ลิเวอร์พูล 1964 คือปีที่สโมสรจากเมอร์ซีย์ไซด์กลับมายืนอยู่บนจุดสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษอีกครั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1946/47 และเป็นแชมป์ลีกสมัยแรกในยุคของบิลล์ แชงคลี่ย์ ผู้จัดการทีมที่หลายคนมองว่าเป็นคนวางรากฐานให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นสโมสรใหญ่ในเวลาต่อมา เส้นทางกว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ได้เริ่มจากทีมที่พร้อมอยู่แล้ว แต่เริ่มจากทีมที่ติดอยู่ในดิวิชั่นรองมาหลายปีและแทบไม่มีใครมองว่าจะกลับมายิ่งใหญ่ได้ในเวลาไม่กี่ปี เรื่องนี้จึงเป็นมากกว่าแค่สถิติของฤดูกาลเดียว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ทั้งสโมสร
แชงคลี่ย์รับทีมตอนไหนและทีมอยู่ตรงไหน
บิลล์ แชงคลี่ย์ เดินทางมารับตำแหน่งผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 1959 ในเวลานั้นทีมติดอยู่ในดิวิชั่น 2 มาแล้วถึงห้าปี และเพิ่งแพ้ให้กับวูสเตอร์ ซิตี้ ทีมนอกลีกในเอฟเอคัพ ซึ่งเป็นความอับอายที่ตอกย้ำว่าสโมสรตกต่ำลงมากแค่ไหน สภาพของสนามฝึกซ้อมเมลวูดก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน แชงคลี่ย์เล่าในภายหลังว่าสภาพตอนนั้น “ยุ่งเหยิงไปหมด” มีเพียงศาลาไม้เก่าสำหรับกีฬาคริกเก็ตตั้งอยู่กลางพื้นที่รกร้าง เขาต้องเริ่มงานปรับปรุงสนามซ้อมและระบบการทำงานของสโมสรใหม่ทั้งหมดตั้งแต่วันแรก ภาพของทีมที่เพิ่งแพ้ทีมนอกลีกในถ้วยใหญ่ กับภาพของแชมป์ลีกในอีกไม่ถึงห้าปีให้หลัง จึงห่างกันคนละขั้วอย่างสิ้นเชิง และเป็นเหตุผลที่คนมักยกกรณีนี้มาเล่าเวลาพูดถึงงานสร้างทีมของแชงคลี่ย์
ทีมกลับขึ้นลีกสูงสุดเมื่อไร
หลังจากรับตำแหน่งได้ประมาณสองฤดูกาลครึ่ง ลิเวอร์พูลก็คว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 ได้สำเร็จในฤดูกาล 1961/62 และได้เลื่อนชั้นกลับขึ้นไปเล่นในดิวิชั่น 1 อีกครั้ง โรเจอร์ ฮันท์ กองหน้าดาวรุ่งของทีมทำผลงานโดดเด่นด้วยการยิงไป 41 ประตูในฤดูกาลเลื่อนชั้นนั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่าแนวรุกของทีมพร้อมสำหรับการแข่งขันในระดับที่สูงขึ้นแล้ว การกลับขึ้นดิวิชั่น 1 ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองฤดูกาลก่อนที่ทีมจะคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้สำเร็จในปี 1964 นับจากวันที่แชงคลี่ย์เข้ามาทำงานกับทีมที่อยู่กลางตารางดิวิชั่น 2 การพาทีมเลื่อนชั้นได้ภายในเวลาไม่ถึงสามปีก็ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพราะเป็นการวางรากฐานผู้เล่นชุดใหม่ที่พร้อมจะไปเล่นในระดับที่สูงขึ้น ไม่ใช่การเลื่อนชั้นแบบเฉียดฉิวที่ต้องรื้อทีมใหม่ทั้งหมดอีกครั้งในปีถัดมา

ฤดูกาล 1963/64 ทีมทำผลงานอย่างไร
ในฤดูกาล 1963/64 ซึ่งเป็นเพียงฤดูกาลที่สองของลิเวอร์พูลหลังกลับขึ้นดิวิชั่น 1 ทีมจบด้วยตำแหน่งจ่าฝูงด้วย 57 คะแนน จากการลงเล่น 42 นัด ชนะ 26 เสมอ 5 และแพ้ 11 นัด ทิ้งห่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อันดับสองที่ทำได้ 53 คะแนนอยู่ 4 คะแนนเต็ม ตลอดทั้งฤดูกาลทีมทำประตูได้รวม 92 ลูกในลีก ขณะที่เสียประตูไปเพียง 45 ลูก ตัวเลขทั้งสองด้านนี้แสดงให้เห็นว่าทีมชุดนี้ไม่ได้ชนะเพราะแนวรุกอย่างเดียว แต่แนวรับก็รักษาความมั่นคงได้ดีตลอดทั้งฤดูกาลเช่นกัน ผลงานครั้งนี้ทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษสมัยแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1946/47 และเป็นแชมป์ในเวลาไม่ถึงสี่ปีครึ่งหลังจากที่แชงคลี่ย์เข้ามารับตำแหน่งตอนทีมยังอยู่ดิวิชั่น 2
ใครยิงประตูให้ทีมชุดนั้น
ผู้ที่ทำประตูสูงสุดของทีมในฤดูกาลแชมป์คือโรเจอร์ ฮันท์ ซึ่งยิงไป 31 ประตูในลีก ตามมาด้วยเอียน เซนต์จอห์น กองหน้าตัวเป้าที่ยิงได้ 21 ประตู และอัลฟ์ แอร์โรว์สมิธที่ทำได้ 15 ประตู ตัวเลขของทั้งสามคนนี้รวมกันคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของประตูทั้งหมด 92 ลูกที่ทีมทำได้ตลอดฤดูกาล แสดงให้เห็นว่าแนวรุกของลิเวอร์พูลชุดนี้พึ่งพากองหน้าตัวหลักเป็นแกนสำคัญจริง ๆ ไม่ใช่กระจายประตูไปทั่วทั้งทีมแบบเท่า ๆ กัน ฮันท์เองเคยพิสูจน์ฝีเท้ามาแล้วตั้งแต่ฤดูกาลเลื่อนชั้นที่เขายิงไป 41 ประตู ดังนั้นการที่เขายังคงรักษาฟอร์มยิงประตูในระดับสูงต่อเนื่องมาถึงฤดูกาลแชมป์ในดิวิชั่น 1 จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากความสม่ำเสมอของนักเตะคนนี้ตลอดหลายฤดูกาลติดต่อกัน
แชงคลี่ย์เปลี่ยนอะไรนอกสนามบ้าง
นอกจากผลงานในสนามแล้ว แชงคลี่ย์ยังปรับปรุงหลายอย่างที่ไม่ใช่เรื่องแทคติกโดยตรงแต่ส่งผลต่อทีมในระยะยาว เขายืนกรานให้สโมสรลงทุนราว 3,000 ปอนด์เพื่อติดตั้งระบบรดน้ำสนามหญ้าที่แอนฟิลด์ ซึ่งก่อนหน้านั้นการดูแลสภาพสนามอยู่ในเกณฑ์ย่ำแย่ ส่วนที่เมลวูด เขาก็ผลักดันโครงการปรับปรุงสนามซ้อมอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นสถานที่ที่มีมาตรฐานเหมาะกับการฝึกซ้อมจริงจัง ไม่ใช่พื้นที่รกร้างแบบตอนที่เขาเพิ่งมาถึง แนวทางของแชงคลี่ย์ยังรวมถึงการปรับวิธีทำงานประจำวันของทีมให้เป็นระบบมากขึ้น ทั้งเรื่องตารางฝึกซ้อมและบรรยากาศในสโมสรที่เขาต้องการให้ผู้เล่นรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่มาซ้อมแล้วกลับบ้านตามตารางเวลาเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กเมื่อเทียบกับตัวเลขในสนาม แต่มันคือส่วนหนึ่งของภาพรวมที่ทำให้ลิเวอร์พูลเปลี่ยนจากทีมระดับกลางของดิวิชั่น 2 มาเป็นแชมป์ลีกสูงสุดได้ภายในเวลาไม่ถึงห้าปี และวางรากฐานให้สโมสรประสบความสำเร็จต่อเนื่องในทศวรรษต่อมาภายใต้ผู้จัดการทีมคนเดิม สำหรับแฟนบอลที่ติดตามลิเวอร์พูลในยุคหลัง ฤดูกาล 1963/64 จึงมักถูกมองย้อนกลับไปในฐานะจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของสโมสรยุคใหม่ มากกว่าจะเป็นเพียงแชมป์ลีกสมัยหนึ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

