บาเลนเซียแนวรุกสายฟ้าคือชื่อเรียกกลุ่มผู้เล่นเอปี อามาเดโอ มุนโด อาเซนซี และโกโรสติซา ซึ่งเป็นหัวใจของทีมในช่วงต้นทศวรรษ 1940 ทั้งห้าช่วยเปลี่ยนบาเลนเซียจากสโมสรที่ขึ้นสู่ลีกสูงสุดในทศวรรษก่อนหน้าให้เป็นผู้ชนะรายการระดับชาติ แต่ความสำเร็จไม่ได้มาจากกองหน้าห้าคนที่ทำหน้าที่เหมือนกัน
การจบสกอร์ของมุนโด คุณภาพการเล่นของเอปีกับอาเซนซี ความสม่ำเสมอของอามาเดโอ และความเร็วของโกโรสติซาเป็นส่วนประกอบต่างกันในเกมรุกเดียวกัน เบื้องหลังยังมีการฟื้นฟูเมสตายา การบริหารสโมสร และผู้เล่นคนอื่นที่เข้ามาต่อยอดเมื่อแนวรุกชุดดั้งเดิมเริ่มเปลี่ยนแปลง
บาเลนเซียแนวรุกสายฟ้าเกิดพร้อมการฟื้นตัวของสโมสร
หลังสงครามกลางเมือง บาเลนเซียต้องฟื้นฟูสนามเมสตายาควบคู่กับการจัดทีมใหม่ ประวัติสโมสรให้ความสำคัญทั้งกับฐานผู้เล่นที่รักษาไว้จากก่อนสงคราม การทำงานของประธานหลุยส์ กาซาโนบา และผู้ฝึกสอนหลายคน การสร้างทีมแชมป์จึงเป็นงานระดับสโมสร ไม่ใช่เรื่องการซื้อกองหน้ามารวมกันเพียงอย่างเดียว
โกโรสติซาย้ายมาจากแอธเลติกในปี 1940 หลังประสบความสำเร็จกับทีมจากบิลเบาแล้ว เขามีอายุเกินสามสิบ แต่ยังใช้ความเร็วเป็นอาวุธสำคัญได้ การมาถึงของผู้เล่นประสบการณ์สูงจึงช่วยเติมคุณภาพให้แนวรุก ไม่ได้เป็นการเริ่มต้นจากนักเตะรุ่นเดียวกันทั้งหมด
สโมสรกำหนดช่วงของแนวรุกห้าคนชุดนี้ไว้ตั้งแต่ฤดูกาล 1940/41 ถึง 1945/46 โดยได้แชมป์ลีกสองครั้งและฟุตบอลถ้วยหนึ่งครั้งในช่วงนั้น ขอบเขตนี้สำคัญ เพราะบาเลนเซียได้แชมป์ลีกอีกในปี 1947 แต่ไม่ควรนำผู้เล่นชุดเดิมทั้งห้าคนไปใส่ในทุกความสำเร็จของทศวรรษโดยอัตโนมัติ

ห้าชื่อที่ให้คุณสมบัติต่างกันแก่เกมรุก
มุนโดคือจุดเด่นด้านการเปลี่ยนโอกาสเป็นประตู เขาเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของลีกในทั้งสองฤดูกาลที่บาเลนเซียได้แชมป์ปี 1942 และ 1944 การมีคนจบสกอร์ที่ทำผลงานได้ต่อเนื่องช่วยให้คุณภาพของผู้เล่นรอบข้างแปรเป็นผลการแข่งขัน ไม่ได้จบเพียงการเล่นสวยงามหรือสร้างความตื่นเต้น
โกโรสติซาเพิ่มความเร็วจากพื้นที่ด้านข้าง เขาอยู่กับบาเลนเซียหกฤดูกาลและทำได้ 110 ประตูจาก 170 เกมตามบันทึกสโมสร ซึ่งเป็นยอดรวมการเล่นให้ทีม ไม่ใช่เฉพาะลีก ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่าเขามีบทบาททำประตูด้วย ไม่ได้จำกัดหน้าที่อยู่แค่การส่งบอลให้มุนโด
ส่วนเอปี อามาเดโอ และอาเซนซีทำให้ชื่อแนวรุกสายฟ้าไม่ย่อเหลือเพียงคู่ดาวยิง บทความประวัติศาสตร์ของสมาคมฟุตบอลสเปนกล่าวถึงคุณภาพของเอปี ผลงานสม่ำเสมอของอามาเดโอ และฝีเท้าของอาเซนซีควบคู่กัน การประสานผู้เล่นหลายลักษณะคือสิ่งที่ทำให้แนวรุกนี้มีมิติมากกว่าการพึ่งความสามารถด้านเดียว
อาเซนซียังเป็นตัวอย่างของผู้เล่นที่เปลี่ยนหน้าที่ได้ เมื่อเวลาผ่านไปเขาขยับไปเล่นแนวรับตามประวัติของสโมสร จึงไม่ควรอ่านชื่อในรายชื่อทีมแล้วสรุปว่าเขาเป็นกองหน้าตำแหน่งเดิมตลอดอาชีพ ความยืดหยุ่นของผู้เล่นช่วยให้สโมสรเก็บประสบการณ์ไว้ได้ แม้รูปแบบทีมจะเปลี่ยนไป
ถ้วยปี 1941 ทำให้แนวรุกมีผลงานที่จับต้องได้
ความสำเร็จระดับชาติครั้งแรกของบาเลนเซียคือฟุตบอลถ้วยปี 1941 ทีมชนะเอสปันญอล 3–1 ในนัดชิงที่ชามาร์ติน โดยมุนโดทำสองประตูและอาเซนซีอีกหนึ่ง เกมนี้แสดงบทบาทของผู้จบสกอร์หลักกับเพื่อนร่วมแนวรุกได้ชัด เพราะประตูไม่ได้มาจากผู้เล่นคนเดียวทั้งหมด
เมื่อฤดูกาลถัดมาบาเลนเซียได้แชมป์ลีกครั้งแรก ทีมจึงต่อยอดจากความสำเร็จในรายการน็อกเอาต์มาสู่การแข่งขันสะสมคะแนน การรักษาผลงานตลอดหลายเดือนเป็นบททดสอบต่างจากการชนะรอบชิงเพียงนัดเดียว และแนวรุกชุดนี้ก็มีผลงานรองรับในทั้งสองรูปแบบ
85 ประตูใน 26 นัดของแชมป์ลีกครั้งแรก
ฤดูกาล 1941/42 บาเลนเซียยิงได้ 85 ประตูจาก 26 เกม เท่ากับเฉลี่ยมากกว่าสามประตูต่อนัด เป็นผลผลิตเกมรุกที่สูงตลอดฤดูกาล ไม่ใช่เพียงเกมถล่มคู่แข่งนัดเดียว
เมสตายายังเป็นส่วนสำคัญของฤดูกาลนั้น มีเพียงแอตเลติโกอาเบียซิออนที่บุกมาชนะบาเลนเซียได้ในลีก การเล่นในบ้านจึงเป็นฐานให้ทีมสะสมคะแนนร่วมกับความสามารถในการทำประตู ความสำเร็จเกิดในสนามที่สโมสรเพิ่งผ่านช่วงฟื้นฟูหลังสงคราม ไม่ใช่สถานที่ที่พร้อมสมบูรณ์มาตลอดโดยไม่เคยสะดุด
แชมป์อีกครั้งในฤดูกาล 1943/44 ยืนยันว่าผลงานไม่ได้เกิดเพียงปีเดียว มุนโดยังเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของลีก และบาเลนเซียยังมีแนวรุกกลุ่มเดิมเป็นแกน อย่างไรก็ตาม ทีมได้รองแชมป์ฟุตบอลถ้วยสามครั้งในช่วงปี 1944–1946 ด้วย การเข้าถึงนัดชิงบ่อยสะท้อนความสามารถแข่งขันต่อเนื่อง แต่ไม่ได้ทำให้ทุกครั้งจบด้วยถ้วยรางวัล

แชมป์ปี 1947 คือการต่อยอดหลังชุดดั้งเดิม
เมื่อบาเลนเซียได้แชมป์ลีกครั้งที่สามในฤดูกาล 1946/47 แนวรุกห้าคนชุดดั้งเดิมไม่ได้อยู่ครบแล้ว โกโรสติซาจบช่วงหกฤดูกาลกับทีมไปก่อนหน้า ส่วนรายชื่อผู้เล่นนัดสุดท้ายของปีแชมป์ยังมีเอปี อามาเดโอ และอาเซนซี ร่วมกับชื่ออย่างซิลเบสเตร อิโกอา บิเซนเต โมเรรา และบิเซนเต ฆิรัลโดส
ฤดูกาลนั้นยังเป็นปีที่อันโตนิโอ ปูชาเดสเริ่มลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ การต่อยอดจึงมีทั้งคนจากยุคก่อนและผู้เล่นใหม่เข้ามาผสมกัน ไม่ใช่การรักษารายชื่อเดิมทุกตำแหน่งไว้แล้วคาดหวังให้ประสบความสำเร็จต่อไปเอง
แนวรุกสายฟ้าจึงมีคุณค่าทั้งในฐานะกลุ่มผู้เล่นที่นำถ้วยแรกมาสู่เมสตายา และเป็นแกนที่สโมสรใช้สร้างความต่อเนื่อง บาเลนเซียรักษาความสามารถแข่งขันได้แม้สมาชิกเริ่มเปลี่ยนบทบาทหรือย้ายออก ความทรงจำของห้าชื่อยังอยู่ แต่ประวัติทีมที่ประสบความสำเร็จยาวนานต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นที่มารับช่วงต่อด้วย

