ลิเวอร์พูลเกมรุก 2014 ไม่ได้เกิดจากการวางหลุยส์ ซัวเรซกับแดเนียล สเตอร์ริดจ์ไว้ข้างกันแล้วรอประตูเท่านั้น เบรนแดน ร็อดเจอร์สเปิดให้ทั้งคู่สลับพื้นที่และรับบอลจากด้านข้าง พร้อมมีราฮีม สเตอร์ลิงกับผู้เล่นแดนกลางช่วยเติมความเร็ว ซัวเรซทำ 31 ประตูลีก ส่วนสเตอร์ริดจ์ทำ 21 ประตู รวมกันเกินครึ่งของ 101 ประตูที่ทีมยิงได้ การทำงานรอบคู่กองหน้าจึงสำคัญพอ ๆ กับความเด็ดขาดของทั้งสองคน
คู่กองหน้ารับบอลคนละพื้นที่อย่างไร
ลิเวอร์พูลเกมรุก 2014 ให้กองหน้าสลับหน้าที่
ร็อดเจอร์สอธิบายในเดือนกุมภาพันธ์ว่าซัวเรซและสเตอร์ริดจ์ต่างเล่นด้านข้างได้ เมื่อคนหนึ่งออกไปริมเส้น เขายังมีอิสระเคลื่อนเข้ามาเจาะพื้นที่ โดยเฉพาะสเตอร์ริดจ์ที่ใช้ความเร็ววิ่งทะลุได้ดี ผู้จัดการทีมจึงมองทั้งคู่เป็นนักเตะที่มีคุณสมบัติต่างกันและสลับหน้าที่ได้ มากกว่าคู่กองหน้าซึ่งต้องยืนตามจุดเดิมตลอดเกม
ร็อดเจอร์สยกตัวอย่างจากชัยชนะเหนือเอฟเวอร์ตัน 4–0 ซึ่งสเตอร์ริดจ์เคลื่อนจากพื้นที่กว้างเข้าด้านใน ขณะที่ซัวเรซกับเขาสลับกันทำงาน แนวรับจึงต้องติดตามทั้งคนที่อยู่ตรงหน้าและคนที่กำลังวิ่งข้ามเข้ามาในพื้นที่ของตน
ในเกมเปิดบ้านชนะอาร์เซนอล 5–1 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซัวเรซแสดงอีกด้านของบทบาทกองหน้า เขาส่งบอลขวางเขตโทษให้สเตอร์ลิงจบที่เสาไกลระหว่างการโต้กลับรวดเร็ว ส่วนสเตอร์ริดจ์รับบอลทะลุแนวรับจากฟิลิปเป คูตินโญแล้วทำประตูได้เอง สองจังหวะนี้แยกหน้าที่ผู้เชื่อมจากด้านข้างกับผู้วิ่งไปรับบอลด้านหลังแนวรับออกมาให้เห็นชัด
ซัวเรซไม่ได้ยิงประตูในชัยชนะนัดนั้น แต่ยังช่วยสร้างโอกาสและทำให้กองหลังต้องรับมือกับเขา การพิจารณาคู่กองหน้าจึงต้องมองนอกเหนือรายชื่อผู้ทำประตูด้วย เมื่อซัวเรซรับบทผู้ส่ง สเตอร์ริดจ์หรือสเตอร์ลิงก็สามารถเป็นคนเข้าจบได้ โดยทีมไม่จำเป็นต้องรอให้คนเดียวทำทุกขั้นตอนตั้งแต่รับบอลจนยิง
ผู้เล่นที่สามเติมความเร็วจากไหน
สเตอร์ลิงเพิ่มทางวิ่งให้แนวรุกและไม่ได้มีบทบาทเฉพาะปีก ในเกมชนะอาร์เซนอลเขาทำสองประตู ลูกแรกมาจากการเข้ารับบอลของซัวเรซที่เสาไกล ส่วนลูกที่สองในครึ่งหลังเกิดจากการวิ่งทะลุทางช่องซ้ายเข้าเขตโทษ ก่อนตามยิงซ้ำหลังผู้รักษาประตูหยุดลูกแรกได้ ความเร็วของเขาจึงเชื่อมการเคลื่อนที่นอกกรอบเข้ากับการจบใกล้ประตู
อีกตัวอย่างเกิดในเกมบุกชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3–0 ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดกลางเดือนมีนาคม สเตอร์ลิงเล่นที่ยอดของแดนกลางรูปเพชร อยู่หลังคู่กองหน้า ตำแหน่งนี้ทำให้เขาเริ่มจากตรงกลางและสามารถรับบอลขณะมีคู่แข่งล้อมอยู่ ก่อนเลือกพาบอลหรือส่งออกไปหาเพื่อนที่เปิดมุมรับ
ร็อดเจอร์สอธิบายว่าในกระบวนการสร้างประตูแรก สเตอร์ลิงพาบอลออกจากแรงกดดันผ่านมารูยาน เฟลไลนีแล้วเปลี่ยนฝั่งให้จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ส่วนก่อนประตูที่สองเขาวิ่งทะลุไปรับบอลของเกล็น จอห์นสัน บทบาทตรงนี้ไม่ได้ต้องจบด้วยชื่อของสเตอร์ลิงบนป้ายสกอร์เสมอไป การช่วยให้ทีมผ่านจุดที่คู่แข่งบีบอยู่ก็มีผลต่อการรุกช่วงถัดไปแล้ว

รูปแบบทีมเปลี่ยนตามคู่แข่งอย่างไร
หลังจบฤดูกาลร็อดเจอร์สสรุปว่าทีมใช้ทั้งระบบ 4–3–3 ระบบ 3–5–2 และแดนกลางรูปเพชรตามความเหมาะสม สิ่งที่เขาพยายามรักษาคือวิธีเล่นซึ่งใช้การส่งบอล ความเร็ว และการตอบสนองต่อพื้นที่ ระบบเริ่มเกมจึงเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องทำให้จุดแข็งของคู่กองหน้าหายไป
สำหรับระบบ 3–5–2 ร็อดเจอร์สยอมรับว่าเล่นได้ แต่ไม่ใช่รูปแบบที่ตนชอบที่สุดเพราะพื้นที่ที่เปิดด้านข้าง เขาต้องการความได้เปรียบตรงกลางด้วย ข้อนี้ทำให้เห็นว่าการใส่กองหน้าสองคนมีคำถามด้านพื้นที่ตามมาเสมอ ผู้จัดการทีมต้องจัดผู้เล่นที่อยู่ข้างหลังให้รองรับ ไม่ใช่เลือกจำนวนกองหน้าแยกจากส่วนอื่นของทีม
เกมเยือนเซาแธมป์ตันวันที่ 1 มีนาคมเป็นตัวอย่างของการเลือกคนเพื่อเปลี่ยนแดนกลาง โจ อัลเลนลงแทนสเตอร์ลิงในตัวจริง ลิเวอร์พูลใช้รูปเพชรและเก็บซัวเรซกับสเตอร์ริดจ์ไว้ข้างหน้า สตีเวน เจอร์ราร์ดอธิบายหลังเกมว่าทีมต้องการเพิ่มความแข็งแรงในแดนกลางและปล่อยคู่กองหน้าให้รับมือแนวรับคู่แข่งตรงพื้นที่ด้านบน
ซัวเรซทำประตูให้ทีมขึ้นนำ แต่เซาแธมป์ตันยังสร้างแรงกดดันได้ อดัม ลัลลานายิงชนเสา และซิมง มิโญเลต์ต้องป้องกันลูกยิงใกล้ประตูของเจย์ โรดริเกซก่อนพักครึ่ง การนำอยู่ไม่ได้หมายความว่ารูปแบบที่เลือกทำให้เจ้าบ้านหมดอันตราย ลิเวอร์พูลยังต้องผ่านช่วงที่คู่แข่งบุกต่อเนื่องให้ได้
ครึ่งหลังสเตอร์ลิงลงแทนคูตินโญและทำประตูจากการสัมผัสบอลครั้งแรก เจอร์ราร์ดมองเห็นซัวเรซมีพื้นที่ ก่อนซัวเรซส่งต่อให้สเตอร์ลิงเข้าจบ การเพิ่มผู้เล่นเร็วขณะเกมดำเนินไปจึงสร้างทางเลือกใหม่ได้โดยไม่ต้องถอนกองหน้าทั้งสองออก ลิเวอร์พูลชนะ 3–0 แต่ชัยชนะประกอบด้วยทั้งช่วงตั้งรับและช่วงที่ตัวสำรองช่วยเปลี่ยนเกม

ประตูจำนวนมากมีต้นทุนอะไรที่ต้องตรวจ
อิสระของคู่กองหน้ามาพร้อมงานเมื่อไม่มีบอล ร็อดเจอร์สระบุว่าคนที่ออกไปด้านข้างต้องรับผิดชอบช่วยป้องกันฝั่งนั้นด้วย และยกเจอร์ราร์ดกับเฮนเดอร์สันในเกมเอฟเวอร์ตันเป็นตัวอย่างของผู้เล่นที่ช่วยปิดและคุมพื้นที่หลังแนวรุก การให้กองหน้าเคลื่อนที่จึงไม่ได้หมายถึงยกเว้นหน้าที่เกมรับให้พวกเขา
ความผิดพลาดใกล้ประตูตนเองก็เปลี่ยนผลนัดได้ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ลิเวอร์พูลนำเวสต์บรอมวิชจากประตูของสเตอร์ริดจ์ แต่โคโล ตูเรส่งบอลพลาดขวางหน้าเขตโทษให้วิกเตอร์ อนิเชเบยิงตีเสมอ 1–1 เหตุการณ์นี้เกิดจากการเสียบอลในตำแหน่งอันตรายโดยตรง ไม่ใช่ทุกประตูที่เสียจะอธิบายด้วยการมีกองหน้าสองคนได้เหมือนกัน
ลิเวอร์พูลจบด้วย 84 คะแนน ยิง 101 และเสีย 50 ประตู ยอดยิงแสดงพลังของแนวรุก ส่วนยอดเสียยืนยันว่าทีมยังมีงานป้องกันต้องแก้ แต่เหตุของแต่ละประตูยังต่างกัน จุดเด่นของทีมปีนี้อยู่ที่การทำให้ซัวเรซ สเตอร์ริดจ์ และคนเติมด้านหลังใช้คุณสมบัติร่วมกันได้ ขณะที่การรักษาสมดุลเมื่อเสียบอลยังเป็นภารกิจคู่ขนานตลอดฤดูกาล

