บอสแมนอิตาลีเริ่มจากข้อพิพาทของฌอง มาร์ก บอสแมน นักฟุตบอลชาวเบลเยียมกับสโมสรอาร์เอฟซี ลีแอช แต่คำตัดสินของศาลยุติธรรมแห่งประชาคมยุโรปวันที่ 15 ธันวาคม 1995 วางหลักที่สโมสรในอิตาลีต้องใช้เมื่อเกี่ยวข้องกับแรงงานจากประเทศสมาชิกอื่น คดี C-415/93 พิจารณาทั้งค่าชดเชยหลังสัญญาหมดและข้อจำกัดตามสัญชาติในการส่งผู้เล่นลงแข่งขัน
หลักสองข้อนี้มีขอบเขตต่างกัน ข้อแรกกล่าวถึงผู้เล่นชาติสมาชิกซึ่งหมดสัญญากับสโมสรหนึ่งแล้วต้องการทำงานให้สโมสรในสมาชิกอื่น ข้อสองกล่าวถึงจำนวนผู้เล่นชาติสมาชิกอื่นที่สโมสรส่งลงในรายการแข่งขัน การอ่านผลต่อตลาดนักเตะอิตาลีจึงต้องเริ่มจากถ้อยคำของคำพิพากษา ไม่ควรรวมผู้เล่นทุกสัญชาติหรือการย้ายทุกประเภทไว้ในกฎเดียว
บอสแมนอิตาลี ปัญหาสัญญาที่คดีนำขึ้นศาล
จากลีแอชถึงข้อเสนอของดันเคิร์ก
บอสแมนเล่นให้ลีแอชในเบลเยียม สัญญาของเขาสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 1990 สโมสรเสนอฉบับใหม่ซึ่งลดค่าตอบแทนรายเดือนจาก 120,000 ฟรังก์เบลเยียมเหลือ 30,000 ฟรังก์ เขาไม่ยอมรับข้อเสนอนั้นและถูกขึ้นบัญชีย้ายโดยกำหนดค่าชดเชย 11,743,000 ฟรังก์เบลเยียม
เมื่อไม่มีสโมสรใดจ่ายจำนวนดังกล่าวในช่วงบังคับย้าย บอสแมนตกลงสัญญากับดันเคิร์กในฝรั่งเศส โดยข้อตกลงระหว่างสองสโมสรให้ดันเคิร์กยืมตัวเขาหนึ่งฤดูกาลและมีทางเลือกซื้อขาด อย่างไรก็ตาม การยืมขึ้นอยู่กับการส่งใบรับรองการย้ายจากสมาคมเบลเยียมให้สมาคมฝรั่งเศสก่อนนัดแรก
ลีแอชสงสัยว่าดันเคิร์กจะชำระเงินตามข้อตกลง จึงไม่ขอให้สมาคมส่งใบรับรองภายในกำหนด ผลคือสัญญาและการยืมไม่มีผล สโมสรยังพักบอสแมนจากการแข่งขัน คดีจึงไม่ได้เกิดจากคำถามนามธรรม แต่เกิดจากผู้เล่นซึ่งสัญญาเดิมหมดแล้วกลับไม่สามารถเริ่มงานข้ามพรมแดนได้เพราะระบบค่าชดเชยและเอกสารการย้าย

ข้อสรุปเรื่องการย้ายเมื่อหมดสัญญา
เสรีภาพทำงานข้ามประเทศสมาชิก
ศาลใช้มาตรา 48 ของสนธิสัญญาประชาคมยุโรป ซึ่งรับรองเสรีภาพการเคลื่อนย้ายของแรงงาน คำวินิจฉัยส่วนแรกห้ามใช้กฎสมาคมกีฬาที่ทำให้ผู้เล่นอาชีพชาติสมาชิกหนึ่ง เมื่อสัญญากับสโมสรสิ้นสุดแล้ว ไม่อาจรับงานกับสโมสรในอีกประเทศสมาชิก เว้นแต่สโมสรใหม่จะจ่ายค่าธรรมเนียมการย้าย การฝึก หรือการพัฒนาแก่สโมสรเดิม
เงื่อนไขสำคัญมีครบสามส่วน คือผู้เล่นเป็นชาติสมาชิก สัญญาเดิมสิ้นสุด และการจ้างใหม่เกิดกับสโมสรในสมาชิกอื่น คำพิพากษาจึงไม่ใช่ถ้อยคำว่าการย้ายทุกครั้งไม่มีค่าตัว และไม่ได้ตัดสินสัญญาซึ่งยังเหลืออายุให้สิ้นผล การเจรจาซื้อผู้เล่นที่ยังอยู่ใต้สัญญาต้องแยกจากสถานการณ์ของบอสแมน
สำหรับสโมสรอิตาลีหลังวันที่ 15 ธันวาคม 1995 การพิจารณานักเตะหมดสัญญาจากประเทศสมาชิกอื่นจึงต้องมองสิทธิทำงานข้ามพรมแดนก่อน ระบบเดิมไม่อาจบังคับให้สโมสรใหม่จ่ายค่าชดเชยประเภทที่ศาลระบุเพียงเพื่อให้เกิดการจ้างงาน แต่สโมสรยังต้องตรวจวันสิ้นสุดสัญญา สัญชาติ และคู่สัญญา เพราะแต่ละข้อกำหนดว่าหลักจากคดีตรงกับการย้ายนั้นหรือไม่
ศาลจำกัดผลย้อนหลังของส่วนค่าชดเชยเพื่อความแน่นอนทางกฎหมาย ผู้เรียกร้องทั่วไปไม่อาจใช้ผลโดยตรงของมาตรา 48 กับค่าธรรมเนียมซึ่งจ่ายแล้ว หรือเกิดภาระก่อนวันพิพากษา ข้อยกเว้นคือผู้ที่เริ่มคดีหรือยกข้อเรียกร้องเทียบเท่าตามกฎหมายภายในไว้ก่อนวันนั้น เส้นแบ่งเวลานี้ช่วยอธิบายว่าทำไมทะเบียนสัญญาจึงสำคัญเมื่อตรวจผลในอิตาลีช่วงเปลี่ยนผ่าน
โควตาสัญชาติยุโรปต่างจากนอกยุโรป
สิทธิของชาติสมาชิกไม่ใช่สิทธิของคนทุกประเทศ
คำวินิจฉัยส่วนที่สองระบุว่ามาตรา 48 ห้ามกฎสมาคมกีฬาซึ่งจำกัดจำนวนผู้เล่นอาชีพชาติสมาชิกอื่นที่สโมสรส่งลงในรายการของสมาคม ศาลมองว่าการลงเล่นเป็นวัตถุประสงค์สำคัญของงานนักฟุตบอลอาชีพ การจำกัดโอกาสลงแข่งขันจึงจำกัดโอกาสจ้างงานด้วย แม้ข้อกำหนดจะเขียนเป็นกฎรายชื่อผู้เล่นแทนกฎรับเข้าทำงานก็ตาม
ดังนั้น โควตานักเตะยุโรปในความหมายของคดีต้องอ่านว่าเป็นข้อจำกัดต่อพลเมืองของประเทศสมาชิกอื่น มิใช่คำสั่งให้สโมสรปฏิบัติต่อผู้เล่นนอกประชาคมเหมือนกันทั้งหมด ผู้เล่นจากบราซิล อาร์เจนตินา หรือประเทศอื่นนอกกลุ่มไม่ได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติจากข้อวินิจฉัยนี้ สโมสรอิตาลีจึงต้องแยกช่องสถานะสัญชาติและฐานสิทธิในการทำงานออกจากกันเมื่อจัดรายชื่อ
ส่วนโควตาสัญชาติไม่มีข้อจำกัดเวลาแบบเดียวกับค่าชดเชย ศาลกล่าวว่าไม่มีเหตุให้จำกัดผลของคำพิพากษาส่วนนี้ เพราะคำพิพากษาก่อนหน้าได้แสดงหลักห้ามเลือกปฏิบัติไว้แล้ว นั่นทำให้สองหัวข้อซึ่งมักเรียกรวมว่า “กฎบอสแมน” มีการใช้ย้อนหลังไม่เหมือนกัน

ผลต่อการจัดทีมอิตาลีต้องแสดงด้วยหลักฐานใด
จากหลักกฎหมายสู่ทะเบียนของแต่ละสโมสร
หากต้องการวัดว่าสโมสรเซเรีย อาเปลี่ยนทีมมากเพียงใดระหว่าง 1995–2000 ต้องใช้ข้อมูลมากกว่าคำพิพากษา อย่างน้อยต้องมีข้อบังคับ FIGC ของแต่ละฤดูกาล ทะเบียนนักเตะพร้อมสัญชาติ วันที่สัญญาหมด และหลักฐานว่านักเตะรายใดมาจากสโมสรในประเทศสมาชิกอื่น จึงจะแยกผลจากเสรีภาพแรงงานออกจากการเปลี่ยนแปลงด้านกีฬาและการเงินได้
ตัวอย่างการตรวจหนึ่งรายควรเริ่มจากถามว่าสัญญาเดิมสิ้นสุดจริงหรือยัง หากสิ้นสุด สโมสรเดิมและใหม่อยู่คนละประเทศสมาชิกหรือไม่ และผู้เล่นถือสัญชาติสมาชิกหรือไม่ จากนั้นจึงดูค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บว่าเป็นค่าการย้าย การฝึก หรือการพัฒนาตามลักษณะที่ศาลวินิจฉัยหรือเป็นภาระประเภทอื่น วิธีนี้ทำให้การเรียกนักเตะว่า “ย้ายแบบบอสแมน” มีหลักฐานรองรับ
สำหรับรายชื่อแข่งขัน สโมสรต้องตรวจว่าข้อจำกัดนับตามสัญชาติใดและใช้กับการแข่งขันใด หากกฎลดโอกาสส่งพลเมืองสมาชิกอื่นลงเล่นเพราะเป็นชาวต่างชาติ หลักในคดีนี้ย่อมเกี่ยวข้อง แต่จำนวนผู้เล่นนอกยุโรปยังขึ้นกับกฎอิตาลีและฐานกฎหมายอื่นในเวลานั้น การรวมสองกลุ่มเข้าด้วยกันจะทำให้ภาพตลาดคลาดเคลื่อน
บอสแมนอิตาลีจึงเปลี่ยนคำถามที่สโมสรต้องตอบ ผู้บริหารไม่อาจเริ่มเพียงว่าผู้เล่นต่างชาติเต็มโควตาหรือยัง แต่ต้องแยกผู้เล่นชาติสมาชิกออกจากคนนอกกลุ่ม และไม่อาจถือว่าสโมสรเดิมมีสิทธิเรียกค่าชดเชยหลังสัญญาจบในการจ้างข้ามสมาชิกทุกกรณี ผลต่อทีมใดมากหรือน้อยต้องพิสูจน์จากสัญญา รายชื่อ และกฎ FIGC ที่ใช้จริงในฤดูกาลนั้น

