ฤดูกาล 1942-43 แอธเลติก บิลเบา คว้าแชมป์ลาลีกาสมัยที่ 5 ของสโมสร พร้อมกับโกปาเดลเจเนราลิซิโมในปีเดียวกัน แต่ทีมที่ทำดับเบิลนี้แทบไม่ใช่ทีมชุดเดียวกับที่เคยแชมป์ก่อนสงครามกลางเมืองสเปนเลย เพราะเมื่อฟุตบอลสเปนกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง สโมสรเหลือผู้เล่นจากชุดแชมป์ฤดูกาล 1935-36 อยู่เพียง 7 คนเท่านั้น ที่เหลือต้องสร้างขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด
หลังลีกกลับมา บิลเบาต้องสร้างทีมใหม่มากแค่ไหน
แชมป์ลีกครั้งก่อนหน้าของแอธเลติก บิลเบา คือฤดูกาล 1935-36 ภายใต้ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษ วิลเลียม การ์บัตต์ จากนั้นสงครามกลางเมืองก็ทำให้ฟุตบอลสเปนหยุดชะงักไปสามปี เมื่อกลับมาเปิดลีกอีกครั้งในฤดูกาล 1939-40 สโมสรต้องเผชิญความจริงที่ว่าผู้เล่นจากชุดแชมป์เดิมเหลืออยู่เพียง 7 คน ส่วนที่เหลือกระจัดกระจายหรือเลิกเล่นไปตามสถานการณ์ของประเทศ การสร้างทีมใหม่เกือบทั้งหมดภายในเวลาไม่กี่ปี แล้วกลับมาคว้าแชมป์ได้อีกครั้งในฤดูกาล 1942-43 จึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทั้งเวลาและระบบการคัดเลือกผู้เล่นที่ทำงานได้จริง ไม่ใช่แค่โชคช่วย
ผู้จัดการทีมชุดแชมป์ปี 1943 คือฆวน อูร์กิซู ซึ่งคุมทีมในช่วงที่ต้องปะติดปะต่อผู้เล่นเก่าที่เหลือรอดเข้ากับผู้เล่นหน้าใหม่ที่โตขึ้นมาในระบบเยาวชนของสโมสรเอง แนวทางนี้ต่างจากสโมสรใหญ่หลายแห่งในลีกที่เลือกซื้อผู้เล่นจากที่อื่นเข้ามาเสริมทัพ
ฤดูกาล 1942-43 แข่งกับใครจนถึงช่วงท้าย
ลีกฤดูกาลนั้นมี 14 ทีม แข่งรวม 182 นัด ยิงประตูรวมกัน 712 ลูก เฉลี่ย 3.91 ประตูต่อนัด ซึ่งอยู่ในระดับสูงตามมาตรฐานของทศวรรษ 1940 ทั้งลีก การลุ้นแชมป์ปีนั้นสูสีจนถึงนัดท้าย ๆ โดยมีสามทีมยืนอยู่ในกลุ่มหัวตาราง
| อันดับ | ทีม | คะแนน | ได้ | เสีย |
|---|---|---|---|---|
| 1 | แอธเลติก บิลเบา | 36 | 73 | 38 |
| 2 | เซบียา | 33 | 63 | 47 |
| 3 | บาร์เซโลนา | 32 | 77 | 50 |

บิลเบาจบด้วย 36 คะแนน จากชนะ 16 เสมอ 4 แพ้ 6 นำเซบียาอยู่ 3 คะแนน และนำบาร์เซโลนาอยู่ 4 คะแนน ตัวเลขที่น่าสนใจคือบาร์เซโลนายิงได้มากกว่าบิลเบาถึง 4 ลูก คือ 77 ต่อ 73 แต่กลับจบอันดับสาม เพราะเสียประตูไปมากถึง 50 ลูก ขณะที่บิลเบาเสียเพียง 38 ลูก ถ้านับเป็นผลต่างประตูได้เสีย บิลเบาอยู่ที่บวก 35 ซึ่งสูงที่สุดในลีก และทีมยังไม่แพ้ติดต่อกันถึง 11 นัดในช่วงหนึ่งของฤดูกาล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้รักษาอันดับหนึ่งไว้ได้จนจบฤดูกาล
จุดแข็งของทีมชุดนี้อยู่ตรงไหน
ตัวเลขตอบคำถามนี้ชัดเจน ทีมชุดนี้ไม่ได้ชนะเพราะเกมรุกอย่างเดียวหรือเกมรับอย่างเดียว แต่เพราะทำได้ทั้งสองด้านพร้อมกัน บาร์เซโลนามีแนวรุกที่ดุดันกว่าในแง่ตัวเลข แต่แนวรับหลวมเกินไปสำหรับการลุ้นแชมป์ ส่วนบิลเบายิงได้เป็นอันดับสองของลีกและเสียน้อยที่สุดในกลุ่มหัวตาราง การมีทั้งสองด้านที่แข็งแรงพร้อมกันคือสิ่งที่ทำให้ทีมไม่แพ้ติดต่อกันยาวนานในช่วงกลางฤดูกาล และเป็นเหตุผลที่สโมสรได้แชมป์คู่ทั้งลีกและโกปาเดลเจเนราลิซิโมในปีเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ สำหรับทีมที่เพิ่งสร้างใหม่เกือบทั้งหมดเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น
ซาร์ราเข้ามามีบทบาทในทีมตอนไหน
เตลโม ซาร์รา เกิดวันที่ 20 มกราคม 1921 ที่เอรันดิโอ ลงเล่นนัดแรกให้ทีมชุดใหญ่แอธเลติก บิลเบาวันที่ 29 กันยายน 1940 พบบาเลนเซีย และยิงได้ทั้งสองประตูในเกมที่จบลงด้วยผลเสมอ 2-2 นั่นหมายความว่าเมื่อถึงฤดูกาลแชมป์ 1942-43 เขาอยู่กับทีมชุดใหญ่มาแล้วสองฤดูกาลเต็ม และเป็นหนึ่งในผู้เล่นแนวรุกที่ทำประตูให้ทีมสม่ำเสมอ โดยจบฤดูกาลนั้นด้วย 17 ประตู ซึ่งยังไม่ใช่ดาวซัลโวของลีก เพราะตำแหน่งนั้นเป็นของมาเรียโน มาร์ตินจากบาร์เซโลนาที่ยิงได้ 30 ประตู

แนวรุกชุดนี้ของบิลเบาในเวลาต่อมาถูกเรียกว่าแนวรุกประวัติศาสตร์ชุดที่สอง ประกอบด้วยราฟา อิรีออนโด ฟรันซิสโก การาเต เตลโม ซาร์รา โฆเซ ลุยส์ ปานิโซ และอากุสติน กาอินซา ซาร์รายังไม่ใช่ตัวหลักที่โดดเด่นที่สุดในปี 1943 แต่อีกสองปีถัดมาทุกอย่างเปลี่ยนไป เขาคว้ารางวัลปิชิชิครั้งแรกในฤดูกาล 1944-45 ด้วย 20 ประตู และตามมาด้วยอีก 5 สมัยในฤดูกาล 1945-46, 1946-47, 1949-50, 1950-51 และ 1952-53 จนจบอาชีพค้าแข้งกับแอธเลติก บิลเบาระหว่างปี 1940 ถึง 1955 ด้วยผลงาน 277 นัดในลีก 251 ประตู ซึ่งเป็นสถิติดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของลาลีกาที่ยืนหยัดอยู่เกือบ 60 ปี
แชมป์ปีนี้มีความหมายอย่างไรต่อทศวรรษถัดไปของสโมสร
แชมป์ฤดูกาล 1942-43 เป็นแชมป์ลีกสมัยที่ 5 ของแอธเลติก บิลเบา แต่หลังจากนั้นสโมสรต้องรอนานถึง 12 ฤดูกาลจึงจะได้แชมป์ลีกสมัยที่ 6 ในฤดูกาล 1955-56 ระหว่างช่วงที่ว่างเว้นจากถ้วยแชมป์นั้น ทีมยังคงแข่งขันได้ในระดับบนของตารางเป็นส่วนใหญ่ และซาร์ราก็เติบโตกลายเป็นดาวยิงที่คนทั้งลีกต้องจับตา จนสถิติ 251 ประตูของเขากลายเป็นตัวเลขที่นักเตะรุ่นหลังใช้เป็นเป้าหมายอ้างอิงไปอีกหลายทศวรรษ
เรื่องราวของฤดูกาล 1942-43 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของถ้วยแชมป์หนึ่งใบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของทีมที่สร้างขึ้นใหม่หลังสงคราม แล้วค่อย ๆ กลายเป็นฐานที่ผลิตนักเตะระดับตำนานของสโมสรออกมาต่อเนื่องในช่วงกลางทศวรรษ 1940 แม้แชมป์ลีกครั้งต่อไปจะมาช้ากว่าที่ใครคาดไว้ก็ตาม

