ไฟรบวร์กยุคฟิงเคอ คือช่วงเวลาที่อธิบายได้ดีที่สุดด้วยคำว่าความอดทน สโมสรเล็กจากป่าดำจ้างโฟลเกอร์ ฟิงเคอเป็นหัวหน้าโค้ชในปี 1991 ทั้งที่ตอนนั้นทีมยังเล่นอยู่นอกบุนเดสลีกา และแทนที่จะไล่เขาออกเมื่อผลงานไม่ทันใจ สโมสรกลับให้เวลาเขาทำงานต่อเนื่องจนเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จในปี 1993 แล้วขยับจากทีมที่แทบตกชั้นในปีแรกไปเป็นทีมอันดับสามของประเทศภายในเวลาเพียงสองปีถัดมา เรื่องนี้ไม่ใช่นิทานที่จบลงด้วยถ้วยแชมป์ใด ๆ แต่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความสม่ำเสมอของแนวทางบริหารสร้างผลลัพธ์ที่นักเตะและงบประมาณระดับกลางไม่น่าจะไปถึงได้ด้วยตัวเอง
ไฟรบวร์กยุคฟิงเคอ ฟิงเคอเริ่มงานก่อนเลื่อนชั้น
โฟลเกอร์ ฟิงเคอเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าโค้ชของไฟรบวร์กในปี 1991 ตอนนั้นสโมสรจากเมืองเล็ก ๆ ริมป่าดำยังเล่นอยู่ในลีกระดับรอง ไม่มีใครมองว่าไฟรบวร์กจะไปได้ไกลกว่านั้นในเร็ววัน แต่สองปีถัดมาในปี 1993 ทีมก็เลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกาได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร จุดที่ควรระบุให้ชัดคือฟิงเคอไม่ได้พาทีมเลื่อนชั้นทันทีที่เข้ามารับงาน เขาใช้เวลาสร้างทีมอยู่สองฤดูกาลก่อนจะไปถึงเป้าหมายนั้น ต่างจากภาพจำที่บางครั้งถูกเล่าอย่างรวบรัดจนดูเหมือนเขาพาทีมขึ้นชั้นได้ตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาทำงาน
ความอดทนของฝ่ายบริหารสโมสรในช่วงสองปีแรกนี้เองที่ภายหลังกลายเป็นรากฐานสำคัญ เพราะเมื่อทีมได้เล่นในบุนเดสลีกาจริง ฟิงเคอก็เป็นคนที่รู้จักผู้เล่นและวิธีทำงานของสโมสรมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ไม่ใช่โค้ชที่เพิ่งเข้ามาทำความรู้จักทีมพร้อมกับแรงกดดันของลีกสูงสุดในเวลาเดียวกัน
สโมสรขนาดเล็กจากเมืองมหาวิทยาลัยอย่างไฟรบวร์กไม่มีทรัพยากรมากพอจะซื้อตัวโค้ชชื่อดังมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งที่พอทำได้คือการเลือกคนคนหนึ่งแล้วปล่อยให้เขาทำงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่ขัดจังหวะทุกครั้งที่ผลงานสะดุด แนวทางนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่ในโลกฟุตบอลอาชีพที่โค้ชมักถูกเปลี่ยนตัวเมื่อแพ้ติดต่อกันไม่กี่นัด การให้เวลากับฟิงเคอตั้งแต่ปีแรกในลีกรองถือเป็นการตัดสินใจที่ไม่ธรรมดาเลย
รอดด้วยผลต่างในปีแรก
ฤดูกาล 1993-94 คือบทพิสูจน์แรกของไฟรบวร์กในบุนเดสลีกา และผลลัพธ์ก็ไม่ได้สวยงามอย่างที่หวัง ทีมอยู่ในโซนอันตรายเกือบตลอดฤดูกาล จนต้องอาศัยผลต่างประตูช่วยพยุงสถานะให้รอดตกชั้นแบบเฉียดฉิว ไม่ใช่ทีมที่ทิ้งห่างคู่แข่งด้านล่างตารางอย่างชัดเจนแต่อย่างใด

สถานการณ์แบบนี้อาจทำให้สโมสรหลายแห่งตัดสินใจเปลี่ยนโค้ชทันทีเมื่อจบซีซั่น เพราะผลงานที่ปริ่มน้ำแบบนี้มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่าแนวทางของทีมยังไม่นิ่งพอสำหรับลีกสูงสุด แต่ไฟรบวร์กเลือกจะเดินหน้าต่อกับฟิงเคอ นั่นเป็นการตัดสินใจที่ดูเสี่ยงในเวลานั้น เพราะไม่มีอะไรรับประกันว่าฤดูกาลถัดไปจะดีขึ้นกว่าเดิม สิ่งที่พิสูจน์ในภายหลังคือฤดูกาลที่ปริ่มตกชั้นนั้นแท้จริงแล้วเป็นช่วงเวลาที่ทีมกำลังปรับตัวให้เข้ากับความเข้มข้นของบุนเดสลีกา ไม่ใช่สัญญาณว่าแนวทางของโค้ชผิดพลาดตั้งแต่ต้น
วิธีต่อบอลกับผู้เล่นแกนหลัก
สิ่งที่เปลี่ยนไปในฤดูกาล 1994-95 ไม่ใช่การเปลี่ยนแนวทางทั้งหมด แต่เป็นความต่อเนื่องของผู้เล่นชุดเดิมที่ผ่านความกดดันของฤดูกาลแรกมาด้วยกัน ทีมที่เกือบตกชั้นในปีก่อนหน้ากลับใช้ผู้เล่นแกนหลักกลุ่มเดียวกันเป็นพื้นฐาน แทนที่จะปรับทัพครั้งใหญ่ตามแรงกดดันจากผลงานที่ไม่มั่นคงในปีแรก

การรักษาคนกลุ่มเดิมไว้ทำให้ระบบการเล่นที่ฟิงเคอวางไว้มีเวลาตกผลึกมากกว่าทีมที่เปลี่ยนผู้เล่นและแนวทางใหม่ทุกปี ผู้เล่นรู้ตำแหน่งของตัวเองและรู้ว่าเพื่อนร่วมทีมจะเคลื่อนที่อย่างไรในแต่ละจังหวะ ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างไม่ได้ภายในฤดูกาลเดียว ทีมเล็กที่ไม่มีงบซื้อนักเตะระดับดาวเด่นจำนวนมากมักต้องพึ่งพาความเข้าใจร่วมกันแบบนี้มากกว่าสโมสรใหญ่ที่สามารถแก้ปัญหาด้วยการเสริมทัพในตลาดซื้อขายผู้เล่นได้ทันที
มองในมุมนี้ ฤดูกาลที่เกือบตกชั้นกับฤดูกาลที่จบอันดับสามจึงไม่ใช่สองเรื่องที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นเส้นเดียวกันที่ต่อเนื่องมาจากการไม่รื้อทีมทิ้งตอนที่ผลงานยังไม่นิ่ง หากสโมสรตัดสินใจเปลี่ยนแนวทางหรือเปลี่ยนผู้เล่นจำนวนมากหลังฤดูกาลแรกที่หวุดหวิด ผลลัพธ์ในปีถัดมาอาจไม่มีทางออกมาเป็นแบบที่เกิดขึ้นจริง
ชนะบาเยิร์นไม่ใช่ผลงานทั้งฤดูกาล
ภาพจำที่คนจดจำไฟรบวร์กฤดูกาล 1994-95 มากที่สุดคือชัยชนะ 5-1 เหนือบาเยิร์น มิวนิก ผลการแข่งขันนัดนั้นน่าตื่นเต้นพอที่จะถูกเล่าซ้ำในบทความย้อนอดีตของสโมสรอยู่เสมอ แต่ถ้าดูภาพรวมทั้งฤดูกาลจะเห็นว่าทีมจบอันดับสาม ตามหลังแชมป์อย่างดอร์ทมุนด์เพียงสามแต้มเท่านั้น และยังมีลุ้นแชมป์อยู่จริงเมื่อเหลือการแข่งขันอีกเพียงสองนัด นั่นหมายความว่าไฟรบวร์กไม่ได้เป็นทีมที่ระเบิดฟอร์มเฉพาะนัดใหญ่แล้วปล่อยแต้มทิ้งในนัดที่เหลือ แต่รักษาความสม่ำเสมอมาตลอดทั้งฤดูกาลจนแทบเบียดแชมป์ได้สำเร็จ
การจบอันดับสามของทีมจากเมืองเล็กที่เพิ่งเลื่อนชั้นมาเพียงปีเดียวก่อนหน้านั้น ถือเป็นผลงานที่ทีมขนาดเดียวกันในลีกยังไม่ค่อยทำซ้ำได้ง่าย ๆ และเมื่อมองย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นในปี 1991 ที่ฟิงเคอเข้ามารับงานตอนทีมยังอยู่ลีกรอง เส้นทางจากจุดนั้นมาถึงอันดับสามของบุนเดสลีกาภายในเวลาสี่ปี ถือว่าสั้นกว่าที่หลายคนคาดไว้มาก ฟิงเคอเองยังคุมทีมไฟรบวร์กต่อไปอีกนานถึงปี 2007 รวมระยะเวลาทำงานกับสโมสรเดียวถึง 16 ปี ซึ่งกลายเป็นสถิติการคุมทีมต่อเนื่องยาวนานที่สุดในวงการฟุตบอลอาชีพเยอรมนี ฤดูกาล 1994-95 จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของงานที่ฟิงเคอทำกับไฟรบวร์กเท่านั้น ไม่ใช่จุดสูงสุดที่จบลงตรงนั้นแต่อย่างใด

