ทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นลีกสูงสุดมักถูกมองว่าต้องใช้เวลาปรับตัว แต่ สเปอร์ส พุชแอนด์รัน 1951 คือข้อยกเว้นที่ชัดเจนที่สุดกรณีหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ เพราะท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ เลื่อนชั้นขึ้นดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล 1949/50 แล้วคว้าแชมป์ลีกทันทีในฤดูกาลถัดมา ด้วยวิธีเล่นที่ไม่ได้พึ่งพาผู้เล่นชื่อดังราคาแพง แต่อาศัยการจ่ายบอลสั้นและวิ่งเข้าที่ว่างอย่างเป็นระบบ จนกลายเป็นที่มาของคำว่าพุชแอนด์รันที่ยังถูกพูดถึงจนถึงทุกวันนี้
พุชแอนด์รันคือการเล่นแบบไหน

พุชแอนด์รันคือการจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมอย่างรวดเร็ว แล้ววิ่งแซงคู่ปะทะที่ประกบตัวเข้าไปรับบอลคืนในจังหวะต่อมา วิธีนี้ต่างจากฟุตบอลอังกฤษยุคนั้นที่มักเน้นการเลี้ยงเดี่ยวหรือเปิดบอลยาว เพราะพุชแอนด์รันอาศัยความเร็วในการเคลื่อนบอลและการเคลื่อนที่ของผู้เล่นที่ไม่มีบอลในเท้าเป็นหลัก ทำให้ทีมที่เล่นระบบนี้ดูเหมือนมีบอลอยู่ในเท้าเกือบตลอดเวลาแม้จะไม่มีผู้เล่นคนไหนโดดเด่นด้านสรีระเป็นพิเศษ
จุดเด่นของระบบนี้คือมันไม่ต้องการนักเตะที่มีพรสวรรค์เฉพาะตัวสูงมาก แต่ต้องการวินัยในการเคลื่อนที่และความเข้าใจร่วมกันของทั้งทีม ซึ่งเหมาะกับสโมสรที่ไม่มีงบประมาณมากพอจะซื้อผู้เล่นดาวดังจากทีมอื่น เป็นทางออกที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้พอดี ก่อนจะกลายเป็นเอกลักษณ์ของทีมไปในที่สุด
ทีมนี้ขึ้นมาจากดิวิชั่นสองเมื่อไร

ฤดูกาล 1949/50 ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ เป็นแชมป์ดิวิชั่น 2 ด้วยผลงาน 27 ชนะ 7 เสมอ 8 แพ้ เก็บได้ 61 แต้ม ยิง 81 เสีย 35 ประตู เลื่อนชั้นขึ้นดิวิชั่น 1 พร้อมกับเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ที่จบอันดับสองด้วย 52 แต้ม จากนั้นเพียงฤดูกาลเดียว ท็อตแนมก็คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 สมัยแรกของสโมสรในฤดูกาล 1950/51 ด้วย 60 แต้ม จาก 25 ชนะ 10 เสมอ 7 แพ้ ยิง 82 เสีย 44 ประตู ทิ้งห่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมรองแชมป์ที่ได้ 56 แต้มอยู่ 4 แต้มเต็ม
การเลื่อนชั้นแล้วคว้าแชมป์ทันทีเช่นนี้ทำให้ท็อตแนมกลายเป็นทีมหลังสงครามทีมแรกที่ทำสำเร็จ และเป็นทีมที่สามในประวัติศาสตร์ลีกอังกฤษที่คว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 แล้วตามด้วยแชมป์ดิวิชั่น 1 ในฤดูกาลถัดมาทันที ความต่อเนื่องของผลงานทั้งสองฤดูกาลนี้เองที่ทำให้แนวทางพุชแอนด์รันถูกจับตามองจากทั่วประเทศ เพราะพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงแม้เจอคู่แข่งที่แข็งแกร่งกว่าในลีกสูงสุด
ใครวางระบบนี้ให้ทีม
ผู้วางรากฐานพุชแอนด์รันให้ท็อตแนมคืออาร์เธอร์ โรว์ ซึ่งไม่ใช่คนนอกของสโมสร เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นผู้เล่นตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟให้ท็อตแนมมาก่อนระหว่างปี 1929 ถึง 1939 ลงเล่นในลีกไป 182 นัด และติดทีมชาติอังกฤษ 1 นัดในปี 1933 ก่อนต้องแขวนสตั๊ดในปี 1939 เพราะปัญหาหมอนรองข้อเข่า เขากลับมารับตำแหน่งผู้จัดการทีมในปี 1949 ขณะที่ทีมยังเล่นอยู่ในดิวิชั่นสอง และเป็นผู้ปลุกปั้นแนวทางพุชแอนด์รันขึ้นมาโดยให้เครดิตกับปีเตอร์ แม็กวิลเลียม อดีตผู้จัดการทีมท็อตแนมที่เป็นคนสอนพื้นฐานการจ่ายบอลเร็วให้เขาตั้งแต่สมัยยังเป็นผู้เล่น
การที่โรว์เคยเป็นทั้งผู้เล่นและผู้จัดการทีมของสโมสรเดียวกันทำให้เขาเข้าใจวัฒนธรรมของทีมเป็นอย่างดี และสามารถปรับใช้แนวคิดที่ได้รับมาจากรุ่นก่อนให้เข้ากับผู้เล่นชุดที่มีอยู่ในมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะพยายามซื้อผู้เล่นใหม่มาเสริมทัพจำนวนมาก
แชมป์ถูกยืนยันในนัดใด
ท็อตแนมคว้าแชมป์ลีกอย่างเป็นทางการหลังเอาชนะเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ 1-0 ในบ้านเมื่อวันที่ 28 เมษายน 1951 ซึ่งเป็นนัดรองสุดท้ายของฤดูกาล โดยเลน ดูเกอแม็ง เป็นผู้ทำประตูชัยในนัดนั้น มีรายละเอียดที่น่าสนใจคือเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ คือทีมเดียวกับที่เลื่อนชั้นขึ้นมาพร้อมกับท็อตแนมเมื่อฤดูกาลก่อนหน้า ทำให้นัดชี้ชะตาแชมป์ในฤดูกาลนี้กลายเป็นการเจอกับทีมที่เคยเดินทางขึ้นลีกสูงสุดมาด้วยกัน
ทีมชุดแชมป์นี้มีผู้รักษาประตูเท็ด ดิตช์เบิร์น กองหลังอัลฟ์ แรมซีย์ ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษที่พาทีมคว้าแชมป์โลกในปี 1966 และกัปตันทีมรอน เบอร์เกส เป็นแกนหลัก ผู้ทำประตูสูงสุดของทีมในฤดูกาลนี้คือซันนี วอลเตอร์ส ด้วย 15 ประตู ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่สูงโดดเด่นเมื่อเทียบกับทีมแชมป์อื่น แต่สะท้อนให้เห็นว่าทีมนี้กระจายการทำประตูออกไปหลายคนตามแนวทางการเล่นเป็นทีมมากกว่าพึ่งพาดาวยิงคนเดียว
ทีมชุดนั้นมีใครบ้าง
นอกจากดิตช์เบิร์น แรมซีย์ และเบอร์เกสแล้ว ทีมชุดนี้ยังประกอบด้วยผู้เล่นที่ผ่านการเล่นร่วมกันมาตั้งแต่ช่วงเลื่อนชั้น ทำให้ระบบพุชแอนด์รันทำงานได้อย่างราบรื่นเพราะผู้เล่นเข้าใจตำแหน่งและจังหวะการเคลื่อนที่ของกันและกันเป็นอย่างดี ความต่อเนื่องของผู้เล่นชุดเดิมข้ามจากดิวิชั่นสองขึ้นมาดิวิชั่นหนึ่งคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมไม่ต้องเสียเวลาปรับตัวนานเหมือนทีมเลื่อนชั้นทั่วไป
อาร์เธอร์ โรว์ อยู่คุมทีมต่อมาจนถึงปี 1955 ก่อนลาออกด้วยปัญหาสุขภาพ แต่มรดกที่เขาทิ้งไว้ไม่ได้จบลงแค่ถ้วยแชมป์ลีกสมัยแรกของสโมสร เพราะแนวคิดจ่ายสั้นแล้ววิ่งเข้าที่ว่างของพุชแอนด์รันยังถูกส่งต่อและมีอิทธิพลต่อแนวทางฟุตบอลยุโรปในเวลาต่อมา ทำให้ชื่อของท็อตแนมในฤดูกาล 1950/51 ยังคงถูกพูดถึงทุกครั้งที่มีการพูดถึงจุดเริ่มต้นของฟุตบอลที่เน้นการครองบอลและจ่ายบอลสั้น

