ฤดูกาล 1930-31 บาต้า แอธเลติก บิลเบา ยิงไป 27 ประตูจนคว้ารางวัลปิชิชิในฐานะดาวซัลโวสูงสุดของลาลีกา แต่ตัวเลขนี้ต้องอ่านคู่กับความจริงข้อหนึ่งคือ ฤดูกาลนั้นแต่ละทีมลงเล่นในลีกเพียง 18 นัดเท่านั้น การจะเข้าใจว่าสถิตินี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน จึงต้องดูบริบทของลีกยุคนั้นควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่แค่มองตัวเลขยอดรวมเพียงอย่างเดียว
บาต้าคือใครในทีมบิลเบาชุดนั้น
ชื่อเต็มของเขาคืออากุสติน เซาโต อารานา เกิดวันที่ 11 พฤษภาคม 1908 เล่นในตำแหน่งกองหน้าให้แอธเลติก บิลเบา ตั้งแต่ปี 1929 ถึง 1936 ก่อนสงครามกลางเมืองสเปนจะเข้ามาเปลี่ยนทุกอย่าง ตลอดช่วงเวลานั้นเขาลงเล่นให้สโมสร 118 นัด ยิงรวม 105 ประตู ในทีมชุดเดียวกันนั้นยังมีกีเยร์โม กอรอสติซา ปีกซ้ายที่คว้ารางวัลปิชิชิของตัวเองถึงสองสมัยคือฤดูกาล 1929-30 ด้วย 19 ประตู และฤดูกาล 1931-32 ด้วย 12 ประตู การมีดาวซัลโวสองคนสลับกันคว้ารางวัลในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันสะท้อนว่าแนวรุกของบิลเบายุคนั้นแข็งแกร่งกว่าที่หลายคนจำได้ ปีที่บาต้าเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ก็ตรงกับช่วงที่บิลเบาเริ่มเก็บเกี่ยวความสำเร็จระดับประเทศพอดี ทำให้ชื่อของเขาผูกติดอยู่กับยุคทองของสโมสรตั้งแต่ต้น
27 ประตูในฤดูกาลที่ลีกยังสั้นมากหมายความว่าอย่างไร
จำนวนนัดที่ลงเล่นจริง

ลาลีกาฤดูกาล 1930-31 มีสิบทีมแข่งขันกัน รวมทั้งลีก 90 นัด เท่ากับแต่ละทีมลงเล่นเพียง 18 นัดตลอดทั้งฤดูกาล นั่นหมายความว่า 27 ประตูของบาต้าเกิดขึ้นในกรอบเวลาที่สั้นกว่าฤดูกาลปัจจุบันซึ่งมีถึง 38 นัดต่อทีมเกือบเท่าตัว หากคิดเป็นอัตราเฉลี่ยคร่าว ๆ เขาต้องทำประตูได้เกินกว่าหนึ่งลูกต่อนัดตลอดทั้งฤดูกาลจึงจะไปถึงตัวเลขนี้ได้ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าดาวซัลโวลาลีกายุคปัจจุบันส่วนใหญ่ที่มักทำได้ราวครึ่งลูกต่อนัดตลอดทั้งฤดูกาล การเทียบยอดรวม 27 ประตูตรง ๆ กับดาวซัลโวสมัยใหม่ที่มีนัดในลีกมากกว่าสองเท่าจึงไม่ยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย ฤดูกาลนั้นเองบิลเบาคว้าแชมป์ด้วยเพียง 22 คะแนน เท่ากับราซิ่ง ซานตันเดร์ และเรอัลโซเซียดัด ที่ตามมาติด ๆ ต้องตัดสินกันด้วยผลต่างประตูได้เสีย ซึ่งแปลว่าทุกประตูที่บาต้ายิงในฤดูกาลอันสั้นนั้นมีน้ำหนักต่อผลแพ้ชนะของทีมมากกว่าประตูในฤดูกาลยาวที่มีเวลาให้แก้ตัวมากกว่า
อัตราส่วนประตูต่อนัดของเขาบอกอะไรมากกว่ายอดรวม

ตลอดอาชีพกับแอธเลติก บิลเบา บาต้าลงเล่น 118 นัด ยิง 105 ประตู คิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 0.89 ประตูต่อนัด ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับกองหน้าส่วนใหญ่ในทุกยุคสมัย ตัวเลขนี้ยังมีเหตุการณ์เฉพาะที่ทำให้อัตราเฉลี่ยพุ่งสูงเป็นพิเศษ นั่นคือฤดูกาล 1930-31 เดียวกันนี้เอง บาต้าเป็นผู้เล่นเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ยิงได้ 7 ประตูในนัดเดียวใส่บาร์เซโลนา ระหว่างเกมที่บิลเบาชนะไป 12-1 นัดดังกล่าวช่วยดันทั้งยอดรวมของฤดูกาลและอัตราเฉลี่ยตลอดอาชีพของเขาขึ้นไปพร้อมกัน การอ่านอัตราส่วนประตูต่อนัดจึงบอกอะไรได้มากกว่ายอดสะสมเพียงอย่างเดียว เพราะมันช่วยแยกให้เห็นว่าฟอร์มของเขาสม่ำเสมอแค่ไหน ไม่ใช่แค่ระเบิดฟอร์มในบางฤดูกาลเท่านั้น หากนำอัตราส่วนของบาต้าไปวางเทียบกับดาวซัลโวที่ต้องสะสมประตูข้ามหลายฤดูกาลเพื่อให้ได้ยอดรวมใกล้เคียงกัน จะเห็นชัดว่าความหนาแน่นของผลงานในแต่ละนัดต่างหากที่ควรเป็นมาตรวัดหลัก ไม่ใช่จำนวนปีที่เล่นอยู่ในทีม
แนวรุกรอบตัวเขาทำงานอย่างไร
บาต้าไม่ได้ยิงประตูเยอะเพียงเพราะฝีเท้าตัวเองล้วน ๆ แต่ยังได้แรงหนุนจากเพื่อนร่วมทีมที่มีคุณภาพสูงเช่นกัน กอรอสติซาซึ่งเล่นปีกซ้ายในทีมชุดเดียวกันคว้าปิชิชิได้ทั้งก่อนและหลังฤดูกาลของบาต้าเพียงหนึ่งปี บิลเบาชุดนี้คว้าแชมป์ลาลีการวมสี่สมัยตลอดทศวรรษ 1930 คือ 1929-30, 1930-31, 1933-34 และ 1935-36 พร้อมแชมป์โกปาเดลเรย์ติดต่อกันสี่ปีระหว่าง 1930 ถึง 1933 ความสำเร็จที่ต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้เกิดขึ้นไม่ได้หากมีผู้ทำประตูเก่งเพียงคนเดียวในทีม แนวรุกที่มีทั้งบาต้าและกอรอสติซาอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันจึงเป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผลกว่าการมองว่าทุกอย่างมาจากตัวบาต้าคนเดียว เมื่อฝ่ายตรงข้ามต้องแบ่งความสนใจไปจับตาทั้งกองหน้าตัวกลางและปีกซ้ายพร้อมกัน ช่องว่างที่เหลือให้บาต้าเข้าไปทำประตูก็ย่อมมีมากขึ้นตามไปด้วย นี่คือเหตุผลที่นักประวัติศาสตร์ฟุตบอลสเปนมักพูดถึงทีมชุดนี้ในฐานะทีมที่แข็งแกร่งเป็นระบบ ไม่ใช่ทีมที่พึ่งพาดาวเด่นเพียงคนเดียว
ทำไมชื่อของเขาถึงเลือนไปจากบทสนทนาเรื่องดาวซัลโว
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่จังหวะเวลา อาชีพระดับสูงสุดของบาต้าถูกตัดจบลงตั้งแต่อายุเพียง 28 ปี เมื่อสงครามกลางเมืองสเปนปะทุขึ้นในปี 1936 หลังจากนั้นเขากลับมาเล่นในระดับเซกุนด้า ดิบิซิออน ก่อนแขวนสตั๊ดตอนอายุ 35 ปี ต่างจากดาวซัลโวรุ่นหลังที่ได้เล่นในลีกสูงสุดต่อเนื่องยาวนานกว่าและมีนัดสะสมให้เปรียบเทียบกันได้มากกว่า สถิติของบาต้าจึงถูกขังอยู่ในกรอบเวลาแคบ ๆ ก่อนสงคราม เมื่อวงการฟุตบอลกลับมาเดินหน้าอีกครั้งหลังปี 1939 ชื่อของนักเตะรุ่นใหม่ก็เข้ามาแทนที่ในบทสนทนาเรื่องดาวซัลโวไปโดยปริยาย ทั้งที่ตัวเลขอัตราส่วนประตูต่อนัดของบาต้ายังคงยืนอยู่ในระดับที่หาตัวจับยากจนถึงทุกวันนี้

