เนิร์นแบร์กตกชั้น การเปลี่ยนทีมหลังแชมป์ทำลายความต่อเนื่องอย่างไร

สนาม Max-Morlock-Stadion ของเนิร์นแบร์ก

เนิร์นแบร์กตกชั้นในฤดูกาล 1968/69 ทั้งที่เพิ่งคว้าแชมป์บุนเดสลีกามาได้เพียงหนึ่งปีก่อนหน้า กลายเป็นหนึ่งในกรณีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของวงการฟุตบอลเยอรมัน เพราะแชมป์เก่าจบฤดูกาลถัดมาในอันดับ 17 ด้วย 29 แต้ม และต้องหลุดจากลีกสูงสุดไปทันที บทความนี้ย้อนดูว่าทีมที่คว้าแชมป์ในปี 1968 มีองค์ประกอบอย่างไร เกิดอะไรขึ้นกับผู้เล่นหลังจบฤดูกาล และทำไมการเปลี่ยนโค้ชถึงสองครั้งจึงแก้ปัญหาของทีมไม่ได้

เนิร์นแบร์กตกชั้น องค์ประกอบทีมที่ได้แชมป์1968

ฤดูกาล 1967/68 เอฟซี เนิร์นแบร์กคว้าแชมป์เยอรมนีสมัยที่ 9 ของสโมสร ซึ่งเป็นแชมป์บุนเดสลีกาสมัยแรกนับตั้งแต่ลีกก่อตั้งขึ้น ภายใต้การคุมทีมของโค้ชมักซ์ เมอร์เคิล ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้เนิร์นแบร์กเป็นสโมสรที่ได้รับความคาดหวังสูงสำหรับฤดูกาลถัดไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะทีมที่เพิ่งคว้าแชมป์ในปี 1968 ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทีมก่อนเปิดฤดูกาลใหม่จะเริ่มต้นด้วยซ้ำ กรณีของเนิร์นแบร์กจึงกลายเป็นตัวอย่างคลาสสิกที่มักถูกยกมาเทียบเวลาพูดถึงทีมที่ตกชั้นทั้งที่เพิ่งเป็นแชมป์ เพราะระยะเวลาห่างกันเพียงหนึ่งฤดูกาลระหว่างจุดสูงสุดกับจุดต่ำสุดนั้นสั้นมากเมื่อเทียบกับสโมสรอื่นที่มักใช้เวลาหลายปีกว่าจะร่วงจากตำแหน่งแชมป์ไปสู่การตกชั้น

ใครออกและใครเข้ามาแทน

ก่อนเริ่มฤดูกาล 1968/69 ผู้เล่นหลักหลายคนของทีมชุดแชมป์ทยอยออกจากสโมสร ทั้งเฟิร์ชล์ ชตาเร็ค และบรุงส์ ต่างพากันจากไปในช่วงซัมเมอร์ปีเดียวกัน เมอร์เคิลพยายามเสริมทัพทดแทนด้วยการดึงยัวร์เกิน รือนิโอและเคลาส์ ซัชซึคจากคาร์ลสรูเออ เฮนเนส คึพเพอร์สจาก 1860 มิวนิก ฮันส์ ริโกตติจากบาเยิร์น มิวนิก รวมถึงพีเทอร์ แชร์โนตซกีและยอห์นนี แฮนเซนนักเตะชาวเดนมาร์ก นอกจากนี้ยังมีนักเตะสมัครเล่นอีกหลายคนที่ถูกดึงเข้ามาเสริมทัพ การเสริมทัพครั้งนี้ครอบคลุมแทบทุกตำแหน่งในสนาม ตั้งแต่แนวรับไปจนถึงแนวรุก แสดงให้เห็นว่าสโมสรพยายามอุดช่องว่างที่เกิดจากการสูญเสียผู้เล่นหลักไปพร้อมกันหลายคน แต่การดึงผู้เล่นจากหลายสโมสรและหลายประเทศเข้ามาในเวลาเดียวกันก็มาพร้อมความเสี่ยงที่ผู้เล่นใหม่จะยังไม่คุ้นเคยกับระบบการเล่นของทีมและเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ

เส้นขอบฟ้าเมืองเก่าเนิร์นแบร์กยามพลบค่ำมองเห็นหอโบสถ์และหลังคากระเบื้อง
เส้นขอบฟ้าเมืองเก่าเนิร์นแบร์ก เมืองที่เป็นบ้านของสโมสรเอฟซี เนิร์นแบร์ก

การเปลี่ยนผู้เล่นจำนวนมากในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้ทีมที่เพิ่งคว้าแชมป์ต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันใหม่เกือบทั้งหมด ผู้เล่นใหม่ที่เข้ามาแทนแม้จะมีคุณภาพในตัวเอง แต่การประสานงานระหว่างผู้เล่นชุดใหม่กับผู้เล่นเก่าที่เหลืออยู่ต้องใช้เวลาปรับตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมไม่มีให้ในฤดูกาลที่ต้องป้องกันแชมป์ทันที

เปลี่ยนโค้ชแล้วปัญหายังอยู่

ระหว่างฤดูกาล 1968/69 เนิร์นแบร์กเปลี่ยนตัวหัวหน้าโค้ชถึงสองครั้ง โดยโรแบร์ท เคอร์เนอร์เข้ามารับช่วงต่อจากมักซ์ เมอร์เคิล ก่อนที่คูโน แคลตเซอร์จะเข้ามาคุมทีมต่อจากเคอร์เนอร์อีกทอดหนึ่งภายในฤดูกาลเดียวกัน การเปลี่ยนโค้ชถึงสองครั้งภายในฤดูกาลเดียวมักเป็นสัญญาณว่าสโมสรกำลังพยายามหาทางแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน แต่ในกรณีของเนิร์นแบร์ก การเปลี่ยนตัวผู้คุมทีมไม่ได้ช่วยพลิกสถานการณ์ในตารางคะแนนได้อย่างที่หวัง เพราะปัญหาหลักของทีมอยู่ที่โครงสร้างผู้เล่นที่เปลี่ยนไปมากกว่าจะเป็นเรื่องแผนการเล่นเพียงอย่างเดียว การที่ต้องเปลี่ยนโค้ชถึงสองคนภายในฤดูกาลเดียวยังหมายความว่าทีมต้องปรับตัวเข้ากับแนวทางการทำทีมใหม่ถึงสองรอบ ซ้ำเติมปัญหาความไม่ต่อเนื่องที่มีอยู่แล้วจากการเปลี่ยนผู้เล่นในช่วงซัมเมอร์ให้หนักขึ้นไปอีก

สะพานหินโค้งข้ามแม่น้ำในเมืองเก่าเนิร์นแบร์กพร้อมอาคารและหอคอยด้านหลัง
สะพานหินและอาคารเก่าริมแม่น้ำในเมืองเนิร์นแบร์ก

เมื่อทีมยังคงรั้งท้ายตารางต่อไปแม้จะเปลี่ยนโค้ชแล้ว คำถามที่ตามมาคือรากของปัญหาไม่ได้อยู่ที่กลยุทธ์ในสนามเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสูญเสียผู้เล่นหลักไปพร้อมกันหลายคนตั้งแต่ต้นฤดูกาล ซึ่งเป็นเรื่องที่การเปลี่ยนโค้ชเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาสั้นๆ ของฤดูกาลเดียว

นัดโคโลญจน์ยืนยันการตกชั้น

เนิร์นแบร์กปิดฉากฤดูกาล 1968/69 ด้วยการแพ้โคโลญจน์ 0-3 ในนัดสุดท้าย ผลการแข่งขันนัดนี้เองที่ยืนยันการตกชั้นของทีมอย่างเป็นทางการ ทีมจบฤดูกาลในอันดับ 17 ด้วย 29 แต้ม ขณะที่บาเยิร์น มิวนิกคว้าแชมป์ฤดูกาลนี้ไปด้วย 46 แต้ม นำหน้าอันดับสองอย่างอาเลมันเนีย อาเคนที่ทำได้ 38 แต้มอยู่ 8 แต้ม โดยมีแกร์ด มึลเลอร์เป็นดาวซัลโวสูงสุดของลีกด้วยผลงาน 30 ประตู สิ่งที่ทำให้การตกชั้นครั้งนี้ถูกจดจำเป็นพิเศษคือระยะห่างระหว่างการอยู่รอดกับการตกชั้นนั้นบางมาก เพียงแค่ชนะเพิ่มอีกนัดเดียวตลอดทั้งฤดูกาลก็เพียงพอที่จะทำให้เนิร์นแบร์กรอดพ้นจากการตกชั้นได้ การที่แชมป์เก่าต้องหลุดจากลีกสูงสุดด้วยระยะห่างเพียงเท่านี้จึงกลายเป็นตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเสมอเมื่อวงการฟุตบอลเยอรมันพูดถึงความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่หลังคว้าแชมป์ เพราะแม้แต่สโมสรที่เพิ่งประสบความสำเร็จสูงสุดในประเทศก็ไม่มีหลักประกันว่าจะรักษาสถานะในลีกสูงสุดไว้ได้ในฤดูกาลถัดมา หากไม่สามารถรักษาความต่อเนื่องของทีมเอาไว้ได้ เรื่องราวของเนิร์นแบร์กในฤดูกาลนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสถิติที่น่าจดจำในหน้าประวัติศาสตร์บุนเดสลีกาเท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนที่สโมสรอื่นในเวลาต่อมามักอ้างถึงเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องการซื้อขายผู้เล่นครั้งใหญ่หลังจบฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จ ตัวเลข 29 แต้มกับอันดับ 17 ในฤดูกาลนั้นจึงยังถูกหยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบทุกครั้งที่มีทีมแชมป์เก่าทีมใดเริ่มมีผลงานน่าเป็นห่วงในฤดูกาลถัดมา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO