ดอร์ทมุนด์แชมป์เยอรมันครั้งแรกปี 1956 และการป้องกันในปีถัดมา

สนามชตาดิโอน โรเทอ แอร์เดอ รังเหย้าของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คว้าแชมป์เยอรมันครั้งแรกในปี 1956 ด้วยการพลิกกลับมาชนะคาร์ลสรูเออร์ เอสเซ 4-2 ในนัดชิง หลังจากเคยพ่ายแพ้ในนัดชิงครั้งก่อนหน้าเมื่อปี 1949 แล้วปีถัดมาพวกเขายังป้องกันแชมป์ได้สำเร็จด้วยผู้เล่นชุดใกล้เคียงเดิม กลายเป็นทีมแรกในรอบกว่าสิบปีที่ทำได้ ดอร์ทมุนด์แชมป์เยอรมันครั้งแรกจึงไม่ใช่แค่จุดเริ่มต้นของสโมสร แต่เป็นจุดเริ่มต้นของทีมที่ยืนระยะได้จริง

นัดชิงปี 1956 จบอย่างไร

นัดชิงชนะเลิศจัดขึ้นวันที่ 24 มิถุนายน 1956 ที่สนามโอลิมเปียชตาดิโอนในกรุงเบอร์ลิน ต่อหน้าผู้ชม 75,000 คน คู่แข่งของดอร์ทมุนด์คือคาร์ลสรูเออร์ เอสเซ ซึ่งขึ้นนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 10 จากประตูของคุงเคล แต่ดอร์ทมุนด์ไล่ตีเสมอได้เพียงห้านาทีถัดมาจากนีเพียคโล ก่อนจะยิงเพิ่มอีกสามประตูจากไครบาสซา ไพรส์เลอร์ และปีเตอร์ส ขณะที่คาร์ลสรูเออร์มีเพียงประตูดาวน์ของบวร์กสมึลเลอร์ในนาทีที่ 66 เป็นการปลอบใจ ผลสุดท้ายดอร์ทมุนด์ชนะ 4-2 คว้าแชมป์เยอรมันเป็นครั้งแรกจากการเข้าชิงเป็นครั้งที่สอง หลังจากเคยแพ้ในนัดชิงปี 1949 มาแล้ว

ทีมชุดนั้นประกอบด้วยใครบ้าง

ถนนแคบใจกลางเมืองดอร์ทมุนด์มีหอคอยโบสถ์หลังคาสีเขียวอยู่ปลายถนน อาคารสีเหลืองและครีมเรียงรายสองข้างทาง
ถนนและหอคอยโบสถ์ใจกลางเมืองดอร์ทมุนด์ เมืองที่เป็นบ้านของทีมแชมป์เยอรมันชุดปี 1956

แนวรุกของดอร์ทมุนด์ในนัดชิงปี 1956 เป็นกลุ่มผู้เล่นที่ยิงประตูกันครบทุกคน อัลเฟรด ไครบาสซา เป็นหนึ่งในตัวหลักที่ยิงประตูสำคัญในนัดชิง ร่วมกับอัลเฟรด นีเพียคโล ที่ยิงได้ทั้งในนัดชิงปี 1956 และมีบทบาทต่อเนื่องในปีถัดมา ทีมชุดนี้ไม่ได้พึ่งพาผู้เล่นเพียงคนเดียว แต่กระจายการทำประตูไปทั่วทั้งแนวรุก ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทีมสามารถพลิกสถานการณ์จากการตามหลังในนัดชิงได้อย่างรวดเร็ว

ความแข็งแกร่งของทีมชุดนี้ไม่ได้จบลงหลังจบฤดูกาล 1956 เพราะผู้เล่นหลักส่วนใหญ่ยังคงอยู่กับทีมต่อในฤดูกาลถัดมา ทำให้ดอร์ทมุนด์มีความต่อเนื่องที่หาได้ยากในยุคที่นักเตะมักย้ายทีมตามข้อเสนอค่าตัวที่ดีกว่า

การที่นัดชิงจัดขึ้นที่สนามโอลิมเปียชตาดิโอนในเบอร์ลิน ห่างจากเมืองดอร์ทมุนด์หลายร้อยกิโลเมตร ก็ไม่ได้ทำให้แฟนบอลของทีมขาดหายไป ตัวเลขผู้ชม 75,000 คนในวันนั้นสะท้อนว่าฟุตบอลในยุคนั้นดึงคนดูได้มากแม้ไม่มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์แบบที่คุ้นเคยกันทุกวันนี้ และการได้ยืนบนจุดสูงสุดของประเทศในสนามระดับชาติเช่นนี้ก็ยิ่งตอกย้ำความหมายของแชมป์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

ปี 1957 ป้องกันแชมป์ได้อย่างไร

นัดชิงปี 1957 จัดขึ้นวันที่ 23 มิถุนายน ที่สนามนีเดอร์ซัคเซินชตาดิโอนในเมืองฮันโนเฟอร์ ต่อหน้าผู้ชม 82,000 คน คู่แข่งครั้งนี้คือฮัมบูร์ก เอสเฟา ดอร์ทมุนด์ทำได้ดีกว่าปีก่อนหน้าด้วยซ้ำ นำห่างไปถึง 3-1 ตั้งแต่ครึ่งแรก จากประตูของไครบาสซาสองลูกในนาทีที่ 16 และ 25 กับนีเพียคโลอีกหนึ่งลูกในนาทีที่ 26 ฮัมบูร์กตอบโต้ได้เพียงประตูเดียวจากคริก ก่อนดอร์ทมุนด์จะปิดสกอร์ด้วยประตูที่สองของนีเพียคโลในนาทีที่ 78 จบเกมด้วยชัยชนะ 4-1

ผู้ทำประตูหลักทั้งสองนัดชิงคือไครบาสซากับนีเพียคโล ซึ่งยิงรวมกันเจ็ดจากแปดประตูของดอร์ทมุนด์ในสองนัดชิงติดต่อกัน แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จของทีมไม่ได้เกิดจากโชคช่วยเพียงครั้งเดียว แต่มาจากแนวรุกที่ทำผลงานได้สม่ำเสมอในเวทีใหญ่

ทำไมการป้องกันแชมป์จึงหายากในยุคนั้น

อาคารทรงโดมเวสต์ฟาเลินฮัลเลอ มีสัญลักษณ์ตัวยูสีเหลืองอยู่บนยอดหลังคา ลานจอดรถว่างอยู่ด้านหน้า
อาคารเวสต์ฟาเลินฮัลเลอ ห้องจัดงานกีฬาและอีเวนต์ในย่านเดียวกับสนามฟุตบอลของเมืองดอร์ทมุนด์

การป้องกันแชมป์เยอรมันได้สำเร็จในปี 1957 ทำให้ดอร์ทมุนด์กลายเป็นสโมสรแรกนับตั้งแต่เดรสเนอร์ เอสเซ ที่ทำได้ในปี 1944 นั่นหมายความว่าในช่วงเวลากว่าสิบปีก่อนหน้านั้น ไม่มีทีมใดในเยอรมนีสามารถป้องกันแชมป์ประเทศได้เลยแม้แต่ทีมเดียว เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากรูปแบบการแข่งขันแบบแพ้คัดออกจากแชมป์ลีกภูมิภาคที่ใช้อยู่ในตอนนั้น ซึ่งเปิดโอกาสให้ทีมหน้าใหม่โผล่ขึ้นมาได้ทุกปี ต่างจากระบบลีกกลางที่ทีมแข็งแกร่งมักจะรักษาตำแหน่งบนตารางได้ต่อเนื่องกว่า

การที่ดอร์ทมุนด์ทำสถิตินี้ได้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าทีมชุดปี 1956 ถึง 1957 ไม่ได้เป็นแค่ทีมที่โชคดีในนัดชิงนัดเดียว แต่เป็นทีมที่แข็งแกร่งพอจะรักษาระดับผลงานสูงสุดไว้ได้สองปีติดต่อกัน ในยุคที่การทำแบบนี้ยากกว่ายุคหลังมาก และต้องรอถึงปี 1963 เมื่อบุนเดสลีกาก่อตั้งขึ้น ระบบการแข่งขันจึงเปลี่ยนไปเป็นลีกกลางที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

สโมสรเล่นในสนามใดก่อนย้ายบ้าน

ในยุคที่คว้าสองแชมป์ติดต่อกันนี้ ดอร์ทมุนด์ยังคงใช้สนามชตาดิโอน โรเทอ แอร์เดอ เป็นสนามเหย้า สนามแห่งนี้เป็นทั้งสนามฟุตบอลและลู่วิ่งกรีฑา มีความจุตามทะเบียนราว 25,000 ที่นั่ง ในจำนวนนี้เป็นที่นั่งมีหลังคาประมาณ 3,000 ที่ ดอร์ทมุนด์ใช้สนามนี้เป็นบ้านต่อเนื่องมาจนถึงปี 1974 ก่อนจะย้ายไปสนามใหม่ที่ใหญ่กว่าซึ่งต่อมากลายเป็นเวสต์ฟาเลนสตาดิโอน

ทุกวันนี้ชตาดิโอน โรเทอ แอร์เดอ ยังไม่ถูกทิ้งร้าง เพราะเป็นสนามเหย้าของทีมสำรองโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2 มาตั้งแต่ปี 1937 จนถึงปัจจุบัน และยังใช้จัดการแข่งขันกรีฑาอยู่เป็นประจำ สนามหลังนี้จึงเป็นเหมือนหลักฐานที่จับต้องได้ว่าความยิ่งใหญ่ของดอร์ทมุนด์ไม่ได้เริ่มต้นที่สนามขนาดแปดหมื่นที่นั่งอย่างที่เห็นในปัจจุบัน แต่เริ่มต้นจากสนามกรีฑาเล็ก ๆ ที่ยังคงตั้งอยู่ข้างสนามใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้ ใครที่เดินไปดูเกมที่สนามใหญ่ในปัจจุบันจึงสามารถแวะเดินดูสนามเก่าที่อยู่ติดกันได้ในระยะไม่กี่ก้าว เหมือนเดินย้อนดูจุดเริ่มต้นของสโมสรที่เคยไม่มีอะไรมากไปกว่าทีมที่เล่นอยู่ในสนามกรีฑาของเมือง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO