ก็องเตกับเลสเตอร์ ในฤดูกาลแชมป์ 2015/16 ไม่ได้สำคัญเพียงเพราะแย่งบอลเก่ง แต่เพราะเขาช่วยให้ทีมเปลี่ยนจากการป้องกันไปสู่การบุกได้รวดเร็ว เอ็นโกโล ก็องเตเข้าถึงบอลในแดนกลาง อ่านทางจ่าย และยังพาบอลหรือส่งต่อให้ผู้เล่นด้านหน้าได้ การทำงานนี้เชื่อมกับดริงก์วอเตอร์ มาห์เรซ และวาร์ดี จนการเสียโอกาสบุกของคู่แข่งกลายเป็นจังหวะที่เลสเตอร์สามารถโจมตีกลับได้ทันที
เขารับผิดชอบพื้นที่ใดเมื่อไม่มีบอล
เคลาดิโอ รานิเอรีจัดทีมให้มีแนวรับกับแดนกลางเป็นสองแถวที่อยู่ใกล้กัน ก็องเตจึงทำงานอยู่ภายในโครงสร้างที่ช่วยจำกัดพื้นที่คู่แข่ง ไม่ใช่วิ่งไล่ลูกบอลโดยไม่มีคนรองรับด้านหลัง บทวิเคราะห์ของพรีเมียร์ลีกอธิบายระบบหลักเป็น 4–4–2 ซึ่งเปลี่ยนลักษณะเป็น 4–4–1–1 เมื่อไม่มีบอล กองหน้าที่ถอยต่ำช่วยทำงานอีกชั้นหนึ่งก่อนที่คู่แข่งจะเข้ามาถึงคู่กองกลาง
ความเร็วระยะสั้นของก็องเตช่วยให้เขาเข้าถึงผู้รับบอลหรือแนวจ่ายได้ก่อนที่เกมจะเดินต่อ แต่เขาไม่จำเป็นต้องปะทะทุกครั้ง อลัน สมิธวิเคราะห์หลังเลสเตอร์ได้แชมป์ว่าเขาอ่านเกมและตัดบอลได้โดยไม่ต้องเข้าแท็กเกิลเสมอไป ความต่างอยู่ที่จังหวะเริ่มเคลื่อน หากมองเห็นทางส่งก่อน บอลอาจถูกดักได้ระหว่างเดินทาง แต่ถ้าปล่อยให้คู่แข่งควบคุมบอลแล้ว งานจะเปลี่ยนเป็นการเข้าถึงตัวผู้ครองบอล
เกมชนะเชลซี 2–1 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2015 แสดงความกระตือรือร้นตั้งแต่ต้น ก็องเตแย่งบอลจากวิลเลียนได้สองครั้งภายในนาทีแรก และช่วงท้ายยังช่วยงานด้านขวา รายงานหลังเกมระบุว่าเขาวิ่งเป็นระยะทาง 12.2 กิโลเมตร มากที่สุดในสนามวันนั้น งานของเขาจึงไม่ได้จำกัดอยู่กับวงกลมกลางสนาม แต่เคลื่อนตามพื้นที่ที่ทีมต้องการคนช่วยหยุดการบุก
คู่กองกลางแบ่งงานกันอย่างไร
ดริงก์วอเตอร์เป็นคู่ทำงานที่สำคัญเพราะช่วยต่อบอลไปข้างหน้าได้ โดยเฉพาะบอลยาวให้วาร์ดีวิ่งเข้าช่อง ส่วนก็องเตเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่และเอาบอลกลับมา อย่างไรก็ตาม การแบ่งแบบนี้เป็นลักษณะเด่นของแต่ละคน ไม่ใช่คำสั่งว่าคนหนึ่งห้ามบุกและอีกคนไม่ต้องป้องกัน ทั้งสองต้องช่วยกันรักษาระยะ เพื่อไม่ให้การออกไปไล่บอลของคนหนึ่งเปิดพื้นที่ตรงกลางโดยไม่มีใครอยู่รองรับ
ก็องเตกับเลสเตอร์ มีหน้าที่ต่อเกมหลังได้บอล
หากก็องเตแย่งบอลได้แล้วรีบส่งเสีย โอกาสสวนกลับจะหายไปและแนวรับต้องเริ่มงานใหม่ ความสามารถเก็บบอลให้อยู่กับทีมจึงสำคัญพอกับการเข้าปะทะ บางจังหวะเขาส่งให้เพื่อนที่อยู่ใกล้เพื่อออกจากแรงกดดัน บางจังหวะพาบอลผ่านพื้นที่เปิดก่อนค่อยเลือกเป้าหมาย สิ่งที่ทำให้แดนกลางคู่นี้มีประโยชน์คือมีคนรองรับและมีทางส่งต่อ ไม่ได้ปล่อยให้ผู้แย่งบอลต้องแก้ปัญหาทุกอย่างคนเดียว
วาร์ดีช่วยด้วยการพร้อมวิ่งไปด้านหน้า ขณะที่มาห์เรซเป็นผู้รับบอลซึ่งสามารถพาต่อผ่านคู่แข่งได้ การส่งครั้งแรกจึงไม่จำเป็นต้องเป็นแอสซิสต์โดยตรงเสมอไป ก็องเตอาจทำให้ทีมผ่านจุดกดดันแรกได้ แล้วปล่อยให้ความสามารถของแนวรุกเปลี่ยนระยะทางที่เหลือเป็นโอกาสยิง งานช่วงต้นของการบุกเช่นนี้อาจไม่ปรากฏข้างชื่อผู้ทำประตู แต่มีผลต่อความเร็วของจังหวะทั้งหมด
แย่งบอลแล้วเลือกเล่นต่อแบบไหน
เกมเยือนสวอนซีวันที่ 5 ธันวาคม 2015 เป็นตัวอย่างการใช้ทั้งบอลยาวและการพาขึ้นหน้า ในประตูที่สอง ก็องเตมีส่วนในเกมสวนกลับร่วมกับวาร์ดี ก่อนยกบอลข้ามแนวรับให้มาห์เรซควบคุมแล้วยิง ส่วนประตูที่สามเกิดหลังการบุกของสวอนซีจบลงในแดนเลสเตอร์ ก็องเตนำบอลขึ้นไปไกล ก่อนบอลถึงวาร์ดีซึ่งส่งต่อให้มาห์เรซยิงอีกครั้ง ทีมชนะ 3–0 โดยกองกลางฝรั่งเศสช่วยสร้างทางเข้าทำได้มากกว่ารูปแบบเดียว

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2016 กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่เอติฮัด ก็องเตรักษาบอลท่ามกลางการเข้าถึงของคู่แข่งในแดนกลางก่อนส่งให้มาห์เรซพาต่อ แนวรุกแอลจีเรียผ่านผู้เล่นแนวรับแล้วยิงให้เลสเตอร์นำ 2–0 ก่อนทีมชนะ 3–1 การเล่นของก็องเตทำให้บอลยังเดินหน้าได้แม้มีความพยายามหยุดจังหวะจากฝ่ายตรงข้าม และส่งต่อไปยังคนที่เหมาะกับการดวลในพื้นที่อันตราย

อีกตัวอย่างมาจากเกมกับเชลซีที่กล่าวถึงก่อนหน้า นอกจากงานแย่งบอล ก็องเตยังส่งบอลขึ้นหน้าในจังหวะเริ่มต้นของประตูแรก ก่อนมาห์เรซเปิดให้วาร์ดียิง หน้าที่ของเขาในประตูนี้อยู่ก่อนการจ่ายสุดท้าย จึงต่างจากลูกที่ส่งให้มาห์เรซยิงเองในเกมซิตี้ ทั้งสองแบบช่วยทีมได้ แม้มีเพียงบางจังหวะเท่านั้นที่ปรากฏเป็นแอสซิสต์ในสถิติส่วนตัว
สถิติแท็กเกิลไม่เล่าทุกอย่างเพราะอะไร
ก็องเตจบฤดูกาลด้วย 175 แท็กเกิลและ 156 ครั้งในการตัดบอล ซึ่งพรีเมียร์ลีกระบุว่าสูงสุดของรายการทั้งสองประเภท แต่แท็กเกิลกับการตัดบอลไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ออปตานิยามแท็กเกิลจากการเข้าถึงบอลที่คู่แข่งควบคุมอยู่ ส่วนการตัดบอลเกิดจากการอ่านทางจ่ายและเคลื่อนเข้าไปขวางก่อนบอลถึงเป้าหมาย สองตัวเลขจึงสะท้อนการแก้ปัญหาคนละช่วงของการบุก
ที่สำคัญ ยอดแท็กเกิลรวมไม่ได้แปลว่าทีมครองบอลต่อได้ทุกครั้ง ออปตาแยกผลตามว่าบอลหลังการเข้าปะทะไปอยู่กับใคร บางครั้งแย่งออกจากเท้าคู่แข่งคนแรกได้แต่บอลไปหาเพื่อนร่วมทีมของเขา นอกจากนี้การตัดทางส่งด้วยตำแหน่งจนคู่แข่งเปลี่ยนใจไม่จ่ายก็อาจไม่ปรากฏเป็นการตัดบอลเลย เพราะไม่มีบอลถูกส่งเข้ามาให้เก็บสถิติจังหวะนั้น
คุณค่าของก็องเตจึงอยู่ทั้งก่อนและหลังสัมผัสบอล ก่อนหน้านั้นคือการอ่านพื้นที่และเข้าถึงจุดที่ช่วยทีมได้ หลังจากนั้นคือการรักษาบอลและเลือกว่าจะพาไปเองหรือให้เพื่อนเล่นต่อ ตัวอย่างที่สวอนซี ซิตี้ และเชลซีแสดงว่ากองกลางผู้แย่งบอลสามารถมีส่วนกับเกมรุกโดยไม่ต้องยิงเอง การคว้าแชมป์ของเลสเตอร์ได้ประโยชน์จากการเชื่อมสองหน้าที่นี้เข้าด้วยกันตลอดฤดูกาล

