ประวัติบุนเดสลีกา ลีกกลางของเยอรมนีตะวันตกเปลี่ยนการแข่งขันจากภูมิภาคสู่ยุคสโมสรอาชีพอย่างไร

สนามโอลิมเปียชตาดิโอน เบอร์ลิน หนึ่งในสนามฟุตบอลบุนเดสลีกา

ประวัติบุนเดสลีกาเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีแข่งขันของสโมสรชั้นนำในเยอรมนีตะวันตก ก่อนปี 1963 ทีมต้องแข่งขันในลีกภูมิภาคแล้วจึงผ่านเข้าสู่รอบหาแชมป์ประเทศ การมีลีกกลางทำให้สโมสรจากหลายภูมิภาคอยู่ในตารางเดียวกันตลอดฤดูกาล และใช้ผลงานในโปรแกรมเหย้าเยือนตัดสินว่าใครเป็นแชมป์

การเปลี่ยนแปลงนี้มีทั้งด้านกีฬาและการจัดการ สโมสรต้องรับมือคู่แข่งนอกภูมิภาคอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ผู้เล่นเข้าสู่ระบบอาชีพซึ่งยังมีข้อจำกัดค่าตอบแทนในยุคแรก ช่วงตั้งแต่การลงมติปี 1962 ถึงแชมป์ฮัมบูร์กปี 1979 จึงแสดงทั้งการสร้างลีกใหม่และการเปลี่ยนสมดุลระหว่างสโมสร

ประวัติบุนเดสลีกาแยกวันลงมติจากวันเริ่มแข่ง

วันที่ 28 กรกฎาคม 1962 ที่ประชุมสมาคมฟุตบอลเยอรมันในดอร์ทมุนด์ลงคะแนนให้จัดตั้งบุนเดสลีกา ด้วยเสียงเห็นชอบ 103 ต่อ 26 จากผู้แทน 129 คน มตินี้เป็นจุดเริ่มทางการบริหาร ส่วนการแข่งขันจริงเริ่มวันที่ 24 สิงหาคม 1963 จึงมีช่วงเวลาราวหนึ่งปีสำหรับเตรียมลีกก่อนเปิดสนาม

บุนเดสลีกาชุดแรกมี 16 สโมสร และเป็นการแข่งขันในบริบทเยอรมนีตะวันตกพร้อมตัวแทนเบอร์ลินตะวันตก ไม่ใช่การรวมสโมสรจากเยอรมนีทั้งสองฝั่งในเวลานั้น การอ่านประวัติช่วงก่อตั้งจึงต้องรักษาขอบเขตนี้ไว้ แทนที่จะนำแผนที่ฟุตบอลหลังการรวมประเทศมาใช้ย้อนหลัง

ลีกอาชีพยุคแรกยังมีเพดานรายได้

การเป็นลีกอาชีพไม่ได้หมายความว่าผู้เล่นได้รับค่าตอบแทนอย่างไร้ข้อจำกัดตั้งแต่วันแรก บันทึกฤดูกาลเปิดตัวของสมาคมฟุตบอลเยอรมันกล่าวถึงข้อกำหนดรายได้และโบนัส ซึ่งสะท้อนว่าระบบใหม่ยังอยู่ระหว่างสร้างกติกาสำหรับฟุตบอลที่จ่ายค่าตอบแทน การเปลี่ยนผ่านจึงครอบคลุมทั้งตารางแข่งและความสัมพันธ์ระหว่างสโมสรกับนักเตะ

จากทางผ่านระดับภูมิภาคสู่ตารางเดียวตลอดฤดูกาล

ลีกใหม่กำหนดให้ 16 ทีมพบกันแบบเหย้าเยือน ทีมละ 30 นัด รวมทั้งรายการ 240 นัด เมื่อจบโปรแกรมจึงได้แชมป์และสองทีมตกชั้น การแข่งขันระดับสูงสุดกลายเป็นการสะสมผลงานต่อเนื่องกับคู่แข่งชุดเดียวกัน แทนการเริ่มในภูมิภาคแล้วเปลี่ยนไปเล่นรอบชิงแชมป์ช่วงท้าย

ผลที่ตามมาในเชิงกีฬาคือเกมกับสโมสรจากภาคอื่นกลายเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมประจำฤดูกาล ทีมจากเบรเมนต้องวัดผลงานในตารางเดียวกับทีมจากโคโลญจน์ มิวนิก และสตุ๊ตการ์ท ความสำเร็จในกลุ่มภูมิภาคเดิมจึงไม่เพียงพอสำหรับการเป็นผู้ชนะของระบบใหม่

เอฟซี โคโลญจน์เป็นแชมป์ฤดูกาล 1963/64 ภายใต้เกออร์ก คน็อพเฟลอ ทำได้ 45 คะแนนในยุคที่ชัยชนะมีค่า 2 คะแนน และนำรองแชมป์ไมเดอริเชอร์ เอสเฟา 6 คะแนน ตัวอย่างนี้แสดงวิธีตัดสินแชมป์ผ่านผลงานทั้งฤดูกาล ไม่ต้องมีนัดชิงระหว่างสองทีมเมื่อจบลีก

หกฤดูกาลแรกมีแชมป์หกสโมสร

แชมป์บุนเดสลีกาตั้งแต่ฤดูกาลแรกถึงปี 1969
ฤดูกาล แชมป์ ผู้ฝึกสอน
1963/64 เอฟซี โคโลญจน์ เกออร์ก คน็อพเฟลอ
1964/65 แวร์เดอร์ เบรเมน วิลลี มุลท์เฮาพ์
1965/66 1860 มิวนิก มักซ์ แมร์เคิล
1966/67 ไอน์ทรัคท์ เบราน์ชไวค์ เฮลมุท โยฮันน์เซน
1967/68 เนิร์นแบร์ก มักซ์ แมร์เคิล
1968/69 บาเยิร์น มิวนิก บรังโก เซเบช

แวร์เดอร์ เบรเมนขึ้นเป็นแชมป์รายที่สองในปี 1965 โดยมี 41 คะแนนเหนือโคโลญจน์ 3 คะแนน การเปลี่ยนมือจากแชมป์แรกสู่สโมสรทางเหนือเกิดขึ้นทันที จึงยังไม่มีทีมใดผูกขาดความสำเร็จในช่วงตั้งต้นของลีก

อาคารและเสาไฟสนามเวเซอร์ชตาดิโอนริมแม่น้ำ
เวเซอร์ชตาดิโอนในเบรเมนมองจากแม่น้ำเวเซอร์

ฤดูกาล 1965/66 ลีกเพิ่มเป็น 18 ทีม และ 1860 มิวนิกเป็นฝ่ายคว้าแชมป์ของเมืองมิวนิกก่อนบาเยิร์นในยุคบุนเดสลีกา บาเยิร์นเองเพิ่งเลื่อนขึ้นมาในปี 1965 พร้อมโบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค สองสโมสรที่จะมีบทบาทสำคัญในทศวรรษถัดไปจึงไม่ได้เป็นสมาชิกฤดูกาลแรก

ความหลากหลายของผู้ชนะยังปรากฏผ่านเบราน์ชไวค์และเนิร์นแบร์ก ก่อนบาเยิร์นได้แชมป์ในปี 1969 รายชื่อหกสโมสรนี้ช่วยให้เห็นภาพยุคบุกเบิกตามลำดับจริง และไม่เผลอนำอำนาจของทีมจากช่วงเวลาหลังมาทับการแข่งขันในอดีต

กลัดบัคกับบาเยิร์นผลัดกันครองทศวรรษ 1970

กลัดบัคของเฮนเนส ไวส์ไวเลอร์คว้าแชมป์ปี 1970 และรักษาแชมป์ได้ในปี 1971 นับเป็นครั้งแรกที่สโมสรเดียวชนะบุนเดสลีกาสองฤดูกาลติดต่อกัน จากนั้นบาเยิร์นของอูโด ลัทเท็คได้แชมป์สามครั้งติดในปี 1972–1974 ทำให้การชิงความสำเร็จเริ่มกระจุกตัวอยู่กับสองสโมสร

ทีมบาเยิร์นมีแกนสำคัญอย่างเซปป์ ไมเออร์ ฟรานซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ และแกร์ด มุลเลอร์ ส่วนกลัดบัคสร้างความสำเร็จผ่านทีมของไวส์ไวเลอร์ ก่อนลัทเท็คจะเข้ามาสานงานและนำทีมเป็นแชมป์อีกในปี 1976 และ 1977 การแข่งขันของสองฝ่ายจึงเกี่ยวข้องทั้งผู้เล่นและผู้ฝึกสอนที่มีบทบาทข้ามช่วงเวลา

สนามใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของยุคเติบโต

บาเยิร์นลงเล่นเกมเหย้านัดแรกที่โอลิมเปียชตาดิโอนวันที่ 28 มิถุนายน 1972 และชนะชาลเคอ 5–1 สนามซึ่งสร้างขึ้นสำหรับโอลิมปิกมิวนิกเข้ามาแทนกรีนวัลเดอร์ในฐานะบ้านของทีม การย้ายสนามทำให้การเติบโตของสโมสรในลีกกลางปรากฏผ่านสถานที่แข่งขันด้วย

หลังคาแขวนและอัฒจันทร์โอลิมเปียชตาดิโอนจากมุมสูง
หลังคาและอัฒจันทร์โอลิมเปียชตาดิโอนในมิวนิก

กลัดบัคกลับมาคว้าแชมป์ในปี 1975 และชนะต่อในสองปีถัดมา เมื่อรวมตั้งแต่ปี 1970 ถึง 1977 แชมป์ทั้งแปดฤดูกาลจึงแบ่งกันระหว่างกลัดบัคห้าครั้งกับบาเยิร์นสามครั้ง ช่วงนี้ต่างจากหกฤดูกาลแรกซึ่งถ้วยเปลี่ยนมือทุกปีอย่างชัดเจน

โคโลญจน์และฮัมบูร์กเปิดทางให้ผู้ท้าชิงรายอื่น

ปี 1978 โคโลญจน์ภายใต้ไวส์ไวเลอร์จบฤดูกาลด้วย 48 คะแนนเท่ากลัดบัค แต่มีผลต่างประตูดีกว่า คือบวก 45 เทียบกับบวก 42 จึงได้แชมป์บุนเดสลีกาอีกครั้งหลังความสำเร็จฤดูกาลแรก การกลับมาของโคโลญจน์ยุติช่วงที่สองทีมครองถ้วยต่อเนื่อง

ถัดมาในปี 1979 ฮัมบูร์กของเซเบชเป็นแชมป์ด้วย 49 คะแนนเหนือสตุ๊ตการ์ทหนึ่งคะแนน ลีกที่เริ่มจากการรวมสโมสรต่างภูมิภาคจึงผ่านทั้งยุคผู้ชนะหลากหลาย ยุคสองทีมครองความสำเร็จ และการกลับมาของผู้ท้าชิงอื่นภายในเวลาไม่ถึงสองทศวรรษ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO