แอธเลติกแชมป์ไร้พ่ายในฤดูกาล 1929/30 เกิดจากทีมที่ไม่แพ้ตลอด 18 นัด แต่ก็ไม่ได้ชนะทุกครั้ง สโมสรจากบิลเบาจบลีกด้วยชัยชนะ 12 นัดและเสมอ 6 นัด คว้าแชมป์ลาลีกาครั้งแรก พร้อมยิงมากที่สุดและเสียประตูน้อยที่สุดของการแข่งขันปีนั้น
ความสำเร็จนี้เป็นก้าวสำคัญของทีมเฟร็ด เพนต์แลนด์ เพราะการรักษาผลงานตลอดลีกต้องใช้ทั้งเกมรุก ผู้รักษาประตู และการรับมือช่วงที่คู่แข่งทำได้ดีกว่า การมองเฉพาะคำว่าไร้พ่ายจึงอาจทำให้พลาดว่าแอธเลติกต้องไล่ตามบาร์เซโลนาในระยะแรก และต้องผ่านเกมตึงเครียดก่อนครองถ้วย
แอธเลติกแชมป์ไร้พ่ายจากทีมของเพนต์แลนด์
เพนต์แลนด์กลับมาคุมแอธเลติกในปี 1929 หลังเคยทำงานกับสโมสรระหว่างปี 1922–1926 การกลับมาครั้งนี้จึงเป็นการทำงานรอบใหม่ในสภาพแวดล้อมที่เขารู้จัก ช่วงปี 1929–1933 ของกุนซือชาวอังกฤษกลายเป็นยุคสำคัญของสโมสร โดยมีแชมป์ลีกและบอลถ้วยในสองฤดูกาลติดต่อกันเป็นผลงานเด่น
ในทีมมีทั้งผู้รักษาประตูเกรกอริโอ บลาสโก แนวรุกอย่างกีเยร์โม โกรอสติซา วิกตอริโอ อูนามูโน และผู้เล่นที่แฟนบอลจะจดจำจากยุคถัดมาอย่างบาตา รายชื่อเหล่านี้อยู่ร่วมกัน แต่ภาระในสนามของแต่ละคนไม่เท่ากัน การดูจำนวนลงเล่นในฤดูกาลแชมป์แรกจึงช่วยให้เห็นทีมตามเวลาจริง
อูนามูโนมีบทบาทมากกว่าภาพจำของยุคบาตา
บัญชีผู้เล่นของสโมสรระบุว่าอูนามูโนลงลีกครบ 18 นัดและยิง 15 ประตูในฤดูกาล 1929/30 ขณะที่บาตาลงลีก 7 นัดและทำ 1 ประตู บาตาจึงเป็นสมาชิกทีมแชมป์ แต่ยังไม่ได้รับบททำประตูหลักแบบฤดูกาลต่อมา การเล่าย้อนโดยให้เขาเป็นศูนย์กลางตั้งแต่ปีแรกจะกลบผลงานของอูนามูโนไป
โกรอสติซาลงครบ 18 นัดเช่นกัน และบัญชีสโมสรบันทึกไว้ 20 ประตู เขาเป็นดาวซัลโวของลีกในฤดูกาลแรกกับแอธเลติก การมีทั้งโกรอสติซาและอูนามูโนทำประตูต่อเนื่องทำให้ทีมไม่ได้ต้องรอความสำเร็จจากคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว

บลาสโกและสมดุลที่อยู่หลัง 63 ประตู
แอธเลติกยิงรวม 63 ประตูและเสีย 28 ประตู ผลงานสองด้านนี้ทำให้ทีมเป็นทั้งฝ่ายยิงมากที่สุดและเสียประตูน้อยที่สุดของลีก การชนะอย่างต่อเนื่องจึงไม่ได้เกิดจากการบุกอย่างเดียว แม้ภาพของแนวรุกจะโดดเด่นในความทรงจำของแฟนบอลมากกว่า
บลาสโกเป็นผู้รักษาประตูตัวหลักตั้งแต่ลีกเริ่มในปี 1929 และเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เชื่อมช่วงเริ่มต้นเข้ากับยุคคว้าแชมป์ เขาได้รับการยกย่องย้อนหลังด้วยรางวัลซาโมราสำหรับผลงานฤดูกาล 1929/30 จึงควรแยกความสำเร็จในสนามออกจากเวลาที่มีการมอบชื่อรางวัลให้ย้อนหลัง
คำว่าไร้พ่ายไม่ได้แปลว่าแนวรับไม่เสียประตู ทีมยังเสียรวม 28 ครั้ง แต่สามารถจบเกมโดยมีสกอร์อย่างน้อยเท่าคู่แข่งได้ทุกนัด ความสามารถในการตอบโต้เมื่อเสียประตูจึงเป็นส่วนหนึ่งของสถิติไร้พ่ายพอ ๆ กับการป้องกัน
จากตามหลังบาร์เซโลนาสู่ชัยชนะที่ซานมาเมส
บาร์เซโลนาเปิดฤดูกาลด้วยชัยชนะติดต่อกัน ก่อนเสมอแอธเลติก 1–1 ที่เลสกอร์ตส์ในนัดที่เจ็ด หลังเกมนั้นแอธเลติกยังตามอยู่ 4 คะแนน ความหมายของฤดูกาลไร้พ่ายจึงไม่ได้เท่ากับการนำตารางตั้งแต่ต้น สโมสรยังต้องเปลี่ยนผลเสมอให้เป็นชัยชนะเพื่อไล่ทันทีมจ่าฝูง
เมื่อถึงเกมพบกันอีกครั้งที่ซานมาเมสวันที่ 16 มีนาคม 1930 สถานการณ์กลับด้าน แอธเลติกมี 24 คะแนน ส่วนบาร์เซโลนามี 21 คะแนนและเป็นรองจ่าฝูง เกมนี้จึงเป็นโอกาสของเจ้าบ้านที่จะเพิ่มระยะห่างในช่วงที่ลีกเหลืออีกเพียงสามนัด
นำสามลูกยังต้องกลับมาลุ้นใหม่
แอธเลติกขึ้นนำ 3–0 แต่บาร์เซโลนาตีเสมอได้ก่อนพักครึ่งเป็น 3–3 ทีมที่กำลังจะเป็นแชมป์ไร้พ่ายจึงต้องเริ่มครึ่งหลังโดยไม่มีความได้เปรียบด้านสกอร์เหลืออยู่ เหตุการณ์นี้ทำให้ชัยชนะสำคัญของฤดูกาลต่างจากภาพทีมที่ผ่านทุกเกมอย่างง่ายดาย
เจ้าบ้านได้ประตูชัยช่วงท้ายและชนะ 4–3 ผลดังกล่าวทำให้ช่องว่างเพิ่มจาก 3 เป็น 5 คะแนน ขณะที่แต่ละทีมเหลืออีกสองนัดและชัยชนะมีค่า 2 คะแนน บาร์เซโลนาจึงไม่สามารถไล่ทันได้แม้ชนะสองเกมที่เหลือ แอธเลติกได้แชมป์แรกก่อนโปรแกรมสิ้นสุด

สิบทีมและสิบแปดนัดกำหนดความหมายของไร้พ่าย
| รายการ | ผลงาน |
|---|---|
| ลงเล่น | 18 นัด |
| ชนะ | 12 นัด |
| เสมอ | 6 นัด |
| แพ้ | 0 นัด |
| ประตูได้–เสีย | 63–28 |
| คะแนน | 30 คะแนน |
ลีกมีสิบทีม จึงมีคู่แข่งเก้าสโมสรให้พบแบบเหย้าเยือน รวมเป็น 18 นัดสำหรับแต่ละทีม แอธเลติกได้คะแนนจากทุกเกมในระบบที่ชนะได้ 2 และเสมอได้ 1 คะแนน ผลชนะ 12 นัดกับเสมอ 6 นัดจึงรวมเป็น 30 คะแนน
การไม่แพ้ในโปรแกรมนี้เป็นความสำเร็จเต็มรูปแบบตามเงื่อนไขของปีนั้น แต่ไม่ได้ใช้จำนวนเกมหรือคู่แข่งเท่ากับลีกที่แข่งขัน 38 นัด การเปรียบเทียบข้ามยุคจึงควรบอกความยาวฤดูกาลควบคู่ไปด้วย แทนที่จะถือว่าคำว่าไร้พ่ายหมายถึงภาระการแข่งขันเท่ากันทุกครั้ง
ถ้วยลีกเป็นจุดเริ่มของฤดูกาลดับเบิลแชมป์
วันที่ 1 มิถุนายน 1930 แอธเลติกพบเรอัลมาดริดในนัดชิงบอลถ้วยที่มงต์จูอิก เมืองบาร์เซโลนา อูนามูโนและโฆเซ อิรารากอร์รีช่วยให้ทีมนำสองครั้ง แต่คู่แข่งตีเสมอได้ทั้งสองหน จนต้องต่อเวลาพิเศษ
รามอน ลาฟูเอนเตทำประตูในนาที 115 ให้แอธเลติกชนะ 3–2 และจบฤดูกาลด้วยทั้งลีกและถ้วย ผลนัดชิงนี้ยังสะท้อนการแบ่งบทบาทของแนวรุกซึ่งมีผู้ทำประตูหลายคน โดยความสำเร็จในบอลถ้วยเป็นอีกการแข่งขันหนึ่งที่ต้องแยกจากสถิติไม่แพ้ 18 นัดในลีก

