เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2020 คือหนึ่งในเรื่องเซอร์ไพรส์ที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีกในรอบหลายปี เพราะก่อนเปิดฤดูกาล 2019/20 แทบไม่มีใครเชื่อว่าทีมเลื่อนชั้นทีมนี้จะไปได้ไกลกว่าโซนตกชั้น แต่สุดท้ายพวกเขากลับจบฤดูกาลด้วยอันดับเก้า ห่างจากโซนยุโรปเพียงไม่กี่แต้ม ด้วยระบบการเล่นที่แปลกตาและกลายเป็นที่พูดถึงไปทั่ววงการ
ทีมนี้ถูกคาดหมายไว้อย่างไรก่อนเปิดฤดูกาล

ก่อนเปิดฤดูกาล 2019/20 เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ถูกสื่อและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในวงการพรีเมียร์ลีกทายว่าจะตกชั้นกลับไปเล่นในระดับรองทันทีที่เลื่อนชั้นขึ้นมา เพราะทีมนี้ไม่มีชื่อผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์ในตัวทีม งบประมาณเสริมทัพก็ไม่ได้สูงเท่าทีมเลื่อนชั้นทีมอื่นในปีเดียวกัน ภาพลักษณ์ของทีมจึงถูกมองว่าเป็นทีมเติมเต็มตารางที่มาเพื่อประคองตัวให้อยู่รอดในลีกสูงสุดให้นานที่สุดเท่านั้น ไม่มีใครคาดคิดว่าทีมจากเมืองเชฟฟิลด์ที่มีสนามเหย้าอย่างแบรมออลล์ เลน จะกลายเป็นทีมที่สร้างความปั่นป่วนให้กับทีมใหญ่หลายทีมได้ตลอดทั้งฤดูกาล ภาพจำแบบทีมเติมเต็มตารางที่ติดตัวมาตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาลจึงยิ่งทำให้ผลงานที่ตามมาตลอดทั้งฤดูกาลดูน่าทึ่งกว่าเดิมเมื่อมองย้อนกลับไป
กองหลังเติมเกมริมเส้นทำงานอย่างไร
เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของคริส ไวล์เดอร์ กลายเป็นทีมที่วิเคราะห์ยากคือระบบ 5-3-2 ที่ให้กองหลังตัวข้างทั้งสองฝั่งทำหน้าที่เหมือนกองหลังเติมเกมริมเส้น หรือที่เรียกกันว่าโอเวอร์แลปปิงเซ็นเตอร์แบ็ก แทนที่จะยืนรับอยู่กับที่เหมือนกองหลังทั่วไป พวกเขาจะวิ่งทะยานขึ้นไปเติมเกมรุกทางริมเส้นแทนตำแหน่งกองหลังตัวรุกทั่วไป ทำให้ทีมมีจำนวนผู้เล่นในแดนหน้ามากกว่าที่คู่แข่งคาดคิด และสร้างความสับสนให้กับระบบแนวรับของฝ่ายตรงข้ามได้ตลอดเวลา ระบบแบบนี้ได้รับคำชมอย่างมากในเวลาต่อมา เพราะสามารถพาทีมที่มีผู้เล่นระดับต่ำกว่ามาตรฐานของพรีเมียร์ลีกให้จบฤดูกาลในครึ่งบนของตารางได้สำเร็จ ทั้งที่ไม่มีใครในทีมเป็นผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์เลยแม้แต่คนเดียว
เกมรับของทีมแน่นแค่ไหน
แม้จะเน้นการเติมเกมด้วยกองหลัง แต่เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด กลับไม่ได้เป็นทีมที่เสียประตูเยอะอย่างที่หลายคนอาจคาดไว้ ตลอดฤดูกาล 2019/20 ทีมยิงได้ 39 ประตูและเสียไป 39 ประตูเช่นกัน ทำให้ผลต่างประตูได้เสียของทีมอยู่ที่ศูนย์พอดี ตัวเลขนี้ถือว่าน่าประทับใจมากสำหรับทีมเลื่อนชั้นที่ถูกมองว่าไม่มีทางไปรอด เพราะแม้จะเสี่ยงด้วยการให้กองหลังบุกขึ้นไปเติมเกม แต่ระบบการเล่นก็ยังสามารถควบคุมพื้นที่และจำนวนผู้เล่นในแดนหลังได้ดีพอที่จะไม่เสียประตูมากเกินไป ความสมดุลระหว่างเกมรุกที่กล้าเสี่ยงกับเกมรับที่ยังคุมพื้นที่ได้นี่เองที่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ระบบของไวล์เดอร์ประสบความสำเร็จในฤดูกาลนั้น ทั้งที่ก่อนเปิดฤดูกาลหลายฝ่ายเชื่อว่าการให้กองหลังบุกขึ้นไปเติมเกมบ่อยครั้งจะเปิดช่องว่างด้านหลังให้คู่แข่งใช้ประโยชน์ได้ง่าย
ฤดูกาลนั้นจบด้วยอันดับและคะแนนเท่าไร

เมื่อจบฤดูกาล เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เก็บได้ 54 คะแนนจากการชนะ 14 เสมอ 12 แพ้ 12 นัด จบอันดับเก้าของตาราง ตามหลังท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ที่จบอันดับหกด้วย 59 คะแนนอยู่เพียง 5 แต้มเท่านั้น นับเป็นผลงานที่เหนือความคาดหมายอย่างมากสำหรับทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาและถูกทายว่าจะตกชั้นตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาล การจบอันดับเก้าและเข้าใกล้โซนยุโรปเพียงไม่กี่แต้มทำให้ฤดูกาลนี้ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร
ทำไมฤดูกาลถัดมาถึงต่างกันมาก
สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด น่าสนใจยิ่งขึ้นคือความแตกต่างอย่างสุดขั้วในฤดูกาลถัดมา ฤดูกาล 2020/21 ทีมกลับเก็บได้เพียง 2 คะแนนจาก 17 นัดแรก ซึ่งเป็นสถิติเริ่มต้นฤดูกาลที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก สุดท้ายทีมจบฤดูกาลด้วยเพียง 23 คะแนน ตกชั้นกลับไปเล่นในระดับรอง เสียประตูมากถึง 63 ลูก ผลต่างประตูติดลบถึง 43 ลูก และคริส ไวล์เดอร์ ต้องลาออกจากตำแหน่งกลางฤดูกาลด้วย ความแตกต่างระหว่างสองฤดูกาลนี้ชัดเจนมากจนกลายเป็นกรณีศึกษาที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง ว่าความสำเร็จที่เกิดจากระบบการเล่นที่แปลกใหม่ในปีแรกอาจไม่ยั่งยืนเท่ากับที่หลายคนคาดหวังไว้ในตอนนั้น
ทำไมฤดูกาล 2019/20 ยังคงถูกจดจำ
แม้ฤดูกาลถัดมาจะจบลงด้วยการตกชั้น แต่นั่นไม่ได้ลบล้างคุณค่าของสิ่งที่เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทำได้ในฤดูกาล 2019/20 เพราะการพาทีมที่ไม่มีผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์ให้จบอันดับเก้าและเข้าใกล้โซนยุโรปได้ในฤดูกาลแรกที่กลับขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุด ยังคงเป็นเรื่องที่สโมสรขนาดเล็กหลายทีมใช้เป็นแรงบันดาลใจ ระบบกองหลังเติมเกมริมเส้นของคริส ไวล์เดอร์ ยังถูกนำไปพูดถึงในวงการโค้ชฟุตบอลอยู่เสมอ ในฐานะตัวอย่างของแนวทางที่กล้าฉีกออกจากขนบเดิม แม้จะมีความเสี่ยงและอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาวก็ตาม แต่ในช่วงเวลาสั้น ๆ ของฤดูกาลแรกนั้น มันคือระบบที่ทำให้ทีมเล็กจากเมืองเชฟฟิลด์กลายเป็นทีมที่ทุกคนในพรีเมียร์ลีกต้องจับตามอง สำหรับแฟนบอลที่ติดตามทีมมาตั้งแต่ยุคที่ยังเล่นอยู่ในระดับรอง การได้เห็นทีมของตัวเองใช้แทคติกที่กล้าเสี่ยงจนกลายเป็นกระแสพูดถึงไปทั่วประเทศ ย่อมเป็นความทรงจำที่มีคุณค่าไม่แพ้ตัวเลขอันดับในตารางคะแนนเลย

