มาดริดยุคมิลยานิชเริ่มต้นด้วยงานนำเรอัล มาดริดกลับไปเป็นแชมป์ลีก หลังบาร์เซโลนาคว้าถ้วยในปี 1974 มิลยาน มิลยานิชทำสำเร็จในสองฤดูกาลแรก แต่เส้นทางของแชมป์ทั้งสองครั้งไม่เหมือนกัน ปีแรกทีมปิดงานล่วงหน้าห้านัดและยิงมากที่สุดในลีก ส่วนปีถัดมาต้องรอถึงนัดรองสุดท้าย โดยมีสถิติเสียประตูน้อยที่สุดเป็นฐานสำคัญ
มาดริดยุคมิลยานิชต่อจากงานของโมโลวนี
การสิ้นสุดยุคมิเกล มุญโญซไม่ได้ตามด้วยการเข้ามาของมิลยานิชทันที หลุยส์ โมโลวนีรับหน้าที่คุมทีมต่อจากมุญโญซระหว่างฤดูกาล 1973–74 และพามาดริดชนะฟุตบอลถ้วยปี 1974 ก่อนมิลยานิชจะเข้ามาคุมทีมในฤดูกาลต่อไป จึงต้องแยกการเปลี่ยนผู้ฝึกสอนสองครั้งนี้ออกจากกัน
ถ้วยที่โมโลวนีคว้ามาแสดงว่าทีมเดิมยังมีศักยภาพ แต่การกลับไปชนะลาลีกาต้องทำงานอีกแบบหนึ่ง การผ่านรอบน็อกเอาต์จนชนะนัดชิงไม่สามารถแทนผลงานเก็บคะแนนตลอดฤดูกาลได้ มิลยานิชจึงรับทีมที่ยังมีผู้เล่นชั้นดี พร้อมโจทย์ทำให้ความสามารถนั้นออกผลต่อเนื่องในลีก
ไบรท์เนอร์เข้ามาแล้วเปลี่ยนตำแหน่ง
พอล ไบรท์เนอร์ย้ายมาร่วมเรอัล มาดริดในปี 1974 ด้วยชื่อเสียงจากฟุตบอลเยอรมัน แม้เขาเข้ามาในฐานะผู้เล่นที่มีประสบการณ์ในตำแหน่งแบ็กซ้าย มิลยานิชเลือกขยับเขาขึ้นไปเล่นแดนกลางร่วมกับกึนเทอร์ เน็ตเซอร์ เพื่อนร่วมชาติ การเสริมทีมครั้งนี้จึงไม่ได้หมายถึงการใส่ชื่อใหม่ลงในตำแหน่งเดิมเท่านั้น
การใช้ไบรท์เนอร์ในแดนกลางเป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของการปรับทีม โค้ชมองบทบาทที่นักเตะจะช่วยทีมใหม่ได้ แล้วจัดให้เขาทำงานร่วมกับคนที่มีอยู่ การวัดผลงานของไบรท์เนอร์เฉพาะในฐานะกองหลังจึงอาจทำให้มองข้ามงานส่วนสำคัญของเขาตลอดช่วงอยู่มาดริด
ขณะเดียวกัน ทีมไม่ได้เปลี่ยนเป็นกลุ่มนักเตะต่างชาติทั้งหมด ปิร์รี ซานติยานา และอามันซิโอยังเป็นชื่อสำคัญที่เชื่อมกับทีมเดิม ผลงานแชมป์จึงเกิดจากการผสมผู้เล่นหลายรุ่นกับการจัดหน้าที่ใหม่ มากกว่าการแทนที่นักเตะเก่าทุกคนเพื่อเริ่มต้นจากศูนย์

ปี 1975 ปิดลีกด้วยประตูช่วงท้ายที่อาโตชา
วันที่ 27 เมษายน 1975 มาดริดไปเยือนเรอัล โซเซียดาดที่สนามอาโตชา ทีมต้องการคะแนนเพื่อรับประกันแชมป์ และปิร์รียิงในนาทีที่ 89 ให้เกมจบด้วยผลเสมอ 1–1 ประตูช่วงท้ายทำให้มาดริดได้แต้มที่ต้องการและคว้าแชมป์สมัยที่สิบหก ทั้งที่ยังเหลืออีกห้านัด
การรับประกันตำแหน่งได้เร็วช่วยบอกระดับความได้เปรียบในฤดูกาลแรกของมิลยานิช เมื่อจบการแข่งขัน มาดริดมี 50 คะแนน ซาราโกซาเป็นรองแชมป์ด้วย 38 คะแนน และบาร์เซโลนามี 37 คะแนน ผู้ไล่ตามจึงไม่ได้อยู่ห่างเพียงผลการแข่งขันนัดเดียวในช่วงจบลีก
ความได้เปรียบนั้นมีผลงานรุกสนับสนุน มาดริดยิง 66 ประตู มากที่สุดของการแข่งขัน และซานติยานาเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของทีมด้วย 17 ประตู อีกด้านหนึ่ง ทีมไม่แพ้ในลีกที่เบร์นาเบวตลอดฤดูกาล สนามเหย้าจึงเป็นแหล่งคะแนนที่มั่นคงในเส้นทางกลับสู่ตำแหน่งแชมป์
ปีถัดมา มิเกล อังเคลและเกมรับมีน้ำหนักมากขึ้น
ฤดูกาล 1975–76 เรอัล มาดริดเสีย 26 ประตู ซึ่งน้อยที่สุดในลีก มิเกล อังเคลได้รับรางวัลซาโมรา ผลงานส่วนบุคคลของผู้รักษาประตูกับสถิติของทีมจึงไปในทิศทางเดียวกัน แม้ตัวเลขประตูเสียรวมของสโมสรกับตัวเลขที่ใช้พิจารณารางวัลผู้รักษาประตูจะเป็นข้อมูลคนละชุด
มิเกล อังเคลไม่ได้เพิ่งเริ่มมีโอกาสเมื่อมิลยานิชมาถึง ประวัติสโมสรระบุว่าเขาได้รับโอกาสสำคัญตั้งแต่ฤดูกาล 1973–74 สมัยโมโลวนี และสร้างผลงานจนยึดตำแหน่งได้ การกลับมาเป็นแชมป์จึงมีรากจากการตัดสินใจเรื่องผู้เล่นก่อนหน้า พร้อมการพัฒนาต่อภายใต้โค้ชคนใหม่
ในแดนหน้า ภาระยิงประตูไม่ได้ตกกับซานติยานาเพียงคนเดียว ปิร์รีเป็นดาวยิงสูงสุดของมาดริดในลีกปี 1975–76 ด้วย 13 ประตู ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่าทีมสามารถมีผู้เล่นคนละคนขึ้นมารับบทสำคัญในแต่ละฤดูกาล โดยไม่จำเป็นต้องใช้สูตรผู้ทำประตูเดิมซ้ำทุกปี
ชัยชนะที่กรานาดารับประกันแชมป์สมัยที่สิบเจ็ด
วันที่ 9 พฤษภาคม 1976 มาดริดลงเล่นนัดรองสุดท้ายกับกรานาดาที่สนามลอส การ์เมเนส เอ็นริเก มากานัสและไบรท์เนอร์ทำประตูให้ทีมชนะ 2–1 ผลนอกบ้านครั้งนี้ทำให้มาดริดรับประกันแชมป์และป้องกันตำแหน่งได้สำเร็จ ต่อจากฤดูกาลแรกของมิลยานิช

ชื่อไบรท์เนอร์จึงปรากฏทั้งในเรื่องการปรับตำแหน่งและในเกมที่ปิดงานแชมป์ เขาไม่ได้มีความสำคัญเพียงเพราะเป็นนักเตะดังที่ย้ายมาจากต่างประเทศ แต่มีส่วนโดยตรงกับผลการแข่งขันสำคัญของทีม ขณะที่มากานัสเตือนให้เห็นบทบาทผู้ทำประตูอีกรายซึ่งอาจถูกกลบเมื่อเล่าเรื่องผ่านดาวดังเท่านั้น
มาดริดจบลีกด้วย 48 คะแนน เหนือบาร์เซโลนาที่มี 43 คะแนน ช่องว่างห้าแต้มยังชัดเจน แต่เล็กกว่าสิบสองแต้มที่ทิ้งรองแชมป์ในฤดูกาลก่อน และครั้งนี้ทีมปิดการแข่งขันได้ช้ากว่า แชมป์สองปีจึงไม่ควรถูกเล่าเหมือนเป็นการเดินเส้นทางเดิมทุกขั้น
สองแชมป์แรกบอกอะไรเกี่ยวกับงานของมิลยานิช
สิ่งที่ต่อเนื่องกันคือความสามารถในการทำให้ผู้เล่นเดิมกับผู้เล่นใหม่สร้างคะแนนร่วมกัน ไบรท์เนอร์ได้บทบาทแดนกลาง มิเกล อังเคลรักษาความมั่นคงหน้าประตู ส่วนปิร์รีและซานติยานามีส่วนผลิตประตูในสัดส่วนที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ผลลัพธ์คือการกลับมาเป็นแชมป์แล้วรักษาถ้วยไว้ได้อีกปี
อย่างไรก็ดี สองถ้วยนี้เป็นผลงานของฤดูกาล 1974–75 และ 1975–76 โดยเฉพาะ ต่อมาโมโลวนีกลับมารับหน้าที่แทนมิลยานิชในเดือนกันยายน 1977 การแยกช่วงเวลาของผู้ฝึกสอนให้ชัดทำให้เห็นว่าการฟื้นตัวหลังปี 1974 มีทั้งคนที่วางทางไว้ก่อนและคนที่นำทีมชนะลีกต่อเนื่องในช่วงถัดมา

