มาดริดห้าแชมป์ลีก ระหว่างปี 1961–1965 เป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นพร้อมการเปลี่ยนผู้เล่นสำคัญของทีม มิเกล มูนญอซเริ่มชุดแชมป์โดยมีอัลเฟรโด ดิสเตฟาโน เฟเรนซ์ ปุสกัส และฟรานซิสโก เกนโตเป็นแกนหลัก แต่เมื่อถึงสมัยที่ห้า ดิสเตฟาโนออกจากสโมสรไปแล้ว ขณะที่อามันซิโอ ปีร์รี และรามอน กรอสโซเข้ามารับภาระมากขึ้น การรักษาตำแหน่งจึงไม่ได้อาศัยการใช้ทีมเดิมซ้ำตลอดห้าปี
มาดริดห้าแชมป์ลีกเริ่มจากทีมของมูนญอซ
อดีตผู้เล่นรับหน้าที่คุมทีม
มูนญอซเข้าคุมทีมในฤดูกาล 1959–60 และพามาดริดคว้ายูโรเปียนคัพในปี 1960 ก่อนเริ่มการครองแชมป์ลีกต่อเนื่องฤดูกาลถัดมา จุดตั้งต้นของเขาจึงเป็นทีมที่มีนักเตะชั้นนำและประสบการณ์สูงอยู่แล้ว งานในระยะต่อไปคือรักษาความสามารถของกลุ่มนี้พร้อมเปิดทางให้คนใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีม
วันที่ 12 มีนาคม 1961 มาดริดชนะมายอร์กา 3–0 โดยลุยส์ เดลโซลยิงสองประตูและกานาริโอยิงอีกหนึ่ง ทีมยืนยันแชมป์ทั้งที่ยังเหลือเกมอีกห้านัด ก่อนจบฤดูกาลด้วย 52 คะแนน เหนือแอตเลติโก มาดริดที่มี 40 คะแนนอย่างชัดเจน
ปุสกัสเป็นดาวซัลโวลีกปีนั้นด้วย 27 ประตู แต่ผู้ทำประตูในเกมยืนยันแชมป์คือเดลโซลกับกานาริโอ ตัวอย่างนี้สะท้อนว่าทีมมีคนช่วยเปลี่ยนเกมได้หลายคน แม้แนวรุกชื่อดังจะเป็นส่วนสำคัญของผลงานตลอดฤดูกาล การได้แชมป์ก่อนจบโปรแกรมยังทำให้สมัยแรกต่างจากสมัยที่ห้า ซึ่งต้องรอจนถึงวันสุดท้าย

ห้าฤดูกาลไม่ได้ชนะด้วยระยะห่างเท่ากัน
เมื่อเรียงคะแนนของแชมป์และรองแชมป์ จะเห็นว่ามาดริดต้องผ่านการแข่งขันหลายระดับความสูสี บางปีนำห่างถึงสิบสองคะแนน บางปีจบห่างเพียงสามหรือสี่คะแนน ทุกฤดูกาลในชุดนี้ยังอยู่ในระบบที่ให้สองคะแนนสำหรับชัยชนะ จึงเปรียบเทียบช่องว่างระหว่างปีได้โดยไม่ต้องแปลงระบบคะแนน
| ฤดูกาล | คะแนนมาดริด | รองแชมป์ | คะแนนรองแชมป์ |
|---|---|---|---|
| 1960–61 | 52 | แอตเลติโก มาดริด | 40 |
| 1961–62 | 43 | บาร์เซโลนา | 40 |
| 1962–63 | 49 | แอตเลติโก มาดริด | 37 |
| 1963–64 | 46 | บาร์เซโลนา | 42 |
| 1964–65 | 47 | แอตเลติโก มาดริด | 43 |
ฤดูกาล 1961–62 มาดริดยังได้ถ้วยสเปนควบคู่กับลีก โดยชนะเซบียา 2–1 ในนัดชิง แต่ในยูโรเปียนคัพจบด้วยตำแหน่งรองแชมป์ ความสำเร็จในประเทศจึงต้องแยกจากผลยุโรปเช่นเดียวกับช่วงอื่นของประวัติศาสตร์สโมสร การครองลีกต่อเนื่องไม่ได้หมายความว่าทีมชนะทุกรายการที่ลงเล่น
อามันซิโอเข้ามาก่อนการอำลาดิสเตฟาโน
อามันซิโอเริ่มฤดูกาลแรกกับมาดริดในปี 1962–63 และทำ 14 ประตูในลีก เป็นอันดับสองของทีม เขาร่วมแนวรุกกับปุสกัส เกนโต และดิสเตฟาโน จึงได้เรียนรู้การเล่นร่วมกับแกนเดิมในช่วงที่กลุ่มนั้นยังมีบทบาทจริง ไม่ใช่รอให้ทุกคนออกไปก่อนแล้วค่อยสร้างทีมใหม่ทั้งหมด
ฤดูกาล 1963–64 เป็นปีสุดท้ายของดิสเตฟาโนกับสโมสร อามันซิโอทำหกประตูในลีก ส่วนเกนโตทำสิบสอง และปุสกัสทำยี่สิบเอ็ด ตัวเลขเหล่านี้แสดงการอยู่ร่วมกันของคนหลายรุ่นในแนวรุก ผู้เล่นใหม่ช่วยเพิ่มทางเลือก ขณะที่ผู้เล่นอาวุโสยังรับหน้าที่ทำประตูจำนวนมาก
ดิสเตฟาโนลงเกมทางการครั้งสุดท้ายให้มาดริดวันที่ 27 พฤษภาคม 1964 หลังอยู่กับทีมสิบเอ็ดฤดูกาล การจากไปของเขาเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่เกิดขึ้นหลังอามันซิโอผ่านประสบการณ์กับทีมแชมป์มาแล้วสองปี มูนญอซจึงไม่ได้เริ่มจัดแนวรุกใหม่จากศูนย์ในฤดูกาลถัดมา
คนใหม่รับภาระในสมัยที่ห้า
ปีร์รี กรอสโซ และซานชิส
ปีร์รีย้ายมาจากกรานาดาเมื่ออายุ 19 ปี และประเดิมวันที่ 8 พฤศจิกายน 1964 ในเกมที่มาดริดชนะบาร์เซโลนา 4–1 ที่ซานติอาโก เบร์นาเบว เขามีความสามารถเล่นได้หลายตำแหน่ง ซึ่งต่อมากลายเป็นคุณสมบัติสำคัญของอาชีพ การเปิดโอกาสให้เขาในเกมใหญ่แสดงว่าเส้นทางขึ้นทีมชุดหลักไม่ได้จำกัดอยู่กับแมตช์ที่ไม่มีแรงกดดัน
กรอสโซมีบทบาทเด่นในฤดูกาล 1964–65 ด้วยการทำ 17 ประตูในลีก มากที่สุดของทีม ขณะที่อามันซิโอเพิ่มอีกเก้าประตู เกนโตยังอยู่เป็นผู้เล่นประสบการณ์สูง การทำประตูจึงเริ่มมีคนรุ่นใหม่เป็นผู้รับผิดชอบหลักมากขึ้น โดยยังมีแกนเดิมช่วยประคองการแข่งขัน
แนวรับก็มีการเติมกำลัง มานูเอล ซานชิส มาร์ติเนซย้ายจากบายาโดลิดมาในปี 1964 เขาเป็นผู้เล่นที่มีพื้นฐานเกมรุกและปรับมาเล่นแนวรับได้ดี ซานชิสคนนี้คือรุ่นพ่อ ซึ่งต่อมามีลูกชายใช้ชื่อเดียวกันเล่นให้มาดริดในอีกยุค การแยกบุคคลช่วยให้เห็นว่าการสร้างทีมช่วงกลางทศวรรษ 1960 เป็นคนละกระบวนการกับทีมดาวรุ่งทศวรรษ 1980
ประตูของปุสกัสปิดแชมป์วันที่ 18 เมษายน 1965
มาดริดต้องไปเยือนเซบียาในวันสุดท้าย และชนะ 1–0 จากประตูของปุสกัส ผลนัดนี้ยืนยันแชมป์ลีกสมัยที่สิบเอ็ดของสโมสรและสมัยที่ห้าติดต่อกันภายใต้มูนญอซ ทีมจบด้วย 47 คะแนน เหนือแอตเลติโกสี่คะแนน

ผู้ยิงมากที่สุดตลอดฤดูกาลคือกรอสโซ แต่ผู้ทำประตูในวันที่แชมป์ถูกตัดสินยังเป็นปุสกัส รายละเอียดนี้อธิบายการผลัดรุ่นของมาดริดได้ชัดเจน คนใหม่ไม่ได้มาแทนคนเก่าทั้งหมดในวันเดียว และผู้เล่นอาวุโสก็ไม่ได้มีคุณค่าเพียงถ่ายทอดประสบการณ์นอกสนาม ทั้งสองกลุ่มยังสร้างผลงานร่วมกันจนจบชุดห้าแชมป์ได้

