แอธเลติกแชมป์ปี 1934 ชัยชนะที่เฉียดฉิวกว่าที่คนจำ

สนามซาน มาเมส (สนามเก่า) รังเหย้าของแอธเลติก บิลเบา

แชมป์ลาลีกาฤดูกาล 1933-34 ของแอธเลติก บิลเบา มักถูกจดจำรวมอยู่ในภาพความยิ่งใหญ่ของทศวรรษ 1930 แต่ถ้าดูตัวเลขจริง ฤดูกาลนั้นบิลเบาคว้าแชมป์มาด้วยช่องว่างเพียง 2 คะแนนเท่านั้น ไม่ใช่ชัยชนะแบบทิ้งห่างเหมือนสองสมัยแรกที่พวกเขาเคยทำได้ นั่นสะท้อนว่าคู่แข่งเริ่มไล่ตามทันแล้วในตอนนั้น

ก่อนฤดูกาล 1933-34 บิลเบาอยู่ในสถานะไหน

ก่อนจะกลับมาคว้าแชมป์ บิลเบาผ่านสองฤดูกาลที่ต้องรับบทรองแชมป์ติดต่อกัน ทั้งฤดูกาล 1931-32 และ 1932-33 แชมป์ตกเป็นของมาดริด เอฟซี ทั้งสองปี โดยมีบิลเบาตามมาเป็นอันดับสองทั้งสองครั้ง การไม่ได้แชมป์สองปีติดหลังจากเคยครองความยิ่งใหญ่ในช่วงต้นทศวรรษ ทำให้ฤดูกาล 1933-34 กลายเป็นบททดสอบว่าทีมชุดนี้ยังมีของดีพอจะทวงบัลลังก์กลับคืนมาได้หรือไม่ การเป็นรองแชมป์ให้มาดริด เอฟซี ถึงสองปีติดต่อกันไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับสโมสรที่เพิ่งผ่านช่วงครองความยิ่งใหญ่มาหมาด ๆ เพราะมันหมายความว่าคู่แข่งจากเมืองหลวงเริ่มพัฒนาทีมจนไล่ตามทันในเวลาไม่นาน แฟนบอลบิลเบาในตอนนั้นจึงต้องรอดูว่าทีมจะกลับมายืนแถวหน้าได้อีกครั้งหรือจะถูกแซงหน้าไปเรื่อย ๆ

ช่องว่างแต้มกับคู่แข่งบอกอะไรเกี่ยวกับฤดูกาลนั้น

ผลสุดท้ายบิลเบาจบอันดับหนึ่งด้วย 24 คะแนน มาดริด เอฟซี ตามมาเป็นรองแชมป์ด้วย 22 คะแนน ห่างกันเพียง 2 คะแนน ขณะที่ราซิ่ง ซานตันเดร์ และเบติสตามมาเป็นอันดับสามและสี่ด้วยคะแนนเท่ากันที่ 19 แต้ม ตัวเลขนี้บอกชัดว่าฤดูกาลนั้นไม่ใช่การไล่ล่าแบบขาดลอย แต่เป็นการลุ้นกันจนถึงนัดท้าย ๆ ของฤดูกาล ต่างจากภาพจำที่หลายคนมองว่าบิลเบายุคนั้นเหนือกว่าคู่แข่งแบบทิ้งห่างตลอดเวลา ความจริงคือช่องว่างแคบลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ในช่วงต้นทศวรรษ การที่ราซิ่ง ซานตันเดร์ กับเบติสจบด้วยคะแนนเท่ากันที่อันดับสามและสี่ยังบอกด้วยว่าลีกทั้งใบมีความสูสีมากขึ้นโดยรวม ไม่ใช่แค่คู่ชิงแชมป์เพียงสองทีมเท่านั้น ทีมระดับกลางของลีกก็เริ่มไล่ตามกลุ่มบนติด ๆ เช่นกัน สะท้อนว่าลาลีกาในช่วงกลางทศวรรษ 1930 กำลังเข้าสู่ยุคที่มีความสามารถกระจายตัวมากขึ้นกว่าตอนต้นทศวรรษที่บิลเบาคุมเกมได้แทบทุกฤดูกาล

ผู้เล่นกลุ่มไหนที่ยังอยู่จากชุดแชมป์ชุดก่อน

แกนหลักของทีมยังคงเป็นผู้เล่นชุดเดิมที่เคยคว้าแชมป์มาก่อน ทั้งอากุสติน เซาโต บาต้า กองหน้าที่อยู่กับสโมสรตั้งแต่ปี 1929 และกีเยร์โม กอรอสติซา ปีกซ้ายที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่ปีเดียวกัน ทั้งสองคนผ่านทั้งช่วงที่ทีมเป็นแชมป์และช่วงที่ต้องรับบทรองแชมป์มาด้วยกัน การที่แกนกลางของทีมไม่เปลี่ยนแปลงมากนักตลอดห้าปีที่ผ่านมา แสดงว่าความสำเร็จปี 1934 ไม่ได้มาจากการสร้างทีมใหม่ทั้งหมด แต่มาจากผู้เล่นชุดเดิมที่กลับมาฟอร์มดีพร้อมกันอีกครั้ง ทั้งคู่เคยเป็นดาวซัลโวของลีกในช่วงเวลาที่ต่างกันมาแล้ว บาต้าคว้าปิชิชิฤดูกาล 1930-31 ด้วย 27 ประตู ส่วนกอรอสติซาคว้ารางวัลเดียวกันทั้งก่อนและหลังฤดูกาลนั้น การที่ทั้งคู่ยังฟิตพร้อมลงเล่นในฤดูกาล 1933-34 จึงเป็นหลักประกันว่าทีมยังมีคุณภาพในแดนหน้าเพียงพอจะกลับมาเป็นแชมป์ได้อีกครั้ง แม้จะผ่านมาห้าปีนับจากวันที่ทั้งคู่เริ่มต้นกับสโมสร

นโยบายใช้ผู้เล่นท้องถิ่นช่วยหรือถ่วงทีมในช่วงนั้น

แนวอาคารสีสันหลากหลายเรียงตัวริมแม่น้ำเนร์บิออนในเมืองบิลเบา
แนวอาคารริมแม่น้ำเนร์บิออนในตัวเมืองบิลเบา

แอธเลติก บิลเบา วางนโยบายใช้เฉพาะผู้เล่นที่เกิดหรือฝึกฟุตบอลในแคว้นบาสก์มาตั้งแต่ปี 1911 ซึ่งจำกัดตัวเลือกผู้เล่นให้แคบกว่าสโมสรอื่นอย่างเห็นได้ชัด แต่ในทางปฏิบัติแล้วแคว้นบาสก์มีความหนาแน่นของฟุตบอลสูงมากในช่วงนั้น ปี 1930 มีถึงห้าจากสิบสโมสรในลีกสูงสุดของสเปนที่มาจากแคว้นบาสก์ นั่นหมายความว่าแหล่งนักเตะที่บิลเบาเลือกได้จริง ๆ ไม่ได้แคบอย่างที่คิดในตอนแรก นโยบายนี้จึงไม่ได้ถ่วงทีมมากเท่าที่ควรจะเป็น เพราะภูมิภาคดังกล่าวผลิตนักเตะคุณภาพสูงได้ต่อเนื่องเพียงพอให้ทีมแข่งขันในระดับสูงสุดของประเทศได้ตลอดทศวรรษ มองในอีกมุมหนึ่ง นโยบายนี้ยังอาจช่วยสร้างความผูกพันระหว่างนักเตะกับสโมสรที่แน่นแฟ้นกว่าทีมที่ซื้อขายนักเตะจากทั่วประเทศหรือต่างชาติ เพราะผู้เล่นทุกคนมาจากพื้นที่เดียวกัน เติบโตมาในวัฒนธรรมฟุตบอลแบบเดียวกัน และมักรู้จักกันมาตั้งแต่ระดับเยาวชนก่อนจะขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ด้วยซ้ำ

แชมป์ปี 1934 ต่อยอดไปถึงอะไรในสองปีถัดมา

สนามหญ้าสีเขียวและอัฒจันทร์ที่นั่งสีแดงของสนามซานมาเมส มองผ่านทางอุโมงค์ผู้เล่น
สนามหญ้าและอัฒจันทร์ภายในสนามซานมาเมสในปัจจุบัน

ฤดูกาลถัดมาคือ 1934-35 แชมป์กลับตกเป็นของเรอัลเบติส ซึ่งเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยเดียวของสโมสรนั้นในยุคนั้น ส่วนบิลเบาไม่สามารถป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ แต่แล้วในฤดูกาล 1935-36 พวกเขาก็กลับมาทวงบัลลังก์คืนได้อีกครั้งด้วย 31 คะแนน นำหน้ามาดริด เอฟซี ที่ได้ 29 คะแนน นี่คือแชมป์ลาลีกาสมัยที่สี่ของบิลเบาในทศวรรษ 1930 ต่อจาก 1929-30, 1930-31 และ 1933-34 แสดงให้เห็นว่าชัยชนะแบบเฉียดฉิวในปี 1934 ไม่ใช่จุดจบของยุคทอง แต่เป็นเพียงจังหวะพักก่อนที่ทีมชุดเดิมจะกลับมายืนบนจุดสูงสุดได้อีกครั้งในอีกสองปีถัดมา รูปแบบการสลับกันขึ้นเป็นแชมป์ระหว่างบิลเบา มาดริด เอฟซี และเบติสตลอดสี่ฤดูกาลนี้ ยังบอกด้วยว่าลาลีกาในช่วงกลางทศวรรษ 1930 ไม่ได้มีทีมใดทีมหนึ่งผูกขาดตำแหน่งแชมป์ได้อย่างเบ็ดเสร็จอีกต่อไปเหมือนตอนที่ลีกเพิ่งก่อตั้งใหม่ ๆ ก่อนที่สงครามกลางเมืองสเปนจะเข้ามาหยุดทุกอย่างในเวลาต่อมา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO