ไมเดอริชรองแชมป์คือผลงานของสโมสรจากย่านโรงงานทางตอนเหนือของเมืองดุยส์บวร์กในบุนเดสลีกาฤดูกาลแรก 1963/64 ไมเดอริเชอร์ เอสเฟา จบอันดับสองด้วย 39 คะแนน ตามหลัง 1. เอฟซี โคโลญจน์ ที่ทำได้ 45 คะแนน สิ่งที่พาทีมไปถึงจุดนั้นไม่ใช่แนวรุกที่ดุดัน แต่เป็นเกมรับที่เสียเพียง 36 ประตูจาก 30 นัด น้อยที่สุดในลีกฤดูกาลนั้น และมาจากวิธีจัดทีมของรูดี กูเทนดอร์ฟ ผู้จัดการทีมที่สื่อเยอรมันตั้งฉายาให้ว่ารีเกิลรูดี
ไมเดอริชรองแชมป์ ไมเดอริชคือทีมใดในปัจจุบัน
ไมเดอริชไม่ใช่ชื่อเมือง แต่เป็นชื่อย่านหนึ่งทางเหนือของดุยส์บวร์ก สโมสรก่อตั้งเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 1902 ในชื่อไมเดอริเชอร์ ชปีลแฟไรน์ และยังใช้ชื่อที่ผูกกับย่านนี้ตลอดช่วงที่ลงแข่งบุนเดสลีกาชุดแรก การเติมคำว่าดุยส์บวร์กเข้าไปในชื่อสโมสรเกิดขึ้นภายหลัง โดยมีผลเมื่อวันที่ 9 มกราคม 1967 ทีมที่แฟนบอลรุ่นหลังรู้จักในชื่อเอ็มเอสเฟา ดุยส์บวร์ก จึงเป็นสโมสรเดียวกับทีมที่จบรองแชมป์เมื่อปี 1964
สนามเหย้าในเวลานั้นคือเวเดาชตาดิโอน สนามกีฬาของเมืองที่เปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 1926 และรองรับผู้ชมได้ราว 40,000 คน เมืองเป็นฝ่ายกำหนดให้สโมสรจากย่านเหนือใช้สนามแห่งนี้เมื่อได้สิทธิ์ร่วมลีกใหม่ ต่อมาระหว่างปี 2003 ถึง 2004 สนามถูกรื้อและสร้างใหม่ให้เป็นสนามฟุตบอลเต็มรูปแบบในชื่อเอ็มเอสเฟาอารีนา จากนั้นตั้งแต่ปี 2010 ใช้ชื่อผู้สนับสนุนเป็นเชาอินส์ลันด์ไรเซนอารีนา ความจุปัจจุบันอยู่ที่ 31,364 ที่นั่ง
แนวคิดที่ทำให้ได้ชื่อรีเกิลรูดี
รูดี กูเทนดอร์ฟ เกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 1926 ที่เมืองโคเบลนซ์ และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2019 เขาคุมไมเดอริเชอร์ เอสเฟา ระหว่างปี 1963 ถึง 1965 ซึ่งเป็นช่วงสั้นช่วงหนึ่งในอาชีพที่ย้ายบ่อยมาก คำว่ารีเกิลในภาษาเยอรมันหมายถึงกลอนประตู ฉายารีเกิลรูดีจึงสื่อถึงการปิดพื้นที่ด้านหลังให้เรียบร้อยก่อนคิดเรื่องอื่น
แต่การเหมาว่าแนวทางของเขาคือคาเตนัชโชแบบอิตาลีทั้งหมดก็ไม่ตรงนัก สิ่งที่สื่อเยอรมันเรียกว่ารอลล์ซิสเทมคือการให้กลุ่มผู้เล่นเคลื่อนเป็นคลื่น บางจังหวะอัดกันอยู่ด้านหน้า บางจังหวะถอยลงมาแน่นด้านหลัง หัวใจอยู่ที่ฮาร์ทมุท ไฮเดอมันน์ และโยฮันน์ ซาบัท สองกองหลังที่ถูกวางให้เติมเกมรุกได้จริง ไม่ใช่ผู้เล่นที่ยืนเฝ้าพื้นที่อย่างเดียว เซพพ์ แฮร์แบร์เกอร์ เทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมนีตะวันตกในเวลานั้น ถึงกับออกปากชมว่าเป็นแนวคิดที่คิดมาดีและถูกใจเขา
ตัวเลขปลายฤดูกาลอธิบายผลของมันได้ชัด ไมเดอริชแพ้เพียง 4 นัดจาก 30 นัด และเสมอถึง 13 นัด ซึ่งเป็นจำนวนเสมอสูงสุดของลีก ทีมยิงได้ 60 ประตู ไม่ติดกลุ่มบนสุด เพราะโคโลญจน์ยิงได้ 78 ประตู และโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยิงได้ 73 ประตู ทว่าไม่มีทีมใดเสียประตูน้อยกว่า 36 ลูกของพวกเขา ในระบบที่ชนะได้สองคะแนน การเก็บหนึ่งคะแนนซ้ำแล้วซ้ำอีกจึงกลายเป็นทุนสะสมที่คู่แข่งไล่ตามได้ยาก

เกมเสมอ 2-2 กับโคโลญจน์
นัดที่ 24 ของฤดูกาลคือเกมที่ถูกพูดถึงมากที่สุด วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 1964 เวลา 16.30 น. ที่เวเดาชตาดิโอน ไมเดอริเชอร์ เอสเฟา พบกับ 1. เอฟซี โคโลญจน์ ต่อหน้าผู้ชม 44,000 คน แวร์เนอร์ เครเมอร์ ยิงนำตั้งแต่นาทีที่ 3 ด้วยลูกยิงระยะราว 28 เมตรที่เปลี่ยนทาง ก่อนที่โนลเดน จะซ้ำเป็น 2-0 ในนาทีที่ 17
ครึ่งหลังเรื่องกลับด้าน ฮันส์ ชตูร์ม ไล่มาเป็น 1-2 ในนาทีที่ 62 และโวล์ฟกัง เวเบอร์ ตีเสมอในนาทีที่ 68 สกอร์จบที่ 2-2 ผู้เล่นตัวจริงของเจ้าบ้านวันนั้นเริ่มจากมันเฟรด มังกลิทซ์ ในกรอบเขตโทษ ตามด้วยไฮเดอมันน์ ซาบัท มุลเลอร์ ปร็อยส์ ล็อทซ์ โนลเดน ซิชี เครเมอร์ ราห์น และแฟร์สเตก
แฮร์แบร์เกอร์นั่งดูเกมนี้ด้วยตัวเอง และเอ่ยถึงผู้รักษาประตูมังกลิทซ์เป็นพิเศษ ในแง่การลุ้นแชมป์ ผลเสมอแปลว่าโคโลญจน์ยังรักษาระยะห่างเอาไว้ได้ และปิดฤดูกาลด้วย 45 คะแนน มากกว่าไมเดอริช 6 คะแนน

รับมือการขาดเครเมอร์จนจบฤดูกาล
ราคาที่ต้องจ่ายจากเกมนั้นคือเครเมอร์ เขาบาดเจ็บระหว่างการแข่งขันและไม่ได้ลงสนามอีกเลยจนจบฤดูกาล แวร์เนอร์ เครเมอร์ เกิดวันที่ 23 มกราคม 1940 ที่ดุยส์บวร์ก และเสียชีวิตในเมืองเดียวกันเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2010 เขาอยู่กับสโมสรตั้งแต่ปี 1958 ถึง 1967 ลงเล่นในลีก 217 นัด ทำได้ 65 ประตู และติดทีมชาติเยอรมนีตะวันตก 13 นัด ยิง 3 ประตู ระหว่างปี 1963 ถึง 1967 การหายไปของผู้เล่นระดับนี้ในช่วงหกนัดสุดท้ายไม่ใช่เรื่องเล็ก
คนที่ยังอยู่ในสนามคือเฮลมุท ราห์น เจ้าของประตูชัย 3-2 ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1954 ฤดูกาลนั้นเขาลงเล่นให้ไมเดอริช 18 นัด ยิง 8 ประตู และเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกาที่ถูกไล่ออกจากสนาม ในนัดที่ 4 ของลีก ทีมจึงต้องเดินจนจบด้วยกำลังที่บางลง โดยไม่เปลี่ยนวิธีเล่นที่พาพวกเขามาถึงตรงนั้น
ผลลัพธ์คืออันดับสองที่ยืนพื้นด้วยตัวเลข ไมเดอริชมี 39 คะแนนเท่ากับไอน์ทรัค แฟรงก์เฟิร์ต แต่ได้อันดับดีกว่าเพราะกติกาตัดสินด้วยอัตราส่วนประตู 60 ต่อ 36 เทียบกับ 65 ต่อ 41 ฤดูกาลนี้เริ่มด้วยการบุกชนะคาร์ลสรูเออร์ เอสซี 4-1 ในนัดเปิดสนาม และปิดท้ายด้วยโบนัส 30,000 มาร์กที่สโมสรมอบให้กูเทนดอร์ฟจากตำแหน่งรองแชมป์
| อันดับ | สโมสร | ชนะ-เสมอ-แพ้ | ได้-เสีย | คะแนน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | 1. เอฟซี โคโลญจน์ | 17-11-2 | 78-40 | 45 |
| 2 | ไมเดอริเชอร์ เอสเฟา | 13-13-4 | 60-36 | 39 |
| 3 | ไอน์ทรัค แฟรงก์เฟิร์ต | 16-7-7 | 65-41 | 39 |
ดาวซัลโวของลีกฤดูกาลนั้นคืออูเว เซเลอร์ จากฮัมบวร์ก ด้วย 30 ประตู ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของประตูทั้งฤดูกาลที่ไมเดอริชทำได้ ตัวเลขคู่นี้สรุปวิธีที่ทีมจากดุยส์บวร์กเดินทางถึงอันดับสองได้ดีที่สุด พวกเขาไม่มีดาวยิงระดับนั้น แต่มีแนวรับที่คู่แข่งเจาะยากที่สุดของปี

