พอร์ทสมัธ แชมป์ลีกสองสมัยติดปี 1949 และ 1950

อาคารทางเข้าแบบทิวดอร์สีขาวดำของสนามฟรัตตัน พาร์ค มีป้ายชื่อ FRATTON PARK และปีก่อตั้ง 1898 อยู่เหนือทางเข้า

ไม่ใช่ทุกทีมที่เคยเป็นแชมป์ลีกสูงสุดอังกฤษจะเป็นสโมสรใหญ่อย่างที่คนยุคหลังคุ้นเคย พอร์ทสมัธ แชมป์ลีกสองสมัยติด ในปี 1948/49 และ 1949/50 คือหนึ่งในกรณีที่ถูกพูดถึงน้อยเกินไป ทั้งที่เป็นหนึ่งในห้าทีมของอังกฤษที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดสองฤดูกาลติดต่อกันนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด และสองแชมป์นั้นก็ได้มาด้วยวิธีที่ต่างกันสุดขั้ว สมัยแรกทิ้งห่างคู่แข่งอย่างสบาย ส่วนสมัยที่สองต้องใช้ตัวเลขทศนิยมตัดสิน

พอร์ทสมัธได้แชมป์ปีไหนบ้าง

หอคอยสปินเนเกอร์รูปทรงโค้งสีขาวตั้งอยู่ริมท่าเรือเมืองพอร์ทสมัธ มีเรือใบจอดอยู่ด้านหน้า
หอคอยสปินเนเกอร์ริมท่าเรือเมืองพอร์ทสมัธ เมืองที่เป็นบ้านของสโมสรพอร์ทสมัธ

พอร์ทสมัธคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 สองสมัยติดต่อกันในฤดูกาล 1948/49 และ 1949/50 ภายใต้ผู้จัดการทีมบ็อบ แจ็คสัน ทั้งสองฤดูกาลทีมเล่นอยู่ในดิวิชั่นสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษยุคหลังสงคราม ซึ่งเป็นช่วงที่หลายสโมสรกำลังฟื้นตัวจากปีที่ลีกต้องหยุดพักไปเพราะสงคราม การคว้าแชมป์สองสมัยติดของทีมจากเมืองท่าเรืออย่างพอร์ทสมัธจึงถือเป็นเรื่องที่คนวงในให้ความสนใจไม่น้อยในตอนนั้น สนามเหย้าของทีมคือฟรัตตัน พาร์ค ซึ่งยังคงเป็นสนามเหย้าของสโมสรมาจนถึงทุกวันนี้ และเป็นสถานที่ที่แฟนบอลในเมืองพอร์ทสมัธได้เห็นทีมของตัวเองคว้าแชมป์ลีกสูงสุดถึงสองสมัยติดต่อกันในช่วงเวลาไม่ถึงสองปี

สิ่งที่ทำให้สองฤดูกาลนี้น่าสนใจเมื่อนำมาเทียบกันคือวิธีที่ทีมคว้าแชมป์มาได้นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ฤดูกาลแรกทีมทิ้งห่างคู่แข่งอย่างชัดเจนตั้งแต่กลางฤดูกาล ขณะที่ฤดูกาลที่สองต้องรอจนนัดสุดท้ายเพื่อดูว่าใครจะเป็นฝ่ายได้แชมป์ไปครอง

แชมป์สมัยแรกห่างคู่แข่งเท่าไร

ฤดูกาล 1948/49 พอร์ทสมัธจบอันดับหนึ่งด้วยผลงาน 25 ชนะ 8 เสมอ 9 แพ้ เก็บได้ 58 แต้ม ยิงได้ 84 ประตู เสียเพียง 42 ประตู ทิ้งห่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมรองแชมป์ที่ทำได้ 53 แต้มไปถึง 5 แต้มเต็ม ถือเป็นแชมป์ที่มาด้วยความมั่นคงตลอดทั้งฤดูกาล ไม่ต้องลุ้นจนนัดสุดท้ายเหมือนฤดูกาลถัดมา ผู้ทำประตูสูงสุดของทีมคือปีเตอร์ แฮร์ริส ปีกขวา ที่ยิงไป 18 ประตูในลีก แม้จะคว้าแชมป์ลีกได้ แต่ทีมพลาดโอกาสทำดับเบิลเพราะตกรอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพให้เลสเตอร์ ซิตี้ ไปอย่างน่าเสียดาย

ความห่างชั้น 5 แต้มจากทีมอันดับสองในฤดูกาลนั้นทำให้แชมป์สมัยแรกดูเป็นผลงานที่ราบรื่น ทีมเก็บชัยชนะได้สม่ำเสมอทั้งฤดูกาล และไม่มีช่วงที่คะแนนสะดุดจนต้องลุ้นเหมือนทีมแชมป์อื่น ๆ ในยุคเดียวกัน

แชมป์สมัยที่สองตัดสินอย่างไร

ฤดูกาล 1949/50 กลับเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง พอร์ทสมัธจบด้วย 53 แต้มจาก 22 ชนะ 9 เสมอ 11 แพ้ ยิง 74 เสีย 38 ประตู เท่ากับวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ที่ทำได้ 53 แต้มเช่นกัน โดยวูล์ฟส์ยิงได้ 76 ประตูแต่เสียถึง 49 ประตู ในยุคนั้นกติกาฟุตบอลลีกอังกฤษยังใช้ค่าเฉลี่ยประตู หรือประตูได้หารด้วยประตูเสีย เป็นตัวตัดสินอันดับเมื่อแต้มเท่ากัน ซึ่งใช้มาตั้งแต่ฤดูกาล 1894/95 จนกระทั่งเลิกใช้หลังฤดูกาล 1976/77 พอร์ทสมัธทำค่าเฉลี่ยประตูได้ 1.947 ดีกว่าวูล์ฟส์ที่ทำได้ 1.551 จึงเป็นฝ่ายคว้าแชมป์ไปครองด้วยตัวเลขทศนิยม

ผู้ทำประตูสูงสุดของทีมในฤดูกาลป้องกันแชมป์คือไอค์ คลาร์ก กองหน้าตัวในที่ยิงไป 17 ประตู ตามด้วยปีเตอร์ แฮร์ริส 16 ประตู และแจ็ค โฟรกัตต์ 15 ประตู การที่ทีมต้องพึ่งค่าเฉลี่ยประตูเพื่อคว้าแชมป์แสดงให้เห็นว่าฤดูกาลนี้สูสีกว่าปีก่อนหน้ามาก และเป็นเครื่องยืนยันว่าการป้องกันแชมป์ไม่เคยเป็นเรื่องง่าย แม้จะเป็นทีมชุดเดียวกับที่เพิ่งครองแชมป์มาหมาด ๆ ก็ตาม

ทีมชุดนั้นมีองค์ประกอบแบบใด

ผู้เล่นที่ลงสนามมากที่สุดในฤดูกาล 1949/50 คือเออร์เนสต์ บัตเลอร์ ผู้รักษาประตูที่ลงเล่นครบทั้ง 42 นัด ตามด้วยจิมมี ดิกคินสัน กองกลางตัวรับที่ลงเล่น 41 นัด และไอค์ คลาร์ก ที่ลงเล่น 37 นัด จิมมี ดิกคินสัน คือชื่อที่ยังถูกพูดถึงมากที่สุดจากทีมชุดนี้ เพราะต่อมากลายเป็นผู้เล่นที่ค้าแข้งให้พอร์ทสมัธยาวนานที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร ทีมชุดแชมป์สองสมัยจึงไม่ได้พึ่งพาผู้เล่นดาวเด่นคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ แต่อาศัยความสม่ำเสมอของผู้เล่นชุดหลักที่ลงเล่นแทบทุกนัดตลอดสองฤดูกาล

ความต่อเนื่องของผู้เล่นชุดหลักในทั้งสองฤดูกาลคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมรักษามาตรฐานไว้ได้ ทั้งแนวรับที่นำโดยดิกคินสันและแนวรุกที่มีแฮร์ริสกับคลาร์กสลับกันเป็นตัวทำประตูหลัก ทำให้ทีมมีความสม่ำเสมอสูงตลอดสองปีติดต่อกัน

หลังจากนั้นสโมสรเดินไปทางไหน

สนามฟรัตตัน พาร์ค ใต้แสงไฟสปอตไลต์ในภาพถ่ายปี 2006 มีผู้เล่นอบอุ่นร่างกายอยู่บนสนามหญ้าก่อนแข่งขัน
สนามฟรัตตัน พาร์ค ใต้แสงไฟสปอตไลต์ ในภาพถ่ายปี 2006

หลังจากคว้าแชมป์สองสมัยติด ผลงานของพอร์ทสมัธก็เริ่มถดถอยลง ฤดูกาล 1950/51 ทีมจบเพียงอันดับ 7 ซึ่งถือเป็นการตกลงมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับสองฤดูกาลก่อนหน้า แม้จะยังคงอยู่ในดิวิชั่น 1 ต่อไปอีกหลายปี แต่ทีมก็ไม่เคยกลับไปท้าชิงแชมป์ได้อีกเลย จนกระทั่งจบอันดับสุดท้ายของตารางในฤดูกาล 1958/59 และตกชั้นออกจากดิวิชั่น 1 เป็นการปิดฉากการอยู่ในลีกสูงสุดต่อเนื่องยาวนานถึง 32 ปีของสโมสร

ช่วงเวลาแค่ราวหนึ่งทศวรรษระหว่างการเป็นแชมป์ลีกสองสมัยติดกับการตกชั้นจึงเป็นภาพสะท้อนว่าความสำเร็จของทีมเล็กในยุคนั้นมักอยู่ได้ไม่นาน เพราะไม่มีทรัพยากรมากพอจะสร้างทีมชุดใหม่มาทดแทนผู้เล่นชุดเดิมที่ค่อย ๆ หมดสภาพไปตามวัย ต่างจากสโมสรใหญ่ที่มีฐานะทางการเงินมั่นคงกว่าและสามารถต่อยอดความสำเร็จได้ยาวนานกว่า เรื่องราวของพอร์ทสมัธในช่วงปลายทศวรรษ 1940 จึงยังคงเป็นตัวอย่างคลาสสิกของทีมที่รุ่งโรจน์สั้นแต่เข้มข้นในประวัติศาสตร์ลีกสูงสุดอังกฤษ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO