ลุ้นแชมป์ 98 ต่อ 97 คือตัวเลขที่สรุปฤดูกาล 2018/19 ของพรีเมียร์ลีกได้ชัดเจนที่สุด เมื่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปิดฤดูกาลด้วย 98 คะแนน ส่วนลิเวอร์พูลตามมาติด ๆ ด้วย 97 คะแนน ห่างกันเพียงแต้มเดียวจากการแข่งขันทั้งหมด 38 นัด บทความนี้ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ผ่านตัวเลขสุดท้ายเพียงอย่างเดียว แต่ไล่ดูว่าทั้งสองทีมขึ้นนำสลับกันอย่างไรในแต่ละช่วง เกมที่เจอกันโดยตรงเปลี่ยนช่องว่างคะแนนไปเท่าไร และทำไมทีมที่แพ้แค่นัดเดียวตลอดฤดูกาลถึงยังไม่ได้แชมป์ในที่สุด
ทีมขึ้นนำในแต่ละช่วงได้อย่างไร
ตารางคะแนนสุดท้ายของฤดูกาล 2018/19 แมนเชสเตอร์ ซิตี้จบอันดับหนึ่งด้วยผลงานชนะ 32 เสมอ 2 แพ้ 4 ได้ประตู 95 ลูก เสียเพียง 23 ลูก รวม 98 คะแนน ส่วนลิเวอร์พูลจบอันดับสองด้วยชนะ 30 เสมอ 7 แพ้ 1 ได้ประตู 89 ลูก เสีย 22 ลูก รวม 97 คะแนน คะแนนรวมของสองอันดับแรกที่ 195 แต้มยังเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่พรีเมียร์ลีกเคยบันทึกไว้ สะท้อนว่าทั้งสองทีมทำผลงานในระดับสูงกว่าปกติพร้อมกันตลอดทั้งฤดูกาล ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเผลอทำแต้มหลุดมือจนอีกฝ่ายไล่ทันในภายหลัง แต่เป็นการวิ่งไล่กันแบบประชิดตัวตั้งแต่ต้นจนจบฤดูกาล ความแตกต่างสำคัญระหว่างสองทีมอยู่ที่จำนวนนัดที่เสมอ ลิเวอร์พูลเสมอมากถึง 7 นัด ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้เสมอเพียง 2 นัดเท่านั้น นั่นหมายความว่าทุกครั้งที่ซิตี้ไม่ชนะ โอกาสสูงที่ผลจะจบด้วยการแพ้แทนการเสมอ ซึ่งเกิดขึ้นถึง 4 ครั้งตลอดฤดูกาล มากกว่าลิเวอร์พูลที่แพ้เพียงนัดเดียวใน 38 นัด ตัวเลขนี้เองที่ทำให้แฟนบอลจำนวนมากมองว่าลิเวอร์พูลเล่นได้สม่ำเสมอกว่า แต่กติกาพรีเมียร์ลีกตัดสินแชมป์จากคะแนนรวมเป็นหลัก ไม่ใช่จำนวนนัดที่แพ้หรือชนะ
การพบกันโดยตรงเปลี่ยนส่วนต่างเท่าไร
สองทีมเจอกันในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ตามปฏิทินปกติเพียง 2 นัด นัดแรกวันที่ 7 ตุลาคม 2018 ที่แอนฟิลด์ จบลงด้วยผลเสมอ 0-0 โดยรียาด มาห์เรซ กองหน้าของซิตี้ยิงจุดโทษพลาดในช่วงท้ายเกม เท่ากับว่าทั้งสองทีมเสียคนละ 2 แต้มเท่ากันจากนัดนี้ ส่วนต่างคะแนนจึงไม่เปลี่ยนแปลง นัดที่สองวันที่ 3 มกราคม 2019 ที่เอติฮัด สเตเดียม เป็นนัดที่พลิกทิศทางการลุ้นแชมป์อย่างแท้จริง เซร์คิโอ อาแกวโรยิงเปิดคะแนนให้ซิตี้ ก่อนโรแบร์โต ฟีร์มีโนตีไข่แตกคืนให้ลิเวอร์พูล แต่จังหวะสำคัญที่สุดของเกมคือการที่จอห์น สโตนส์ กองหลังซิตี้เคลียร์บอลออกจากบริเวณเส้นประตูได้ทันในจังหวะที่หลายฝ่ายมองว่าบอลข้ามเส้นไปแล้ว ก่อนที่ลีรอย ซาเน่จะยิงประตูชัยให้ซิตี้เอาชนะไป 2-1 ผลนัดนี้ทำให้ลิเวอร์พูลพ่ายแพ้เพียงนัดเดียวตลอดทั้งฤดูกาล และเป็นจุดที่ทำให้ช่องว่างคะแนนระหว่างสองทีมแคบลงเหลือเพียงไม่กี่แต้มไปตลอดช่วงที่เหลือของฤดูกาล หากนัดนี้จบด้วยผลเสมอหรือลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายชนะ ตารางคะแนนสุดท้ายย่อมเปลี่ยนไปทันที

ความต่อเนื่องปลายฤดูกาลกดดันกันอย่างไร
เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้เคยเสียแต้มมาก่อนหน้านั้นจากการแพ้เชลซี 0-2 ในเดือนธันวาคม 2018 ซึ่งเป็นความพ่ายแพ้นัดแรกของฤดูกาล และแพ้นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 1-2 ในเดือนมกราคม 2019 ซึ่งกลายเป็นนัดสุดท้ายที่ซิตี้เสียแต้มก่อนจะออกวิ่งชนะรวดทุกนัดที่เหลืออีก 14 เกมติดต่อกันจนจบฤดูกาล ความต่อเนื่องระดับนี้คือสิ่งที่กดดันลิเวอร์พูลอย่างหนัก เพราะแทบไม่มีช่องว่างให้พลาดแม้แต่นัดเดียว ทุกสุดสัปดาห์ทั้งสองทีมต้องชนะไปพร้อมกันเพื่อรักษาระยะห่างเอาไว้ สถานการณ์นี้ดำเนินไปจนถึงวันสุดท้ายของฤดูกาลวันที่ 12 พฤษภาคม 2019 ที่ทั้งสองนัดแข่งขันพร้อมกันในเวลาเดียวกัน แมนเชสเตอร์ ซิตี้เดินทางไปเยือนไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน และเอาชนะไปได้ถึง 4-1 ปิดฉากด้วยชัยชนะนัดที่ 14 ติดต่อกันพร้อมคว้าแชมป์ในทันที ส่วนลิเวอร์พูลเปิดบ้านพบวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส และเอาชนะไปได้ 2-0 จากสองประตูของซาดิโอ มาเน่ แต่ผลนี้ไม่เพียงพอเพราะซิตี้ทำได้ดีกว่า ทำให้ลิเวอร์พูลต้องยอมรับตำแหน่งรองแชมป์ทั้งที่ทำผลงานในนัดสุดท้ายได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว
ทำไม97คะแนนจึงยังเป็นรองแชมป์
97 คะแนนของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้เป็นตัวเลขสูงที่สุดเท่าที่ทีมอันดับสองเคยทำได้ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก และยังเป็นสถิติแต้มสูงสุดของทีมที่ไม่ได้แชมป์ในลีกสูงสุดของอังกฤษด้วยเช่นกัน หากเทียบกับฤดูกาลอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ แต้ม 97 มักเพียงพอสำหรับการคว้าแชมป์อย่างสบาย ๆ แต่ในฤดูกาลนี้กลับไม่พอ เพราะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ภายใต้การคุมทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอลาทำได้ดีกว่าเพียงแต้มเดียวเท่านั้น เหตุผลสำคัญไม่ได้อยู่ที่ทีมใดทีมหนึ่งเล่นแย่ลงในบางช่วง แต่เป็นเพราะทั้งสองทีมรักษามาตรฐานที่สูงมากพร้อมกันไปเกือบตลอดฤดูกาล ตัวแปรที่ตัดสินผลจึงกลายเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างจุดโทษที่พลาดไปในนัดแรก หรือจังหวะเคลียร์บอลหลังเส้นประตูในนัดที่สอง มากกว่าความแตกต่างด้านคุณภาพโดยรวมของทั้งสองทีม เรื่องราวของฤดูกาล 2018/19 จึงกลายเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าพรีเมียร์ลีกสามารถตัดสินแชมป์ด้วยส่วนต่างเพียงหนึ่งแต้มได้ แม้ทีมรองแชมป์จะทำผลงานเกินมาตรฐานที่เคยมีมาก่อนหน้านั้นทั้งหมดก็ตาม


