให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสามเหลี่ยมเกมรุกของลิเวอร์พูลใช้ประโยชน์ได้เสมอ
กองหน้าตัวกลางเปิดทางแบบไหน
การเคลื่อนที่ของซาลาห์เข้ากันได้ดีกับบทบาทของโรแบร์โต ฟีร์มีโนที่เล่นเป็นกองหน้าตัวลึก ฟีร์มีโนมักถอยลงมารับบอลในพื้นที่กลางสนามแทนที่จะยืนรอในกรอบเขตโทษเหมือนกองหน้าตัวเป้าทั่วไป การถอยลงมาของเขาดึงกองหลังตัวกลางของคู่แข่งให้ขยับตามจนเปิดพื้นที่ว่างกลางกรอบเขตโทษให้ซาลาห์วิ่งเข้าไปรับบอลต่อได้ ฤดูกาล 2017/18 ฟีร์มีโนลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 37 นัดและทำประตูได้ 15 ลูก ซึ่งเป็นผลงานที่สนับสนุนบทบาทการเปิดพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีมได้อย่างชัดเจน ฤดูกาลเดียวกันนี้ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ซาลาห์ยังยิงได้ 11 ประตูจาก 15 นัด เท่ากับฟีร์มีโนที่เป็นผู้ทำประตูสูงสุดร่วมของทีมในรายการดังกล่าว ซึ่งสะท้อนว่าความเข้าใจระหว่างสองคนนี้ใช้ได้ผลไม่เฉพาะในลีกภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังทำงานได้ผลดีในเวทีระดับทวีปที่คู่แข่งมีคุณภาพสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

การทำงานร่วมกันระหว่างซาลาห์กับฟีร์มีโนและซาดิโอ มาเนกลายเป็นสามเหลี่ยมเกมรุกที่คู่แข่งต้องระวังพร้อมกันทั้งสามจุด แทนที่จะโฟกัสเฉพาะผู้เล่นคนใดคนหนึ่งได้ตามปกติ
32ประตูมีขอบเขตสถิติอะไร
ฤดูกาล 2017/18 ซาลาห์ยิงได้ 32 ประตูในพรีเมียร์ลีกจากการลงสนาม 38 นัด ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของจำนวนประตูสูงสุดในฤดูกาลที่มี 38 นัด แซงสถิติเดิมที่ 31 ประตู ผลงานนี้ทำให้เขาคว้ารางวัลรองเท้าทองคำของพรีเมียร์ลีก รวมถึงรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพและรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของพรีเมียร์ลีกในปีเดียวกัน การได้รับรางวัลจากทั้งสามสถาบันในฤดูกาลเดียวถือเป็นเครื่องยืนยันว่าผลงานของเขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการฟุตบอลอังกฤษ ไม่ใช่เพียงมุมมองของแฟนลิเวอร์พูลฝ่ายเดียว หากนับรวมทุกรายการตลอดฤดูกาล ซาลาห์ทำประตูได้ทั้งหมด 43 ลูก ซึ่งเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ลิเวอร์พูลสำหรับผู้เล่นคนเดียวในฤดูกาลเดียว รองจากเอียน รัชเท่านั้น ตัวเลข 43 ประตูนี้ครอบคลุมทั้งพรีเมียร์ลีก ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และรายการบอลถ้วยภายในประเทศรวมกันตลอดฤดูกาลเดียว ซึ่งเป็นปริมาณงานที่ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับผู้เล่นที่เพิ่งย้ายเข้าสู่ทีมใหม่ในฤดูกาลแรก โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าเขาต้องปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมทีมชุดใหม่และลีกที่เขาเคยเล่นแบบไม่ประสบความสำเร็จมาก่อนในช่วงที่อยู่กับเชลซี
การยกสถิติในอดีตต้องระบุช่วงใด
สถิติ 32 ประตูของซาลาห์ต้องระบุให้ชัดว่าเป็นสถิติของฤดูกาลที่มี 38 นัดเท่านั้น ไม่ใช่สถิติประตูสูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกแบบเหมารวมทุกยุค เพราะพรีเมียร์ลีกเคยใช้ระบบ 42 นัดต่อฤดูกาลในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งมีจำนวนนัดมากกว่าปัจจุบัน การเปรียบเทียบสถิติข้ามยุคจึงต้องระบุเงื่อนไขของแต่ละช่วงเวลาให้ชัดเจนเสมอ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนระหว่างผู้อ่านที่ไม่ทันได้ตรวจสอบที่มาของตัวเลข

ฤดูกาลแรกของซาลาห์ที่ลิเวอร์พูลจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการอ่านสถิติฟุตบอลอย่างระมัดระวัง ตัวเลขที่น่าประทับใจต้องมาพร้อมบริบทของช่วงเวลาเสมอ ทั้งจำนวนนัดในฤดูกาล กติกาที่ใช้ในขณะนั้น และเงื่อนไขการแข่งขันที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เพื่อไม่ให้การยกย่องผลงานในอดีตกลายเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่เป็นธรรมกับผู้เล่นในยุคอื่น เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงที่ซาลาห์ยังไม่ได้เป็นตัวหลักที่เชลซี จนถึงฤดูกาลแรกที่ทำได้ 32 ประตูกับลิเวอร์พูล เส้นทางนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าผลงานในสนามของนักฟุตบอลคนหนึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้มากเพียงใดเมื่อได้อยู่ในระบบและบทบาทที่เหมาะสมกับตัวเอง มากกว่าจะตัดสินความสามารถของผู้เล่นจากช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงครั้งเดียวในอดีต

