สามเหลี่ยมสตุ๊ตการ์ท คือฉายาที่ใช้เรียกแนวรุกสามคนของสโมสรวีเอฟเบ สตุ๊ตการ์ทในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ประกอบด้วยกองหน้าสองคนกับกองกลางตัวรุกอีกหนึ่งคนที่ทำงานร่วมกันจนกลายเป็นหนึ่งในแนวรุกที่มีประสิทธิภาพที่สุดของบุนเดสลีกาในยุคนั้น ฤดูกาล 1996-97 ทั้งสามคนช่วยกันยิงรวม 49 ประตูในลีก ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าทีมทั้งทีมของสโมสรขนาดกลางหลายแห่งทำได้ตลอดทั้งฤดูกาล
สามเหลี่ยมสตุ๊ตการ์ท สามคนมารวมกันเมื่อไร
สามคนที่ประกอบเป็นสามเหลี่ยมสตุ๊ตการ์ทไม่ได้ย้ายมาสโมสรพร้อมกันในปีเดียว เฟรดี้ บอบิชและจิโอวานเน่ เอลแบร์ย้ายมาก่อนในปี 1994 คนละสัญชาติแต่มาถึงสโมสรในปีเดียวกันพอดี ส่วนคราซิมีร์ บาลาคอฟ กองกลางตัวรุกชาวบัลแกเรีย ย้ายตามมาสมทบในปี 1995 ทำให้ทั้งสามคนได้เล่นร่วมกันเต็มฤดูกาลเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 1995-96 ก่อนจะไปถึงจุดสูงสุดในฤดูกาล 1996-97
การที่ทั้งสามคนใช้เวลาเกือบสองฤดูกาลกว่าจะเข้าขากันได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับรูปแบบทั่วไปของแนวรุกที่ทำงานร่วมกันได้ดี ซึ่งมักต้องอาศัยเวลาสร้างความเข้าใจร่วมกันในสนามมากกว่าจะเกิดขึ้นได้ทันทีตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่เจอกัน
บอบิชกับเอลแบร์เป็นกองหน้าสองคนที่มีสไตล์ต่างกันพอสมควร คนหนึ่งเน้นความแข็งแกร่งในการปะทะและจบสกอร์ในกรอบเขตโทษ อีกคนเน้นความเร็วและการเคลื่อนที่หาช่องว่าง การมีกองกลางตัวรุกอย่างบาลาคอฟที่สามารถจ่ายบอลได้ทั้งสองแบบให้เหมาะกับสไตล์ของแต่ละคน จึงเป็นชิ้นส่วนที่ขาดไม่ได้ของระบบทั้งหมด หากปราศจากตัวเชื่อมแบบนี้ กองหน้าทั้งสองคนอาจไม่สามารถทำผลงานได้ดีเท่าที่ทำได้จริงในฤดูกาลนั้น
บาลาคอฟสร้างจังหวะให้คู่หน้า
บทบาทของบาลาคอฟในระบบนี้คือกองกลางตัวรุกที่คอยป้อนจังหวะให้คู่หน้าทั้งสองคนได้ทำงานในพื้นที่ที่ถนัด

ฤดูกาล 1996-97 บาลาคอฟได้รับเลือกเข้าทีมยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของนิตยสารคิกเกอร์ ซึ่งเป็นรางวัลที่สะท้อนถึงผลงานที่โดดเด่นตลอดทั้งฤดูกาล ไม่ใช่แค่ผลงานในนัดใดนัดหนึ่ง ตลอดเวลาที่อยู่กับสตุ๊ตการ์ทตั้งแต่ปี 1995 ถึง 2003 เขาลงเล่นในลีกรวม 236 นัดและทำประตูได้ 54 ลูก ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับผู้เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุกที่เน้นการจ่ายบอลมากกว่าการยิงประตูด้วยตัวเอง
รางวัลทีมยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของคิกเกอร์ถือเป็นการยอมรับจากสื่อฟุตบอลเยอรมันในระดับที่กว้างกว่าความเห็นของแฟนบอลสโมสรใดสโมสรหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว การที่บาลาคอฟได้รับเลือกในฤดูกาลเดียวกับที่สตุ๊ตการ์ททำผลงานได้ดีที่สุดฤดูกาลหนึ่ง จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าบทบาทของเขาในระบบสามเหลี่ยมนี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นสนับสนุนเงียบ ๆ อยู่เบื้องหลังเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้ทั้งระบบทำงานได้ดีอย่างที่เห็น
เกมรุกยุคเลิฟได้อะไรและแลกอะไร
โยอาคิม เลิฟเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าโค้ชของสตุ๊ตการ์ทในวันที่ 14 สิงหาคม 1996 และคุมทีมตลอดฤดูกาล 1996-97 ที่กลายเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดของสามเหลี่ยมชุดนี้

ฤดูกาลนั้นสตุ๊ตการ์ทจบอันดับสี่ของบุนเดสลีกาด้วย 61 แต้ม ยิงประตูได้มากถึง 78 ลูก เสียเพียง 40 ประตู ในจำนวนประตูที่ยิงได้ทั้งหมดนี้ เอลแบร์ทำไป 17 ประตูในลีก บอบิชทำไป 19 ประตู และบาลาคอฟอีก 13 ประตู รวมกันเป็น 49 ประตูจากสามคนนี้เพียงกลุ่มเดียว คิดเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับประตูรวมทั้งทีม 78 ลูก นอกจากผลงานในลีกแล้ว เอลแบร์ยังทำสองประตูในนัดชิงชนะเลิศเดเอฟเบ-โพคาลที่สตุ๊ตการ์ทเอาชนะเอเนอร์กี คอทท์บุสไป 2-0 ทำให้ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่ทีมได้ทั้งผลงานในลีกที่ดีและถ้วยในประเทศอีกหนึ่งใบ
การแยกทางทำให้วงจรสั้นลง
หลังจบฤดูกาล 1996-97 ที่ประสบความสำเร็จ เอลแบร์ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมบาเยิร์น มิวนิกในฤดูร้อนปี 1997 ทันที การจากไปของหนึ่งในสามชิ้นส่วนสำคัญของแนวรุกทำให้สามเหลี่ยมสตุ๊ตการ์ทที่เพิ่งไปถึงจุดสูงสุดต้องแตกออกเร็วกว่าที่หลายคนคาดคิด
จุดที่ควรระบุให้ชัดคือความสำเร็จของฤดูกาล 1996-97 มีสองส่วนที่ควรแยกจากกัน คือการจบอันดับสี่ในบุนเดสลีกา กับการคว้าแชมป์เดเอฟเบ-โพคาลซึ่งเป็นถ้วยคนละรายการ ทีมไม่ได้เป็นแชมป์ลีกในฤดูกาลนั้น แต่คว้าแชมป์ถ้วยในประเทศได้แทน เมื่อเอลแบร์ย้ายออกหลังจากนั้น ระบบที่เหลือบอบิชกับบาลาคอฟไว้เพียงสองคนก็ไม่มีกำลังยิงประตูในระดับเดียวกับตอนที่มีครบสามคนอีกต่อไป วงจรของแนวรุกชุดนี้จึงสั้นกว่าที่ควรจะเป็น หากมองจากผลงานที่ทำได้ในฤดูกาลเดียวที่ทั้งสามคนเล่นด้วยกันเต็มรูปแบบ
มองย้อนกลับไปทั้งเส้นทาง ตั้งแต่บอบิชกับเอลแบร์มาถึงในปี 1994 บาลาคอฟตามมาสมทบในปี 1995 จนถึงจุดสูงสุดในฤดูกาล 1996-97 ก่อนแตกออกทันทีที่เอลแบร์ย้ายทีมในฤดูร้อนปีเดียวกันนั้น ทั้งหมดนี้กินเวลาไม่ถึงสี่ปีเต็ม สามเหลี่ยมสตุ๊ตการ์ทจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าแนวรุกที่ยอดเยี่ยมในฟุตบอลไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันนานนับสิบปีจึงจะทิ้งร่องรอยไว้ในประวัติศาสตร์ของสโมสรได้ ขอเพียงมีช่วงเวลาหนึ่งฤดูกาลที่ทุกชิ้นส่วนทำงานสอดคล้องกันอย่างลงตัวก็เพียงพอแล้ว

