สนามลุยจิ แฟร์รารีส เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 มกราคม 1911 และทุกวันนี้ก็ยังเป็นสนามฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดของอิตาลีที่ยังใช้แข่งขันอยู่จริง สิ่งที่ทำให้สนามแห่งนี้น่าสนใจไม่ใช่แค่อายุ แต่คือการที่มันตั้งอยู่กลางย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นของเมืองเจนัว มีสองสโมสรใช้ร่วมกัน และยังต้องผ่านเกณฑ์ของฟุตบอลยุคใหม่ไปพร้อมกัน
สนามแห่งนี้เปิดใช้เมื่อไหร่และนัดแรกคือเกมอะไร
วันที่ 22 มกราคม 1911 สนามถูกเปิดใช้ในเกมระหว่างเจนัวกับอินเตอร์นาซิโอนาเล ตอนนั้นยังไม่ได้ชื่อปัจจุบัน แต่ใช้ชื่อยาวว่า Campo Sportivo Genoa Cricket & Football Club di Via del Piano ตามถนนที่สนามตั้งอยู่ ส่วนสกอร์ของเกมวันนั้นเป็นรายละเอียดที่แหล่งข้อมูลระบุไม่ตรงกัน บทความนี้จึงไม่ใส่ตัวเลขไว้
รายงานของหนังสือพิมพ์ Il Secolo XIX ในเดือนพฤษภาคม 1911 บรรยายว่าสนามใหม่ของเจนัวมีอัฒจันทร์มีหลังคาสองฝั่งอยู่หลังลำน้ำบิซาญโญ และรับคนได้ราว 25,000 ส่วนตัวเลขที่บันทึกไว้ภายหลังคือ 20,000 ต่างกันตามวิธีนับของยุคที่ยังยืนดูเป็นหลัก
ชื่อที่ใช้อยู่ทุกวันนี้มาทีหลังอีกยี่สิบกว่าปี วันที่ 1 มกราคม 1933 ในงานฉลองครบรอบสี่สิบปีของสโมสรเจนัว สนามถูกตั้งชื่อตามลุยจิ แฟร์รารีส กัปตันทีมที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง วันนั้นเจนัวชนะยัง บอยส์ 3-1 ต่อหน้าคนกว่า 20,000 และงานขยายสนามที่เพิ่งเสร็จดันความจุจาก 20,000 เป็น 30,000
ทำไมสองสโมสรของเมืองเดียวจึงใช้สนามร่วมกัน
คำตอบเริ่มจากภูมิศาสตร์ สนามถูกวางในแนวตั้งฉากกับลำน้ำบิซาญโญ และอยู่ชิดกับสนามกาเยนนาของอันเดรีย โดเรีย ซึ่งเล่นที่มาราสซีมาตั้งแต่ปี 1902 สองสนามถูกคั่นด้วยรั้ว โดยเจนัวได้ค่าชดเชย 1,000 ลีรา บวกค่าบำรุงรักษาปีละ 200 ลีรา ย่านนี้จึงเป็นพื้นที่ฟุตบอลของทั้งสองฝ่ายมาตั้งแต่ต้น
ปลายปี 1926 สนามกาเยนนาถูกประกาศว่าใช้การไม่ได้ เจนัวจึงเข้าครอบครองที่ดินผืนนั้นโดยจ่ายค่าชดเชยให้อันเดรีย โดเรีย 20,000 ลีรา ซึ่งรวมการย้ายผู้รักษาประตูมันลิโอ บาชิกาลูโป เข้าไปด้วย แล้วใช้พื้นที่ทางเหนือสร้างอัฒจันทร์คอนกรีต ซึ่งต่อมากลายเป็นที่ตั้งของกองเชียร์หลักของเจนัว
ผู้ใช้สนามรายที่สองมาหลังสงคราม วันที่ 12 สิงหาคม 1946 ซัมปีแอร์ดาเรเนเซกับอันเดรีย โดเรีย รวมกันเป็นซามพ์โดเรีย และในเดือนเดียวกันนั้นเองสโมสรใหม่ก็ยื่นขอใช้สนามร่วมกับเจนัวจนได้ข้อตกลง ตั้งแต่นั้นเกมเหย้าของทั้งสองทีมก็เล่นบนหญ้าผืนเดียวกัน จุดที่ทำให้ระบบนี้อยู่ได้คือสนามไม่ได้เป็นของสโมสรใด แต่เป็นทรัพย์สินของเทศบาลเมืองเจนัว
การรื้อสร้างใหม่ก่อนฟุตบอลโลก 1990 เปลี่ยนอะไรบ้าง

หน้าตาที่แฟนบอลเห็นทุกวันนี้แทบทั้งหมดมาจากงานช่วงปลายทศวรรษ 1980 อิตาลีได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 1990 และสนามที่มาราสซีถูกเลือกให้ใช้จัดการแข่งขัน งานออกแบบตกเป็นของสองสถาปนิกคือวิตโตริโอ เกรก็อตตี กับเอากุสโต คัญญาร์ดี ใช้เวลาทั้งหมด 26 เดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 1987 ถึงเดือนกันยายน 1989
ข้อจำกัดหนึ่งกำหนดวิธีทำงานทั้งหมด เมืองเจนัวไม่มีสนามอื่นที่รองรับผู้ชมระดับนั้น สองสโมสรจึงต้องเล่นเกมเหย้าที่เดิมทั้งที่ไซต์ก่อสร้างยังเปิดอยู่ ทางออกคือทุบและสร้างใหม่ทีละส่วน ให้มีอัฒจันทร์ใช้งานได้เสมอ ผลลัพธ์คือสนามที่มีหลังคาคลุมครบทุกด้าน โดยมีหอมุมทรงสี่เหลี่ยมสี่ต้นรับน้ำหนักหลังคาผ่านโครงเหล็กสีขาว ซึ่งกลายเป็นภาพจำของสนามไปแล้ว
งานนี้ไม่ได้ผ่านไปโดยไม่มีเสียงค้าน ก่อนสนามเปิดใช้ หนังสือพิมพ์อิตาลีรายงานข้อร้องเรียนเรื่องทัศนวิสัย เพราะผู้ชมบางมุมมองเห็นพื้นสนามได้ไม่เต็มตา สำหรับงานที่ต้องสร้างคร่อมผังเดิม ข้อจำกัดแบบนี้แทบเลี่ยงไม่ได้ และสนามแห่งนี้ก็เคยรับหน้าที่ในฟุตบอลโลกมาแล้วสองครั้ง คือปี 1934 กับปี 1990
ความจุที่ลดลงบอกอะไรเกี่ยวกับสนามอิตาลียุคใหม่
ตัวเลขความจุของสนามลุยจิ แฟร์รารีส เดินสวนทางกับความคาดหมายของคนทั่วไป ในยุคที่จุคนได้มากที่สุด สนามรับผู้ชมได้ราว 60,000 คน ทุกวันนี้เหลือ 33,205 ที่นั่ง ซึ่งไม่ได้แปลว่าสนามเล็กลง แต่แปลว่าเกณฑ์เปลี่ยนไป
การลดลงมาจากข้อกำหนดของถ้วยยุโรปเป็นหลัก รอบแรกคือการติดเก้าอี้ตามเกณฑ์ยูฟ่าเพื่อให้ซามพ์โดเรียลงเล่นยูฟ่าคัพฤดูกาล 2005/06 ทำให้เหลือกว่า 38,000 เล็กน้อย รอบต่อมาเกิดก่อนแชมเปียนส์ลีกฤดูกาล 2010/11 มีทั้งการติดเก้าอี้ใหม่และตัดที่นั่งแถวหน้าออกตามข้อบังคับ ตัวเลขที่ใช้กันต่อมาคือราว 36,599 ก่อนลดเหลือ 33,205 หลังปรับปรุงอัฒจันทร์ชั้นบนในปี 2019
สิ่งที่ตัวเลขชุดนี้บอกคือการยืนดูถูกแทนที่ด้วยที่นั่งจริง เมื่อระยะมองเห็นและทางหนีไฟถูกบังคับ พื้นที่เท่าเดิมย่อมรองรับคนได้น้อยลง สนามเก่าของอิตาลีเจอโจทย์เดียวกันหมด ต่างกันแค่ว่าแต่ละแห่งเหลือที่ว่างให้ขยายออกด้านนอกแค่ไหน
สนามกลางย่านที่อยู่อาศัยมีข้อจำกัดอะไรในการต่อยอด

ที่มาราสซี คำตอบคือแทบไม่เหลือ สนามอยู่ห่างจากย่านเมืองเก่าราว 1.5 กิโลเมตร มีลำน้ำขนาบด้านหนึ่งและมีอาคารที่พักอาศัยล้อมรอบด้านที่เหลือ ความหนาแน่นถึงขั้นมีบันทึกว่าสนามผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยบางข้อไม่ได้ตามปกติ ต้องอาศัยหนังสือยกเว้นที่นายกเทศมนตรีลงนามเป็นรายสัปดาห์
ข้อจำกัดนี้เคยผลักให้เกิดทางเลือกอื่นอยู่พักใหญ่ ฝั่งซามพ์โดเรียเคยเดินเรื่องสร้างสนามใหม่นอกย่านเดิม ส่วนเทศบาลเปิดประมูลขายสนามในปี 2008 โดยตั้งความหวังไว้ที่ 36 ล้านยูโร ผลคือซามพ์โดเรียถอนตัว ส่วนเจนัวไม่ยื่นข้อเสนอเพราะมองว่าราคาสูงเกินไปเมื่อเทียบกับค่าดูแลรักษาที่ต้องแบกต่อ สนามจึงยังเป็นของเทศบาล ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2018 หน่วยงานประเมินทรัพย์สินให้ตัวเลข 18 ล้านยูโร ขณะที่สองสโมสรเคยประเมินร่วมกันไว้ที่ 7 ล้านยูโรเมื่อต้นปีเดียวกัน
แนวทางที่ถูกเสนอในภายหลังจึงไม่ใช่การขยายความจุ แต่เป็นการจัดพื้นที่รอบสนามใหม่ แบบที่เสนอต่อสองสโมสรระบุพื้นที่ภายนอก 26,000 ตารางเมตร ที่จอดรถรวม 39,000 ตารางเมตร หอใหม่สี่ต้น สกายบ็อกซ์เพิ่ม 28 ห้อง และสวนสาธารณะ 18,000 ตารางเมตร โดยคงความจุสำหรับเกมระดับนานาชาติไว้ที่ 33,000 ที่นั่ง ด้วยงบต่ำกว่า 50 ล้านยูโร สนามอายุร้อยปีกลางย่านคนอยู่อาศัยมักลงเอยแบบนี้ คือเลิกไล่ตามความใหญ่ แล้วหันไปทำพื้นที่รอบตัวให้ดีขึ้นแทน

