แมนซิตี้ แชมป์ลีก 1968 คือฤดูกาลที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษเป็นสมัยที่สองของสโมสร และเป็นฤดูกาลที่ตำแหน่งแชมป์ถูกตัดสินกันในวันปิดฤดูกาลวันเดียว โดยต้องจับตาดูผลการแข่งขันสองสนามพร้อมกัน เพราะคู่แข่งร่วมเมืองอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็มีคะแนนสูสีกันมาตลอดทั้งฤดูกาล
ก่อนวันสุดท้ายตารางเป็นอย่างไร
ก่อนนัดสุดท้ายของฤดูกาล 1967-68 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีคะแนนเท่ากันที่ 56 คะแนน โดยซิตี้ได้เปรียบอยู่เล็กน้อยตรงค่าเฉลี่ยประตูที่ดีกว่า ส่วนลิเวอร์พูลกับลีดส์ ยูไนเต็ด ตามมาห่างพอสมควรจนแทบไม่มีผลต่อการชิงแชมป์ในวันสุดท้ายแล้ว ตารางคะแนนสุดท้ายเมื่อจบฤดูกาลแสดงให้เห็นภาพนี้ชัดเจน ซิตี้จบด้วย 58 คะแนน แมนยูตามมาเป็นอันดับสองด้วย 56 คะแนน ลิเวอร์พูลอันดับสามด้วย 55 คะแนน และลีดส์ ยูไนเต็ด อันดับสี่ด้วย 53 คะแนน ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันว่าการลุ้นแชมป์ปีนั้นจึงเหลือเพียงสองทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์เท่านั้นที่ต้องจับตาดูกันอย่างใกล้ชิด ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือฤดูกาลเดียวกันนี้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยยุโรปที่จะแข่งขันในอีกไม่กี่สัปดาห์ถัดมาด้วย ทำให้ฤดูใบไม้ผลิปีนั้นกลายเป็นช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดช่วงหนึ่งสำหรับวงการฟุตบอลของเมืองแมนเชสเตอร์
ซิตี้ต้องทำอะไรในนัดสุดท้าย
ด้วยการที่คะแนนเท่ากันแต่ค่าเฉลี่ยประตูดีกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รู้ตัวว่าแค่เก็บชัยชนะในนัดสุดท้ายก็เพียงพอที่จะการันตีแชมป์ได้ทันทีไม่ว่าแมนยูจะทำผลงานอย่างไรก็ตาม นัดนั้นซิตี้ต้องเดินทางไปเยือนนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่สนามเซนต์เจมส์พาร์ก ขณะที่แมนยูเปิดบ้านรับมือกับซันเดอร์แลนด์ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ทั้งสองนัดจึงถูกจับตาไปพร้อมกันในวันเดียว แฟนบอลที่ติดตามศึกชิงแชมป์ปีนั้นต้องคอยเช็กผลทั้งสองสนามไปพร้อมกันตลอดเกม เพราะผลของอีกสนามหนึ่งอาจเปลี่ยนความหมายของผลในสนามที่ตัวเองดูอยู่ได้ทันที ความตึงเครียดแบบนี้เกิดขึ้นเฉพาะกับทีมอันดับต้นตารางเท่านั้น เพราะทีมกลางตารางและท้ายตารางส่วนใหญ่ไม่มีผลได้ผลเสียใด ๆ ต่อผลการชิงแชมป์ในวันปิดฤดูกาลปีนั้นแล้ว
วันนั้นเกิดอะไรขึ้นในสองสนาม
วันที่ 11 พฤษภาคม 1968 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาชนะนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ไปได้ 4-3 ที่เซนต์เจมส์พาร์ก โดยนีล ยัง ยิงสองประตู ฟรานซิส ลี และไมค์ ซัมเมอร์บี ยิงคนละหนึ่งประตู แม้นิวคาสเซิลจะไล่ตีเสมอได้ถึงสองครั้งระหว่างเกม แต่ซิตี้ก็รักษาชัยชนะไว้ได้จนจบเกม ส่วนที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับแพ้ซันเดอร์แลนด์ไปด้วยสกอร์ 1-2 ในวันเดียวกันนั้นเอง ผลสองนัดนี้ทำให้ซิตี้ปิดฤดูกาลด้วย 58 คะแนน ทิ้งห่างแมนยูอันดับสองที่ยังคงค้างอยู่ที่ 56 คะแนน คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษไปครองเป็นสมัยที่สองของสโมสร
ทีมชุดนั้นถูกสร้างมาอย่างไร
ทีมชุดแชมป์ปี 1968 อยู่ภายใต้การคุมทีมร่วมกันของโจ เมอร์เซอร์ ในตำแหน่งผู้จัดการทีม และมัลคอล์ม อัลลิสัน ผู้ช่วยที่มีบทบาทสำคัญในการวางแผนเกมและการฝึกซ้อม อัลลิสันขึ้นชื่อเรื่องแนวคิดที่กล้าทดลองสิ่งใหม่และมั่นใจในตัวเองสูง ขณะที่เมอร์เซอร์เป็นผู้จัดการทีมที่มากประสบการณ์และคอยประคับประคองภาพรวมของสโมสร การผสมผสานบุคลิกที่ต่างกันของทั้งสองคนกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่มักถูกพูดถึงเมื่อพูดถึงความสำเร็จของทีมชุดนี้ การเสริมทัพที่สำคัญที่สุดคือการดึงตัวฟรานซิส ลี จากโบลตัน วันเดอเรอร์ส เข้ามาด้วยค่าตัวสถิติสโมสรที่ 60,000 ปอนด์ ในเดือนตุลาคม 1967 หลังจากนั้นทีมก็ทำผลงานไม่แพ้ใครติดต่อกันถึง 11 นัด ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ซิตี้กลับมาเป็นตัวเต็งลุ้นแชมป์ได้อย่างจริงจังในช่วงที่เหลือของฤดูกาล

ก่อนหน้านั้นซิตี้เพิ่งเลื่อนชั้นกลับขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดได้เพียงสองฤดูกาลเท่านั้น โดยคว้าแชมป์ดิวิชั่นสองในฤดูกาล 1965-66 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกที่เมอร์เซอร์เข้ามาคุมทีม การพาทีมจากดิวิชั่นสองขึ้นมาเป็นแชมป์ลีกสูงสุดได้ภายในเวลาเพียงสองปีจึงถือเป็นความสำเร็จที่รวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด และตอกย้ำว่าการทำงานร่วมกันระหว่างเมอร์เซอร์กับอัลลิสันได้ผลจริงตั้งแต่ปีแรกที่ทั้งคู่จับมือกัน
หลังแชมป์แล้วทีมไปทางไหนต่อ

หลังจากคว้าแชมป์ลีกในปี 1968 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงประสบความสำเร็จต่อเนื่อง โดยคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้ในปี 1969 ตามด้วยแชมป์ลีกคัพในปี 1970 และในปีเดียวกันนั้นเองก็คว้าแชมป์ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะกอร์นิค ซาบเช จากโปแลนด์ไปด้วยสกอร์ 2-1 ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 1970 โดยนีล ยัง และฟรานซิส ลี เป็นผู้ทำประตูให้ทีม ความสำเร็จในถ้วยยุโรปครั้งนั้นกลายเป็นแชมป์ยุโรปเพียงสมัยเดียวของสโมสรอยู่นานหลายสิบปี ก่อนที่ซิตี้จะกลับมาคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้อีกครั้งในปี 2023 ช่วงเวลานี้จึงถูกจดจำในฐานะยุคทองยุคหนึ่งของสโมสรภายใต้การนำของเมอร์เซอร์และอัลลิสัน สนามเหย้าของทีมชุดนั้นคือเมน โรด ซึ่งสโมสรใช้งานมาตั้งแต่ปี 1923 ก่อนจะย้ายไปยังสนามซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ สเตเดียม หรือเอติฮัด สเตเดียมในปัจจุบัน เมื่อปี 2003 สนามเมน โรด จึงไม่ได้ใช้งานอีกต่อไปนับตั้งแต่นั้น และเอติฮัด สเตเดียมก็กลายเป็นบ้านหลังใหม่ของสโมสรมาจนถึงทุกวันนี้ แฟนบอลที่ติดตามซิตี้ในยุคปัจจุบันจึงไม่มีโอกาสไปยืนชมเกมที่สนามเดิมซึ่งเคยเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์ในวันปิดฤดูกาลปี 1968 ได้อีกต่อไป เหลือเพียงบันทึกสถิติและเรื่องเล่าที่ส่งต่อกันมาถึงทุกวันนี้

