ดอร์ทมุนด์ยุโรปแรก คือฉายาที่ใช้เรียกความสำเร็จของโบรุสซีอา ดอร์ทมุนด์ ในปี 1966 เมื่อสโมสรกลายเป็นทีมฟุตบอลเยอรมันทีมแรกที่คว้าแชมป์ระดับทวีปยุโรปได้สำเร็จ ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบโดดๆ แต่เชื่อมโยงกับเส้นทางในบุนเดสลีกาและถ้วยในประเทศที่สโมสรสั่งสมมาตลอดสองสามปีก่อนหน้านั้น จนกลายเป็นฤดูกาลที่ดอร์ทมุนด์แข็งแกร่งที่สุดฤดูกาลหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคแรกของสโมสร ก่อนหน้านั้นไม่มีสโมสรใดจากเยอรมนีตะวันตกเคยคว้าแชมป์ระดับทวีปมาครองได้เลย ทำให้ความสำเร็จของดอร์ทมุนด์ในปี 1966 กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปิดทางให้วงการฟุตบอลเยอรมันเริ่มได้รับการยอมรับในเวทียุโรปอย่างจริงจัง
ดอร์ทมุนด์ยุโรปแรก ถ้วยเยอรมันเปิดเส้นทางยุโรป
จุดเริ่มต้นของเส้นทางสู่ยุโรปเกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศ DFB-Pokal ปี 1965 ซึ่งดอร์ทมุนด์เอาชนะอาเลมันเนีย อาเคน ไปได้ 2-0 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 1965 ที่สนามนีเดอร์ซัคเซินชตาดิโอนในเมืองฮันโนเวอร์ ต่อหน้าผู้ชม 55,000 คน ประตูของดอร์ทมุนด์มาจากอัลเฟรด ชมิดท์ในนาทีที่ 10 และโลธาร์ เอ็มเมริชในนาทีที่ 18 ซึ่งช่วยปิดเกมได้ตั้งแต่ครึ่งแรก โดยไม่ต้องลุ้นระทึกในช่วงท้ายเกมมากนัก ชัยชนะในนัดนี้ไม่ได้มีความหมายแค่การได้ถ้วยในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นใบเบิกทางสำคัญที่ทำให้ดอร์ทมุนด์ได้สิทธิ์ลงเล่นในศึกยูโรเปียนคัพวินเนอร์สคัพ ฤดูกาล 1965-66 ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ระดับทวีปที่เปิดโอกาสให้สโมสรจากเยอรมนีได้พิสูจน์ฝีเท้ากับทีมชั้นนำจากประเทศอื่นทั่วยุโรป ระบบการคัดเลือกในยุคนั้นผูกโควตายุโรปไว้กับผลงานในถ้วยประจำชาติของแต่ละประเทศ ดังนั้นการคว้าแชมป์ DFB-Pokal จึงมีความหมายมากกว่าแค่ถ้วยรางวัลในประเทศ เพราะเป็นประตูบานเดียวที่จะพาสโมสรออกไปแข่งขันในระดับทวีปได้ในฤดูกาลถัดมา
มุลเธาพ์ปรับทีมรับมือลิเวอร์พูล

ตลอดฤดูกาลนั้น วิลลี มุลเธาพ์ ทำหน้าที่คุมทีมดอร์ทมุนด์ผ่านทั้งเกมลีกและเกมถ้วยยุโรปไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นภาระงานที่หนักสำหรับสโมสรในยุคที่การเดินทางข้ามประเทศเพื่อแข่งขันยังไม่สะดวกเท่าปัจจุบัน การเดินทางไปแข่งขันในต่างแดนแต่ละครั้งกินเวลาหลายวัน และนักเตะยังต้องกลับมาลงเล่นในบุนเดสลีกาต่อทันทีโดยแทบไม่มีเวลาพักฟื้นร่างกายมากนัก ทีมต้องผ่านหลายรอบการแข่งขันในถ้วยยุโรปกว่าจะไปถึงนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งเป็นบททดสอบทั้งด้านร่างกายและจิตใจของนักเตะที่ต้องสลับสับเปลี่ยนโฟกัสระหว่างการลุ้นอันดับในบุนเดสลีกากับการแข่งขันในเวทียุโรปตลอดทั้งฤดูกาล คู่ชิงชนะเลิศในที่สุดก็คือลิเวอร์พูล สโมสรจากอังกฤษที่มีชื่อเสียงและประสบการณ์ในเวทียุโรปมากกว่า ทั้งในแง่จำนวนแฟนบอลที่ติดตามและความคุ้นเคยกับบรรยากาศเกมใหญ่ระดับทวีป ทำให้ดอร์ทมุนด์ต้องลงเล่นในฐานะทีมที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นรองในนัดชิงชนะเลิศครั้งนี้ นักเตะเยอรมันในยุคนั้นยังไม่ค่อยมีโอกาสเผชิญหน้ากับสโมสรอังกฤษระดับแนวหน้าบ่อยนัก การได้ลงเล่นนัดชิงกับลิเวอร์พูลจึงเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสพิสูจน์ตัวเองในเวทีที่ใหญ่กว่าประเทศตัวเองเป็นครั้งแรกสำหรับผู้เล่นหลายคนในทีมชุดนั้น
เฮลด์กับลิบูดาตัดสินเกม

นัดชิงชนะเลิศจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 1966 ที่สนามแฮมป์เดนพาร์ก เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นสนามกลางที่ทั้งสองทีมไม่ได้เปรียบเรื่องแรงเชียร์เจ้าถิ่นมากนัก เกมดำเนินไปอย่างสูสีจนกระทั่งซีคฟรีด เฮลด์ยิงประตูขึ้นนำให้ดอร์ทมุนด์ในนาทีที่ 61 ก่อนที่โรเจอร์ ฮันต์จะตีเสมอให้ลิเวอร์พูลในนาทีที่ 68 ทำให้เกมต้องต่อเวลาพิเศษ ในช่วงต่อเวลานาทีที่ 107 ไรน์ฮาร์ด ลิบูดาเป็นผู้ยิงประตูชัยให้ดอร์ทมุนด์เอาชนะไปได้ 2-1 และคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพวินเนอร์สคัพมาครองได้สำเร็จ ทั้งดอร์ทมุนด์และลิเวอร์พูลต่างก็ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศระดับทวีปยุโรปเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรทั้งคู่ เกมทั้งเกมกินเวลานานกว่าเก้าสิบนาทีปกติ เพราะสกอร์ที่สูสีทำให้ต้องยืดเวลาการแข่งขันออกไปอีกสามสิบนาทีตามกติกาต่อเวลาพิเศษ และท้ายที่สุดดอร์ทมุนด์คือฝ่ายที่เขียนประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ ด้วยการเป็นสโมสรฟุตบอลเยอรมันทีมแรกที่คว้าถ้วยระดับทวีปยุโรปมาครองได้ ประตูของลิบูดาในช่วงต่อเวลาพิเศษนาทีที่ 107 กลายเป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่ถูกเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์สโมสร เพราะเป็นจังหวะที่ตัดสินว่าถ้วยจะตกเป็นของทีมใดในเกมที่สูสีกันมาตลอดทั้งเก้าสิบนาทีและช่วงต่อเวลา
ความสำเร็จยุโรปกับผลในลีก
ขณะที่กำลังลุ้นแชมป์ยุโรปอยู่นั้น ดอร์ทมุนด์ก็ยังคงแข่งขันในบุนเดสลีกาไปพร้อมกัน และปิดฉากฤดูกาล 1965-66 ด้วยอันดับสองของตาราง ทำได้ 47 คะแนนเท่ากับบาเยิร์น มิวนิก แต่ตามหลัง TSV 1860 มิวนิกที่คว้าแชมป์ไปด้วย 50 คะแนน การที่ดอร์ทมุนด์สามารถทำผลงานในลีกได้ดีควบคู่ไปกับการลุ้นแชมป์ยุโรปในเวลาเดียวกัน สะท้อนให้เห็นความลึกของทีมชุดนั้นที่ไม่ได้พึ่งพาผู้เล่นเพียงไม่กี่คน แม้ผลงานในลีกจะไม่ถึงกับคว้าแชมป์ แต่การเป็นสโมสรเยอรมันทีมแรกที่คว้าถ้วยยุโรปได้สำเร็จ ก็ทำให้ฤดูกาลนี้ถูกจดจำในฐานะฤดูกาลที่สำคัญที่สุดฤดูกาลหนึ่งของประวัติศาสตร์สโมสร และเป็นแรงบันดาลใจให้สโมสรเยอรมันทีมอื่นๆ เชื่อว่าการแข่งขันในเวทียุโรปนั้นไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป ความสำเร็จของฤดูกาลนี้ยังตอกย้ำว่าการลงเล่นสองแนวรบพร้อมกันไม่จำเป็นต้องทำให้ผลงานในลีกทรุดลงเสมอไป หากทีมมีความลึกของนักเตะเพียงพอที่จะรับมือกับตารางแข่งขันที่แน่นขึ้นตลอดทั้งฤดูกาล และดอร์ทมุนด์ในฤดูกาล 1965-66 ก็คือตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิดนี้

