ลิเวอร์พูล 1979 คือฤดูกาลที่ทีมทำสถิติเสียประตูน้อยที่สุดในลีกสูงสุดอังกฤษยุค 42 นัดต่อฤดูกาล ด้วยตัวเลขเพียง 16 ประตูตลอดทั้งฤดูกาล 1978/79 ตัวเลขนี้มักถูกพูดถึงในแง่ภาพรวม แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือประตูที่เสียไปนั้นกระจายตัวไม่เท่ากันระหว่างเกมเหย้ากับเกมเยือน บทความนี้จะไล่ตัวเลขทีละส่วนเพื่อให้เห็นว่าเกมรับที่แน่นที่สุดของทีมอยู่ตรงไหนกันแน่
ตัวเลขของฤดูกาลนั้นคืออะไร
ฤดูกาล 1978/79 ลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของบ็อบ เพสลีย์ เก็บได้ 68 แต้มจาก 42 นัด ด้วยผลงาน 30 ชนะ 8 เสมอ เพียง 4 แพ้ ยิงได้ 85 ประตู เสียเพียง 16 ประตู คิดเป็นอัตราส่วนประตูได้ต่อเสียสูงถึง 5.3 ต่อ 1 ทั้งคะแนนรวม 68 แต้มและอัตราส่วนประตูนี้ถือเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ดิวิชั่น 1 ณ ตอนนั้น ทีมยังทำสถิติเก็บแต้มในบ้านได้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาคือ 40 แต้มจาก 21 นัด น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ แชมป์เก่าจบอันดับ 2 ด้วย 60 แต้ม ตามหลังลิเวอร์พูลอยู่ 8 แต้มเต็ม แม้ฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จในลีกอย่างสูง แต่ลิเวอร์พูลกลับตกรอบแรกของศึกยูโรเปียนคัพให้กับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ทำให้พลาดโอกาสคว้าแชมป์ยุโรปสามสมัยติดต่อกัน ซึ่งเป็นความสำเร็จที่มีเพียงเรอัล มาดริด อาแจ็กซ์ และบาเยิร์น มิวนิก เท่านั้นที่เคยทำได้ ฤดูกาลนี้ยังเป็นฤดูกาลที่ 87 ในประวัติศาสตร์สโมสรและเป็นฤดูกาลที่ 17 ติดต่อกันที่ทีมได้เล่นอยู่ในดิวิชั่น 1 อย่างไม่เคยตกชั้นเลย นอกสนามลิเวอร์พูลยังกลายเป็นหนึ่งในสโมสรอังกฤษกลุ่มแรกที่มีสปอนเซอร์ติดหน้าอกเสื้อแข่ง หลังเซ็นสัญญากับฮิตาชิ บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าจากญี่ปุ่น สะท้อนว่าฤดูกาลแห่งความสำเร็จในสนามนี้มาพร้อมกับการเติบโตของสโมสรในเชิงธุรกิจไปพร้อมกันด้วย
ประตูเสียกระจายอย่างไรระหว่างเหย้ากับเยือน

ในจำนวนประตูเสียทั้งหมด 16 ลูกตลอดฤดูกาล มีเพียง 4 ลูกเท่านั้นที่เสียในเกมเหย้าที่แอนฟิลด์ ส่วนที่เหลืออีก 12 ลูกเสียในเกมเยือน ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นชัดว่าความแข็งแกร่งด้านเกมรับของทีมโดดเด่นเป็นพิเศษเมื่อเล่นในบ้าน จาก 21 นัดในบ้านตลอดฤดูกาล ทีมเสียประตูเฉลี่ยไม่ถึง 0.2 ลูกต่อนัด ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมทีมถึงทำสถิติเก็บแต้มในบ้านได้มากถึง 40 จาก 42 แต้มเต็มที่เป็นไปได้ ขณะที่เกมเยือนแม้จะเสียประตูมากกว่า แต่ก็ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับทีมอื่นในดิวิชั่นเดียวกัน
ผู้รักษาประตูเก็บคลีนชีตกี่นัด

เรย์ เคลเมนซ์ ผู้รักษาประตูตัวหลักของทีม ลงเล่นครบทั้ง 42 นัดในลีก และเก็บคลีนชีตได้มากถึง 28 นัดจากทั้งหมด นั่นหมายความว่าทีมไม่เสียประตูเลยในสองในสามของเกมที่ลงแข่งทั้งฤดูกาล ตัวเลขนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าความสำเร็จด้านเกมรับของทีมไม่ได้มาจากโชคช่วยในบางนัด แต่เป็นความสม่ำเสมอที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดทั้งฤดูกาล เคนนี ดัลกลิช กองหน้าตัวความหวังของทีมยังเป็นผู้ทำประตูสูงสุดในลีกด้วยจำนวน 21 ประตู ทำให้ฤดูกาลนี้ทีมมีทั้งแนวรุกที่ทำประตูได้มากที่สุดและแนวรับที่เสียประตูน้อยที่สุดในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากในหนึ่งฤดูกาล
เกมรับแน่นเพราะโครงสร้างทีมแบบใด
แนวรับของลิเวอร์พูลฤดูกาลนั้นมีเอมลิน ฮิวจ์ กัปตันทีม และฟิล ทอมป์สัน เป็นสองกองหลังตัวหลักที่ลงเล่นสม่ำเสมอ ประกบคู่กับฟิล นีล แบ็กขวาที่แทบไม่เคยขาดทีม ส่วนแนวกลางมีเกรม ซูเนสส์เป็นตัวคุมเกมที่ช่วยตัดเกมรุกของคู่แข่งตั้งแต่แดนกลางก่อนที่บอลจะมาถึงแนวรับ ทำให้แนวรับไม่ต้องรับแรงกดดันมากเกินไปในแต่ละนัด ระบบการเล่นของบ็อบ เพสลีย์ เน้นความมีระเบียบและวินัยในการรักษาตำแหน่งมากกว่าการไล่บอลแบบไม่มีแบบแผน ผู้เล่นแต่ละตำแหน่งรู้หน้าที่ของตัวเองชัดเจนว่าเมื่อใดต้องขึ้นไปช่วยเกมรุกและเมื่อใดต้องกลับมาตั้งแนวรับให้ครบ ความเข้าใจกันระหว่างผู้เล่นชุดนี้ที่เล่นด้วยกันมาต่อเนื่องหลายฤดูกาลคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกมรับแน่นได้ขนาดนี้ เกรม ซูเนสส์ และเคนนี ดัลกลิช ถูกยกให้เป็นสองผู้เล่นที่มีอิทธิพลต่อทีมมากที่สุดในฤดูกาลนั้น คนหนึ่งควบคุมจังหวะเกมจากแดนกลาง อีกคนเป็นตัวจบสกอร์ที่แปรเปลี่ยนโอกาสให้เป็นประตูได้สม่ำเสมอ การมีทั้งสองบทบาทที่ชัดเจนเช่นนี้ทำให้ทีมไม่จำเป็นต้องเสี่ยงบุกมากเกินความจำเป็น เพราะมั่นใจได้ว่าโอกาสที่สร้างขึ้นมาจะถูกเปลี่ยนเป็นประตูอย่างมีประสิทธิภาพ
สถิตินี้เทียบกับยุค 38 นัดได้ไหม
การเปรียบเทียบสถิติเสียประตูข้ามยุคต้องระวังเรื่องจำนวนนัดที่ลงแข่งต่างกัน ฤดูกาล 1978/79 ลิเวอร์พูลลงเล่น 42 นัดในลีก ขณะที่พรีเมียร์ลีกยุคปัจจุบันลงเล่นเพียง 38 นัดต่อฤดูกาล สถิติเสียประตูน้อยที่สุดในยุค 38 นัดเป็นของเชลซี ฤดูกาล 2004/05 ภายใต้การคุมทีมของโชเซ มูรินโญ ที่เสียเพียง 15 ประตูตลอดทั้งฤดูกาล ซึ่งยังคงเป็นสถิติที่ไม่มีทีมใดทำลายได้จนถึงปัจจุบัน แม้ตัวเลข 15 ประตูของเชลซีจะน้อยกว่า 16 ประตูของลิเวอร์พูลอยู่หนึ่งลูก แต่เชลซีทำได้จากการลงเล่นน้อยกว่าถึง 4 นัด ทำให้เมื่อคิดเป็นค่าเฉลี่ยต่อนัดแล้วทั้งสองฤดูกาลมีความแข็งแกร่งด้านเกมรับที่ใกล้เคียงกันมาก การเปรียบเทียบข้ามยุคจึงควรดูทั้งจำนวนประตูรวมและจำนวนนัดควบคู่กันเสมอ ไม่เช่นนั้นอาจตีความตัวเลขผิดไปจากความเป็นจริง

