นิวคาสเซิล1994 โคลกับเบียร์ดสลีย์พาน้องใหม่สู่อันดับสาม

แอนดี โคล และปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ ในสีเสื้อนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด

นิวคาสเซิล1994 ขึ้นถึงอันดับสามในฤดูกาลแรกหลังเลื่อนชั้น เพราะแอนดี โคลกับปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ทำได้มากกว่าผลัดกันยิงประตู เบียร์ดสลีย์ช่วยเชื่อมการบุกและเข้าจบสกอร์ด้วยตัวเอง ส่วนโคลใช้การเคลื่อนที่เข้าไปรับบอลจากเพื่อนในพื้นที่อันตราย ทั้งคู่รวมกันยิง 55 ประตูในลีก โดยมีแดนกลางและผู้เล่นด้านข้างช่วยสร้างทางเข้าทำ ทีมของเควิน คีแกนจึงฟื้นจากการแพ้สองเกมแรกและรักษาที่อยู่ในกลุ่มหัวตารางจนจบโปรแกรม 42 นัด

สองเกมแรกที่แพ้ไม่หยุดทีมคีแกน

นิวคาสเซิล1994 จากลีกรองสู่คู่แข่งใหม่

ก่อนกลับสู่ลีกสูงสุด นิวคาสเซิลจบฤดูกาล 1992/93 ด้วยตำแหน่งแชมป์ดิวิชันหนึ่งและ 96 คะแนน นัดสุดท้ายชนะเลสเตอร์ 7–1 ที่เซนต์เจมส์พาร์ก เป็นการปิดฤดูกาลที่ทีมสร้างความมั่นใจจากชัยชนะและเกมรุก แต่การเริ่มต้นในพรีเมียร์ลีกทำให้เห็นทันทีว่าผลงานระดับเดิมไม่ได้รับประกันแต้มกับคู่แข่งชุดใหม่

สองเกมแรก นิวคาสเซิลแพ้ท็อตแนม 0–1 ในบ้าน และแพ้โคเวนทรี 1–2 นอกบ้าน จากนั้นทีมเสมอแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1–1 ก่อนชนะเอฟเวอร์ตัน 1–0 เป็นชัยชนะนัดแรกในลีกฤดูกาลนั้น การขยับจากไม่มีแต้มมาเก็บผลเสมอกับแชมป์เก่า แล้วตามด้วยสามคะแนน ช่วยให้จุดเริ่มต้นที่สะดุดไม่กลายเป็นวิกฤตยาวนาน

เมื่อถึงเดือนธันวาคม นิวคาสเซิลขึ้นไปอยู่อันดับสามได้แล้ว เส้นทางนี้ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนไปเล่นเพื่อประคองผลอย่างเดียว เกมที่ชนะลิเวอร์พูลและท็อตแนมในช่วงปลายปีแสดงให้เห็นว่าทีมยังมองหาประตูเพิ่ม พร้อมใช้ความสามารถของผู้เล่นหลายตำแหน่งเข้าช่วยคู่หน้า

เบียร์ดสลีย์กลับมาเชื่อมเกม

ประสบการณ์ข้างกองหน้าหนุ่ม

เบียร์ดสลีย์กลับมาที่เซนต์เจมส์พาร์กในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล หลังเล่นให้ลิเวอร์พูลสี่ปีและเอฟเวอร์ตันอีกสองปี เขาจึงเข้ามาพร้อมประสบการณ์ในลีกสูงสุด ข้างโคลที่กำลังสร้างชื่ออย่างรวดเร็ว ความต่างของทั้งคู่ไม่ได้แบ่งเป็นคนจ่ายกับคนยิงอย่างตายตัว เพราะเบียร์ดสลีย์ทำประตูได้มากด้วย แต่ตัวอย่างการประสานงานเผยให้เห็นว่าเขาสามารถเริ่มจังหวะอันตรายก่อนบอลไปถึงผู้ทำประตู

บันไดทางเข้าและป้ายชื่อสนามเซนต์เจมส์พาร์ก
ทางเข้าเซนต์เจมส์พาร์กในภาพถ่ายปี 2008

เกมชนะลิเวอร์พูล 3–0 วันที่ 21 พฤศจิกายน 1993 เป็นตัวอย่างชัดเจน โคลทำแฮตทริกภายในครึ่งชั่วโมงแรก แต่ประตูเกิดจากการต่อบอลที่มีคนสนับสนุนหลายชั้น ลูกแรกเริ่มจากร็อบบี เอลเลียตต์ส่งให้ร็อบ ลี ก่อนบอลจากด้านซ้ายเข้าถึงโคล ลูกที่สองเบียร์ดสลีย์จ่ายให้สกอตต์ เซลลาร์สสร้างจังหวะต่อ ส่วนลูกที่สามมีลีและเซลลาร์สทำงานร่วมกันอีกครั้ง

จุดร่วมคือการส่งบอลเข้าไปด้านหลังแนวรับ ก่อนเปิดต่ำจากฝั่งซ้ายให้โคลจบสกอร์ เบียร์ดสลีย์จึงมีส่วนในกระบวนการสร้างประตูแม้ไม่ได้เป็นผู้ส่งบอลสุดท้ายทุกครั้ง ขณะเดียวกัน โคลต้องเข้าถึงตำแหน่งจบสกอร์ให้ทันกับจังหวะที่เพื่อนเจาะเข้าไป ความสำเร็จของคู่หน้าผูกอยู่กับความแม่นยำของผู้เล่นรอบตัวด้วย

วันที่เบียร์ดสลีย์เป็นคนตัดสินเกม

วันที่ 4 ธันวาคม นิวคาสเซิลบุกชนะท็อตแนม 2–1 ด้วยสองประตูของเบียร์ดสลีย์ ลูกแรกมาจากเตะมุมของลี คลาร์กที่ร็อบ ลีโหม่งต่อให้ ส่วนลูกชนะช่วงท้ายเกิดจากการเลี้ยงหลบผู้เล่นในเขตโทษแล้วส่งบอลผ่านเอริก ธอร์สต์เวดต์ โคลเองยิงชนเสาในเกมนี้ แต่เบียร์ดสลีย์เป็นคนเปลี่ยนความพยายามของทีมให้กลายเป็นสามแต้ม

ชัยชนะนัดนั้นพาทีมขึ้นที่สาม และยังแสดงบทบาทของผู้เล่นอีกฝั่งสนาม ไมค์ ฮูเปอร์ต้องเซฟลูกโหม่งของนิค บาร์มบีในช่วงท้ายเพื่อรักษาสกอร์ การบุกต่อจนได้ประตูชัยจึงไม่ได้ทำให้ทีมพ้นอันตรายทันที คู่หน้าสร้างความได้เปรียบ ส่วนผู้รักษาประตูช่วยป้องกันไม่ให้แต้มที่เพิ่งได้หลุดมือ

55ประตูจากสองคน

โคล 34 กับเบียร์ดสลีย์ 21

เมื่อจบฤดูกาล โคลมี 34 ประตูและได้รางวัลดาวซัลโว ส่วนเบียร์ดสลีย์ยิง 21 ประตู รวมเป็น 55 จากทั้งหมด 82 ประตูของนิวคาสเซิล คิดเป็นประมาณสองในสามของประตูทีม นั่นเป็นสัดส่วนสูงพอที่จะทำให้คู่แข่งต้องใส่ใจกับทั้งสองคน แต่ยังเหลืออีก 27 ประตูที่ไม่ได้อยู่ในยอดของคู่หน้า

ตัวเลขนี้จึงมีสองด้าน นิวคาสเซิลได้ประโยชน์อย่างมากจากความคมของโคลและเบียร์ดสลีย์ ขณะเดียวกัน เกมกับลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นว่าการส่งบอลของลี เซลลาร์ส และเอลเลียตต์ช่วยสร้างพื้นที่ให้ยอดเหล่านั้นเกิดขึ้น หากมองเฉพาะชื่อผู้ทำประตู งานของผู้เล่นที่พาบอลเข้าสู่จุดเปิดหรือเริ่มจังหวะก่อนหน้าอาจหายไปจากภาพ

เบียร์ดสลีย์ยิง 21 ประตูยังทำให้แนวรับไม่สามารถเฝ้าโคลเพียงคนเดียวแล้วปล่อยพื้นที่ให้อีกคนได้อย่างสบาย เกมกับท็อตแนมเป็นกรณีที่คู่หน้าสลับบทบาทผู้ตัดสินผลอย่างเห็นได้ชัด เมื่อโคลไม่ทำประตู เบียร์ดสลีย์กลับยิงทั้งสองลูก การมีผู้จบสกอร์สองคนในระดับนี้ช่วยให้ทีมมีทางออกมากกว่าการฝากทุกจังหวะไว้กับกองหน้าคนเดียว

อันดับสามหลังโปรแกรม42นัด

เซนต์เจมส์พาร์กเป็นฐานเก็บแต้ม

นิวคาสเซิลเก็บ 46 คะแนนในบ้านจากชัยชนะ 14 นัด เสมอสี่ และแพ้สาม ยิงได้ 51 ประตูและเสียเพียง 14 ประตูที่เซนต์เจมส์พาร์ก ผลงานนี้ทำให้สนามเหย้าเป็นฐานสำคัญของอันดับสาม ทั้งการสร้างประตูจำนวนมากและการรักษาสกอร์ไม่ให้คู่แข่งบุกมาเอาแต้มได้บ่อย

อัฒจันทร์อีสต์สแตนด์และสนามหญ้าเซนต์เจมส์พาร์ก
อีสต์สแตนด์ของเซนต์เจมส์พาร์กจากภาพถ่ายปี 2007

เกมเยือนให้ผลต่างออกไป ทีมชนะเก้านัด เสมอสี่ และแพ้แปด ได้ 31 คะแนน ยิง 31 ประตูและเสีย 27 แม้ยังทำประตูมากกว่าเสีย แต่ความพ่ายแพ้นอกบ้านเกิดบ่อยกว่าในบ้านชัดเจน นิวคาสเซิลจึงไม่ได้เล่นได้ผลเท่ากันทุกสนาม ทว่าแต้มเกมเยือนยังมากพอจะเสริมความแข็งแกร่งในบ้านให้เป็นผลงานทั้งฤดูกาล

ยอดรวมคือชนะ 23 นัด เสมอแปด แพ้ 11 มี 77 คะแนน นำอาร์เซนอลอันดับสี่หกแต้ม และตามแบล็กเบิร์นอันดับสองเจ็ดแต้ม ทีมเลื่อนชั้นจึงจบปีด้วยตำแหน่งที่มั่นคงในกลุ่มบน ผ่านทั้งช่วงปรับตัวต้นฤดูกาลและการแข่งครบเหย้าเยือน ความสำเร็จของคีแกนอยู่ที่การทำให้คู่หน้าที่อันตรายมีเพื่อนร่วมทีมคอยส่งบอล สนับสนุน และรักษาผล จนความโดดเด่นรายเกมกลายเป็นคะแนนสะสมจริง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO