ก่อนสงครามกลางเมืองสเปนจะปะทุขึ้น ดาวซัลโวลาลีกาสามฤดูกาลติดต่อกันไม่ได้มาจากมาดริดหรือบาร์เซโลนา แต่มาจากเรอัลโอเบียโด สโมสรจากแคว้นอัสตูเรียสที่วันนี้คุ้นเคยกับการเล่นนอกลีกสูงสุดมากกว่าอยู่ในนั้น อิซิโดร ลังการา คือชื่อที่ทำสถิตินี้ไว้ และเรื่องราวของเขาเปลี่ยนภาพจำที่ว่าดาวยิงเบอร์หนึ่งของประเทศต้องมาจากสโมสรใหญ่เท่านั้น
เรอัลโอเบียโดเข้ามาอยู่ในลีกสูงสุดได้อย่างไร

เรอัลโอเบียโดก่อตั้งขึ้นในปี 1926 และใช้เวลาเพียงเจ็ดปีก็ขึ้นไปเล่นในลาลีกาได้เป็นครั้งแรกในปี 1933 หลังจากคว้าแชมป์เซกุนด้า ดิบิซิออน ในฤดูกาล 1932-33 การเลื่อนชั้นครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะเวลาที่ลีกสูงสุดของสเปนกำลังขยายตัว เปิดพื้นที่ให้สโมสรจากภูมิภาคที่ไม่เคยมีตัวแทนในระดับสูงสุดมาก่อนได้เข้ามาแจ้งเกิด และโอเบียโดก็ใช้โอกาสนั้นได้อย่างเต็มที่ เพราะแทบจะทันทีที่ขึ้นชั้นมา ทีมก็กลายเป็นหนึ่งในทีมที่มีแนวรุกน่ากลัวที่สุดของลีกในเวลาไม่กี่ปีถัดมา สำหรับสโมสรที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่ถึงสิบปี การขึ้นสู่ลีกสูงสุดแล้วกลายเป็นทีมชั้นแนวหน้าได้ทันทีถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากในทุกยุคสมัย โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งส่วนใหญ่ในลีกสูงสุดตอนนั้นเป็นสโมสรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่ามาก
ลังการายิงเท่าไรในสามฤดูกาลที่เป็นดาวซัลโว
ลังการาคว้ารางวัลปิชิชิสามฤดูกาลติดต่อกัน เริ่มจากฤดูกาล 1933-34 ด้วย 27 ประตู ตามด้วยฤดูกาล 1934-35 ด้วย 26 ประตู และปิดท้ายฤดูกาล 1935-36 ด้วย 28 ประตู ตัวเลขทั้งสามฤดูกาลอยู่ในระดับใกล้เคียงกันมาก แสดงว่าเขาไม่ได้ระเบิดฟอร์มเพียงปีเดียวแล้วหายไป แต่รักษามาตรฐานการทำประตูระดับเดียวกันได้ต่อเนื่องสามปีเต็มในทีมที่ไม่ใช่มหาอำนาจของลีก เขายังถือสถิติทำ 100 ประตูให้สโมสรได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยการทำได้ภายในเพียง 80 นัด และมีอัตราส่วนประตูต่อนัดสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ลาลีกาที่ 1.14 ประตูต่อนัด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่มีดาวซัลโวคนไหนในยุคหลังไล่ตามทัน
แนวรุกของโอเบียโดยุคนั้นถูกเรียกว่าอะไรและเล่นแบบไหน
แนวรุกของเรอัลโอเบียโดในยุคนั้นถูกเรียกขานว่า เดลันเตราเอเลกตริกา หรือแนวรุกไฟฟ้า ประกอบด้วยเอมิลิน กาเล เอร์เรริตา และลังการา ทั้งสี่คนต่างติดทีมชาติสเปนกันทั้งหมด จุดเด่นของพวกเขาคือความเร็วและการวิ่งไร้บอลผสมกับการจ่ายบอลแบบทัชเดียว ซึ่งเป็นแนวทางที่ล้ำยุคไปมากเมื่อเทียบกับฟุตบอลทั่วไปในสามสี่ทศวรรษถัดมา ลังการาไม่ได้ยิงประตูมหาศาลเพียงลำพัง แต่ได้แรงส่งจากเพื่อนร่วมแนวรุกที่เล่นเข้าขากันเป็นระบบ ทำให้ทีมสามารถทำประตูรวมได้มากถึง 174 ประตูใน 62 นัดลีกตลอดช่วงที่แนวรุกชุดนี้อยู่ด้วยกัน เป็นตัวเลขที่สูงจนน่าทึ่งสำหรับทีมที่ไม่เคยถูกจัดเป็นมหาอำนาจของวงการ การที่ผู้เล่นทั้งสี่คนติดทีมชาติพร้อมกันยังสะท้อนว่าโอเบียโดในยุคนั้นไม่ได้เป็นแค่ทีมที่มีดาวเด่นเพียงคนเดียวคอยแบกทีม แต่เป็นทีมที่มีผู้เล่นระดับชาติกระจายอยู่ทั่วแนวรุก ทำให้คู่แข่งไม่สามารถโฟกัสจับตาผู้เล่นคนใดคนหนึ่งเพื่อดับเกมรุกของทีมได้ทั้งหมด
สงครามกลางเมืองตัดเส้นทางของเขาอย่างไร

หลังสงครามกลางเมืองสเปนปะทุขึ้นในปี 1936 เส้นทางของลังการาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาเข้าร่วมทีมชาติบาสก์ที่ออกทัวร์ยุโรปในปี 1937 เพื่อระดมทุนช่วยเหลือฝ่ายสาธารณรัฐ จากนั้นย้ายไปเล่นให้ซีดี เอวซกาดิ ในเม็กซิโกระหว่างปี 1938 ถึง 1939 ก่อนเซ็นสัญญากับซานลอเรนโซ เด อัลมาโกร ในอาร์เจนตินาระหว่างปี 1939 ถึง 1943 ซึ่งเขายิงไป 110 ประตูใน 121 นัดที่นั่น ต่อมาย้ายไปเล่นให้เรอัลเอสปันญาในเม็กซิโกอีกครั้งระหว่างปี 1943 ถึง 1946 ก่อนกลับมาปิดท้ายอาชีพกับเรอัลโอเบียโดในปี 1946 ถึง 1948 แล้วแขวนสตั๊ดตอนอายุ 34 ปี เส้นทางที่ต้องขับเคี่ยวข้ามทวีปแบบนี้คือสิ่งที่ดาวซัลโวจากสโมสรใหญ่ในยุคเดียวกันไม่ต้องเผชิญ เพราะพวกเขาส่วนใหญ่ยังอยู่ในประเทศและมีโอกาสสร้างสถิติต่อเนื่องในลีกบ้านเกิดได้มากกว่า ลังการาเองต้องปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมฟุตบอลที่ต่างออกไปทั้งในเม็กซิโกและอาร์เจนตินา แต่ก็ยังทำผลงานได้ดีจนคว้าตำแหน่งดาวซัลโวในเม็กซิโกได้อีกสองครั้งระหว่างที่อยู่ที่นั่น เป็นเครื่องยืนยันว่าฝีเท้าของเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับบริบทของลีกสเปนเพียงอย่างเดียว
ทำไมสถิติของเขาถึงไม่ค่อยถูกพูดถึงในปัจจุบัน
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเส้นทางอาชีพของเขากระจัดกระจายไปหลายประเทศหลังปี 1936 ทำให้ไม่มีสโมสรใดเพียงแห่งเดียวที่ผูกเรื่องราวของเขาไว้ให้คนจดจำต่อเนื่อง ต่างจากดาวซัลโวที่อยู่กับสโมสรเดียวยาวนานและมีสื่อของสโมสรนั้นคอยเล่าเรื่องซ้ำ ๆ อีกส่วนหนึ่งคือช่วงเวลาที่เขาทำสถิติอยู่ในยุคก่อนสงคราม ซึ่งบันทึกและการเผยแพร่ข้อมูลไม่ได้ทั่วถึงเท่ายุคหลัง เมื่อเทียบกับดาวซัลโวยุคหลังสงครามที่มีการบันทึกสถิติอย่างเป็นระบบมากขึ้น ชื่อของลังการาจึงค่อย ๆ เลือนไปจากบทสนทนาทั่วไป ทั้งที่ตัวเลขอัตราส่วนประตูต่อนัดของเขายังคงเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ลาลีกาจนถึงทุกวันนี้ และสโมสรเล็กอย่างเรอัลโอเบียโดก็เคยมีดาวยิงที่เก่งที่สุดของประเทศอยู่ในทีมจริง ๆ ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนสงครามจะพรากทุกอย่างไป

