แชมป์ปี1995 ทำไมแบล็กเบิร์นแพ้แต่แมนยูยังแซงไม่ได้

สนามอีวู้ด พาร์ค รังเหย้าของแบล็กเบิร์น โรเวอร์ส

แชมป์ปี1995 เป็นของแบล็กเบิร์นแม้แพ้ลิเวอร์พูล 1–2 เพราะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทำได้เพียงเสมอเวสต์แฮม 1–1 ในวันสุดท้าย แบล็กเบิร์นจึงหยุดที่ 89 คะแนน ส่วนแมนยูเพิ่มจาก 87 เป็น 88 คะแนนและยังแซงไม่ได้ เงื่อนไขสำคัญคือแมนยูต้องชนะเกมของตัวเองด้วย ผลที่แอนฟิลด์เปิดโอกาสให้แล้ว แต่ประตูชัยที่โบลีนกราวด์ไม่เกิดขึ้น

สองแต้มก่อนเริ่มวันสุดท้าย

แชมป์ปี1995 ยังอยู่ในมือแบล็กเบิร์น

ก่อนลงสนามวันที่ 14 พฤษภาคม 1995 ทั้งสองทีมแข่งมา 41 นัด แบล็กเบิร์นมี 89 คะแนน ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมี 87 คะแนน ทีมของเคนนี ดัลกลิชเดินทางไปเยือนลิเวอร์พูลที่แอนฟิลด์ ขณะที่ทีมของอเล็กซ์ เฟอร์กูสันต้องออกไปพบเวสต์แฮมที่โบลีนกราวด์ หรือที่เรียกกันว่าอัพตันพาร์ก

ถ้าแบล็กเบิร์นชนะจะจบด้วย 92 คะแนนและเป็นแชมป์ทันที ไม่ว่าผลอีกสนามเป็นอย่างไร แต่ถ้าเสมอจะมี 90 คะแนน ซึ่งแมนยูขึ้นมาเท่าได้ด้วยชัยชนะ ในกรณีนั้นแมนยูได้เปรียบเรื่องผลต่างประตู ก่อนวันสุดท้ายแมนยูมีผลต่างบวก 49 ขณะที่แบล็กเบิร์นบวก 42 หากฝ่ายแรกชนะและฝ่ายหลังเสมอ ความได้เปรียบนี้ก็จะไม่หายไป

ถ้าแบล็กเบิร์นแพ้ คะแนนจะคงอยู่ที่ 89 และชัยชนะจะส่งแมนยูไปถึง 90 คะแนนโดยไม่ต้องพิจารณาผลต่างประตูเลย อย่างไรก็ตาม ถ้าแมนยูเสมอจะมีได้มากที่สุดเพียง 88 คะแนนในวันนั้น ดังนั้นตั้งแต่ก่อนเริ่มเกม การไม่ชนะของแมนยูก็เพียงพอให้แบล็กเบิร์นได้แชมป์ แม้ทีมจ่าฝูงจะเสียแต้มทั้งหมดที่แอนฟิลด์

เชียเรอร์ขึ้นนำก่อนลิเวอร์พูลแซง

เหตุการณ์ที่แอนฟิลด์

แบล็กเบิร์นเริ่มต้นผลการแข่งขันได้ตามต้องการเมื่ออลัน เชียเรอร์ยิงนำในนาทีที่ 20 จังหวะบุกมีเฮนนิง แบร์กกับเชียเรอร์ช่วยส่งสจวร์ต ริปลีย์ขึ้นทางขวา ก่อนริปลีย์เปิดกลับมาให้เชียเรอร์ยิงผ่านเดวิด เจมส์ นี่เป็นประตูที่ 34 ของเขาในลีกฤดูกาลนั้น และทำให้แบล็กเบิร์นอยู่บนเส้นทางที่ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากเวสต์แฮม

อัฒจันทร์และสนามหญ้าแอนฟิลด์จากมุมสูง
ภาพมุมสูงของแอนฟิลด์ในยุคปัจจุบัน

ลิเวอร์พูลยังเล่นเพื่อชัยชนะของตัวเอง แม้ดัลกลิชจะเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์สโมสร และการชนะของเจ้าบ้านอาจเปิดทางให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในครึ่งหลัง จอห์น บาร์นส์ยิงจากบอลที่มาร์ก เคนเนดีส่งเข้ามา ทำให้เกมกลับมาเสมอ 1–1 หลังผ่านหนึ่งชั่วโมง แบล็กเบิร์นจึงเปลี่ยนจากสถานะชนะที่รับประกันแชมป์ เป็นสถานะที่ต้องสนใจว่าคู่แข่งทำได้ถึงไหน

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เจมี เรดแนปป์ยิงฟรีคิกให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 2–1 แต้มที่แบล็กเบิร์นกำลังจะได้จากผลเสมอหายไปด้วย อย่างไรก็ดี การเสียประตูนี้ไม่ได้มอบแชมป์ให้แมนยูโดยตรง เพราะคะแนนของแมนยูยังขึ้นอยู่กับเกมที่ลอนดอนด้วย หากไม่มีประตูเพิ่มที่โบลีนกราวด์ แบล็กเบิร์นก็ยังอยู่เหนือคู่แข่ง

เรดแนปป์เล่าภายหลังว่าผู้เล่นลิเวอร์พูลต้องการชนะเกมตามหน้าที่ของตัวเอง ผลสุดท้ายจึงแยกความต้องการในสนามออกจากความรู้สึกต่อการแข่งขันแย่งแชมป์ได้ชัด ลิเวอร์พูลชนะนัดของตน แต่ไม่ได้เป็นผู้ตัดสินเพียงฝ่ายเดียวว่าแมนยูจะได้ถ้วยหรือไม่

แมนยูได้เพียงลูกตีเสมอ

เวสต์แฮมและมิคโลสโก

อีกสนามหนึ่ง เวสต์แฮมขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 31 ไมเคิล ฮิวจ์สเข้ายิงจากลูกเปิดของแมตต์ โฮล์มส์ ทำให้แมนยูต้องหาอย่างน้อยสองประตูจึงจะเปลี่ยนผลแพ้เป็นชัยชนะ เฟอร์กูสันเริ่มเกมด้วยแอนดี โคลเป็นกองหน้าตัวบนสุด ก่อนส่งมาร์ก ฮิวจ์สลงมาในช่วงพักครึ่งเพื่อเพิ่มตัวเลือกในแนวรุก

ผู้ชมริมสนามหญ้าภายในลอนดอนสเตเดียม
ผู้ชมในลอนดอนสเตเดียม สนามเหย้าของเวสต์แฮมในยุคหลังโบลีนกราวนด์

ต้นครึ่งหลัง ไบรอัน แม็คแคลร์โหม่งลูกฟรีคิกของแกรี เนวิลล์ให้แมนยูตีเสมอ 1–1 ประตูนี้ทำให้ทีมกลับมามีโอกาสชนะ แต่ยังไม่พอสำหรับแชมป์ เมื่อข่าวลิเวอร์พูลตีเสมอเดินทางมาถึง ความต้องการของแมนยูจึงชัดขึ้นอีกครั้งว่าอีกหนึ่งประตูในเกมของตัวเองอาจเป็นจุดเปลี่ยนของทั้งฤดูกาล

ลูเด็ค มิคโลสโกเป็นอุปสรรคสำคัญในช่วงท้าย ผู้รักษาประตูเวสต์แฮมป้องกันโอกาสของโคลหลายครั้ง รวมถึงจังหวะที่พอล สโคลส์ส่งบอลให้กองหน้าได้ลุ้นก่อนจบเกม แมนยูเพิ่มแรงกดดันและมีโอกาส แต่ไม่สามารถเปลี่ยนผลเสมอเป็นชัยชนะได้ จำนวนการบุกจึงไม่ได้ทำให้แต้มขยับขึ้นอีกสองคะแนนที่ทีมต้องการ

ทั้งการเซฟและการยืนหยัดของเวสต์แฮมมีผลต่อเงื่อนไขแชมป์โดยตรง แต่ผลเสมอของเกมนี้จำกัดแมนยูไว้ที่หนึ่งแต้ม และปล่อยให้แต้มสะสมเดิมของแบล็กเบิร์นยังมากกว่า

แต้มสุดท้ายทำให้แบล็กเบิร์นอยู่ข้างบน

คะแนนเปลี่ยนอย่างไรในวันตัดสิน

สถานการณ์ระหว่างวันอธิบายได้ด้วยคะแนนที่แต่ละทีมจะมีหากผล ณ ช่วงนั้นอยู่จนจบเกม

สถานการณ์ แบล็กเบิร์น แมนยู
ก่อนเริ่มเกม 89 คะแนน 87 คะแนน
พักครึ่ง แบล็กเบิร์นนำ แมนยูตาม จะมี 92 คะแนน จะมี 87 คะแนน
ทั้งสองสนามเสมอ 1–1 จะมี 90 คะแนน จะมี 88 คะแนน
ผลสุดท้าย แบล็กเบิร์นแพ้ แมนยูเสมอ 89 คะแนน 88 คะแนน

จุดที่มักทำให้สับสนคือช่วงแบล็กเบิร์นเสียประตูชัยให้ลิเวอร์พูล คะแนนของจ่าฝูงลดจากสถานะเสมอที่กำลังจะมี 90 มาเหลือ 89 แต่คะแนนที่แมนยูกำลังจะได้ยังเป็น 88 เท่าเดิม การเปลี่ยนแปลงในสนามหนึ่งจึงไม่ได้ทำให้ลำดับพลิกโดยอัตโนมัติ อีกสนามต้องมีผลที่เพียงพอประกอบกันด้วย

แพ้เกมแต่ชนะฤดูกาล

แบล็กเบิร์นจบฤดูกาลด้วยชัยชนะ 27 นัด เสมอแปด และแพ้เจ็ด คิดเป็น 89 คะแนน ส่วนแมนยูชนะ 26 นัด เสมอสิบ และแพ้หก มี 88 คะแนน แม้แมนยูแพ้น้อยกว่าหนึ่งนัดและมีผลต่างประตูบวก 49 มากกว่าบวก 41 ของแบล็กเบิร์น แต่คะแนนรวมยังน้อยกว่า เกณฑ์ผลต่างประตูจึงไม่ได้ถูกนำมาใช้แยกอันดับหนึ่งกับสองในผลสุดท้าย

หลังได้รับข่าวว่าแมนยูเสมอ แบล็กเบิร์นฉลองและรับถ้วยที่แอนฟิลด์ทั้งที่เพิ่งแพ้เกมตรงหน้า ภาพนั้นไม่ใช่ข้อยกเว้นของการตัดสินแชมป์ แต่เป็นผลของการแข่งขันครบฤดูกาล แบล็กเบิร์นมีแต้มมากพอให้ความพ่ายแพ้วันสุดท้ายไม่ทำให้หลุดจากอันดับหนึ่ง ขณะที่แมนยูยังขาดชัยชนะในนัดที่ต้องชนะให้ได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO