มิลานดาวดวงแรก 1979 คือฤดูกาลที่เอซีมิลานคว้าแชมป์เซเรีย อาสมัยที่สิบภายใต้การคุมทีมของนิลส์ ลีดโฮล์ม ด้วยคะแนน 44 คะแนน นำเปรูจาที่ได้ 41 คะแนนอยู่สามแต้ม แต่ตัวเลขสุดท้ายไม่ได้บอกเรื่องที่สำคัญที่สุดของฤดูกาลนี้ นั่นคือการที่ลีดโฮล์มตัดสินใจให้ฟรังโก บาเรซี วัยเพียง 18 ปี ขึ้นมายืนตำแหน่งลิเบอโรเป็นตัวจริงประจำ ในช่วงเวลาเดียวกับที่จานนี ริเวรา กัปตันทีมวัยอาวุโสต้องขาดสนามไปกว่าครึ่งฤดูกาล การประสานรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่แบบนี้เองที่ทำให้มิลานเดินหน้าสู่แชมป์ได้สำเร็จ
การเปลี่ยนรุ่นก่อนเปิดฤดูกาล
ฤดูกาล 1978-79 มาถึงหลังฟุตบอลโลกปี 1978 ซึ่งเป็นจุดที่หลายสโมสรอิตาลีเริ่มปรับโครงสร้างทีมใหม่ มิลานเองก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นกัน ก่อนเปิดฤดูกาลจริง ทีมอุ่นเครื่องด้วยการคว้าแชมป์โทรเฟโอ ชิตตา ดิ มิลาโน ชนะฟลาเมงโกจากบราซิล 1-0 และชนะยูเวนตุส 4-2 ผลงานพรีซีซันเหล่านี้เป็นสัญญาณว่าทีมชุดใหม่ยังคงมีศักยภาพสูง แม้จะไม่ใช่ทีมที่ถูกยกให้เต็งแชมป์ตั้งแต่ต้น
ฤดูกาลนี้แข่งขันระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 1978 ถึง 13 พฤษภาคม 1979 มิลานจบด้วยสถิติชนะ 17 เสมอ 10 แพ้ 3 นัด ยิงได้ 46 เสีย 19 ประตู ส่วนเปรูจาที่จบอันดับสองทำได้น่าทึ่งไม่แพ้ใครเลยตลอดทั้งฤดูกาล ชนะ 11 เสมอ 19 แต่ก็ยังตามหลังมิลานอยู่สามแต้ม ความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของมิลานจึงไม่ได้อยู่ที่ผลการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างทีมด้านหลังที่ถูกจัดใหม่ทั้งหมด
บาเรซีในตำแหน่งลิเบอโร

ฟรังโก บาเรซี เกิดวันที่ 8 พฤษภาคม 1960 อายุเพิ่งครบ 18 ปีไม่นานก่อนฤดูกาลนี้จะเริ่ม นิลส์ ลีดโฮล์มตัดสินใจที่หลายคนมองว่ากล้าหาญ นั่นคือการถอดเนสตอร์ ตูโรเน ลิเบอโรตัวเก๋าที่มีประสบการณ์สูงกว่าออกจากตำแหน่งตัวจริง แล้วให้บาเรซีขึ้นมายืนแทนตลอดทั้งฤดูกาล ผลลัพธ์คือบาเรซีลงเล่นครบทุกนัดทั้ง 30 เกมของลีก กลายเป็นผู้เล่นแนวรับที่ลงสนามมากที่สุดคนหนึ่งของทีมทั้งที่อายุยังน้อยที่สุด
ความไว้ใจที่ลีดโฮล์มมอบให้ไม่ได้จบแค่ในสนาม เมื่อมิลานคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ริเวราในฐานะกัปตันทีมยืนยันกับฝ่ายบริหารสโมสรให้จ่ายโบนัสแชมป์เต็มจำนวน 50 ล้านลีราให้บาเรซีเช่นเดียวกับผู้เล่นคนอื่น แม้บาเรซีจะเป็นผู้เล่นดาวรุ่งที่เพิ่งเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ก็ตาม การกระทำนี้สะท้อนว่าทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ในทีมยอมรับกันตั้งแต่ปีแรกที่บาเรซีก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลัก
การรับมือช่วงริเวราขาดสนาม

จานนี ริเวรา ในวัยที่เป็นรุ่นพี่ที่สุดของทีม ลงเล่นเพียง 13 นัดจาก 30 นัดตลอดฤดูกาลนี้ ซึ่งกลายเป็นฤดูกาลสุดท้ายในอาชีพค้าแข้งของเขาก่อนแขวนสตั๊ด การขาดหายไปของริเวรานานกว่าครึ่งฤดูกาลหมายความว่ามิลานต้องพึ่งพาผู้เล่นคนอื่นในตำแหน่งกลางสนามมากขึ้น และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ลีดโฮล์มต้องวางระบบทีมที่ไม่ได้พึ่งพาผู้เล่นคนใดคนหนึ่งมากเกินไป
ดาร์บี้กับอินเตอร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสามารถในการรับมือสถานการณ์ยากของทีมชุดนี้ นัดแรกที่เล่นเป็นทีมเยือน มิลานเสมอ 1-1 ส่วนนัดที่สองซึ่งเป็นดาร์บี้เลกคืน มิลานตามหลังอยู่ถึง 0-2 ก่อนไล่ตีเสมอกลับมาเป็น 2-2 ได้สำเร็จ โดยวัลเตร์ เด เวคคียิงประตูตีเสมอ การพลิกเกมแบบนี้เกิดขึ้นได้แม้ริเวราไม่ได้ลงเล่นเต็มเกม แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างทีมที่ลีดโฮล์มวางไว้ทำงานได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งกัปตันทีมเพียงคนเดียว
สามคะแนนที่เหนือเปรูจา
ช่วงท้ายฤดูกาล มิลานปิดฉากการลุ้นแชมป์ด้วยผลเสมอ 0-0 กับโบโลญญาที่บ้านในวันที่ 6 พฤษภาคม 1979 ผลเสมอนัดนี้เพียงพอให้มิลานคว้าแชมป์อย่างเป็นทางการก่อนฤดูกาลจะจบจริงอีกหนึ่งสัปดาห์ ริเวราซึ่งลงเล่นเป็นกัปตันทีมในเกมนั้นเดินไปพูดกับแฟนบอลผ่านไมโครโฟนกลางสนามหลังจบเกม เป็นภาพปิดท้ายฤดูกาลที่ผูกรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ของทีมเข้าไว้ด้วยกัน
ตัวเลขสามคะแนนที่มิลานนำเปรูจาอาจดูไม่มาก แต่เมื่อพิจารณาว่าเปรูจาไม่แพ้เลยสักนัดตลอดทั้งฤดูกาล การที่มิลานยังรักษาระยะห่างไว้ได้จึงต้องอาศัยความสม่ำเสมอสูงมาก ทั้งจากแนวรับที่มีบาเรซียืนเป็นเสาหลักตลอด 30 นัด และการที่ทีมยังทำผลงานได้ต่อเนื่องแม้ขาดริเวราไปนานกว่าครึ่งฤดูกาล
มิลานดาวดวงแรก 1979 จึงเป็นเรื่องราวของการต่อรุ่นที่ทำสำเร็จจริง ลีดโฮล์มไม่ได้รอให้ริเวราเลิกเล่นก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนทีม แต่ให้ทั้งสองรุ่นทำงานทับซ้อนกันในฤดูกาลเดียว บาเรซีได้ก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักตั้งแต่วัย 18 ปี ขณะที่ริเวราปิดฉากอาชีพด้วยแชมป์สมัยที่สิบของสโมสรที่เขาผูกพันมาตลอดชีวิตค้าแข้ง
| ทีม | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ได้-เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|
| มิลาน | 17 | 10 | 3 | 46-19 | 44 |
| เปรูจา | 11 | 19 | 0 | 34-16 | 41 |

