ซานเชซกับมาดริด ดาวยิงที่เติมเต็มทีมเยาวชน

อูโก ซานเชซ ในสีเสื้อเรอัล มาดริด

ซานเชซกับมาดริดเป็นเรื่องของกองหน้าที่เข้ามาเพิ่มความเฉียบคมให้ทีมซึ่งกำลังเปลี่ยนรุ่น อูโก ซานเชซไม่ได้เติบโตจากกาสตียาร่วมกับเอมิลิโอ บูตราเกนโญและเพื่อน แต่ย้ายเข้ามาในฤดูร้อนปี 1985 พร้อมชื่อเสียงของดาวยิงที่พิสูจน์ตัวเองในลีกสเปนแล้ว การทำงานร่วมกันของผู้เล่นสองกลุ่มนี้ช่วยให้เรอัลมาดริดครองแชมป์ลีกห้าฤดูกาลติดต่อกัน

จุดเด่นของเขาไม่ได้อยู่ที่จำนวนประตูเพียงอย่างเดียว ซานเชซเปลี่ยนลูกเปิดและจังหวะประสานงานให้กลายเป็นการยิงอย่างรวดเร็ว บางครั้งใช้ศีรษะ บางครั้งสัมผัสบอลครั้งเดียว และบางครั้งใช้ท่าจักรยานอากาศที่กลายเป็นภาพจำของยุคนั้น

ซานเชซกับมาดริดเริ่มจากดาวยิงของคู่แข่งร่วมเมือง

ก่อนสวมเสื้อเรอัลมาดริด ซานเชซเล่นให้แอตเลติโกมาดริดและเป็นดาวซัลโวลีกฤดูกาล 1984–85 ด้วยผลงาน 19 ประตู เขาจึงเข้าสู่ทีมใหม่ในฐานะผู้เล่นที่รู้จักกองหลังและสภาพการแข่งขันในสเปนอยู่แล้ว ไม่ต้องเริ่มสร้างชื่อจากศูนย์

วันที่ 30 มิถุนายน 1985 เขายังเป็นคนสำคัญในความสำเร็จของแอตเลติโก เมื่อยิงทั้งสองประตูในนัดชิงโกปาเดลเรย์ที่ชนะแอธเลติกบิลเบา 2–1 จากนั้นจึงย้ายข้ามฝั่งเมืองในฤดูร้อนเดียวกัน การเปลี่ยนสโมสรเกิดขึ้นขณะที่ผลงานของเขากำลังโดดเด่นทั้งในลีกและฟุตบอลถ้วย

ฤดูกาลแรกกับมาดริด ซานเชซลงเล่นในลีก 33 นัดและยิง 22 ประตู ได้รางวัลปิชิชีอีกครั้ง พร้อมแชมป์ลีกและยูฟ่าคัพของทีม ความต่อเนื่องจาก 19 เป็น 22 ประตูทำให้เห็นว่าเขานำคุณภาพการจบสกอร์เดิมมาใช้กับเพื่อนร่วมทีมชุดใหม่ได้ทันที

มาดริดไม่ได้ฝากทุกประตูไว้กับเขาคนเดียว ฮอร์เค บัลดาโนยิงในลีก 16 ลูก ส่วนบูตราเกนโญทำสิบลูกในฤดูกาลเดียวกัน แนวรุกจึงมีผู้เล่นที่ทำอันตรายได้หลายคน ซานเชซเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของทีม แต่ยังต้องเล่นให้เข้ากับกองหน้าที่มีความสามารถของตัวเอง

บูตราเกนโญและมิเชลช่วยให้บอลมาถึงคนจบสกอร์

บูตราเกนโญเป็นคู่ขาที่สำคัญของซานเชซ เขามีความคล่องตัวในพื้นที่แคบและสามารถเปลี่ยนจังหวะต่อหน้ากองหลัง ขณะที่ซานเชซมีความรวดเร็วในการลงมือยิง การจับคู่นี้ทำให้เกมรุกมีทั้งผู้เล่นที่จัดการกับบอลก่อนจังหวะสุดท้ายและผู้เล่นที่พร้อมจบเมื่อช่องเปิด

ทางด้านขวา มิเชลมีลูกเปิดเป็นอาวุธสำคัญ ประวัติของเขาที่สโมสรบันทึกไว้เน้นคุณภาพการส่งบอลให้กองหน้า รวมถึงซานเชซด้วย บอลจากด้านข้างทำให้ดาวยิงเม็กซิกันใช้การเข้าหาตำแหน่งและการสัมผัสบอลได้เต็มที่ แทนที่จะต้องเลี้ยงผ่านแนวรับด้วยตัวเองทุกครั้ง

ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่การแบ่งหน้าที่ตายตัวว่าคนหนึ่งส่งและอีกคนยิง บูตราเกนโญเองก็ทำประตูสม่ำเสมอ และต่อมาเป็นดาวซัลโวลีกฤดูกาล 1990–91 การเล่นร่วมกับซานเชซจึงเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แนวรุก มิได้ทำให้คู่ขาของเขาเหลือหน้าที่เพียงช่วยส่งบอล

ลูกจักรยานอากาศที่เริ่มจากการอ่านทิศทางบอล

วันที่ 10 เมษายน 1988 มาดริดชนะโลโกรเญส 2–0 ที่ซานติอาโกเบร์นาเบว ซานเชซทำประตูแรกด้วยจักรยานอากาศ ลูกนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการเปลี่ยนบอลที่ไม่ได้มาถึงตำแหน่งเดิมให้กลายเป็นโอกาสยิง

สนามซานติอาโก เบร์นาเบวที่มีหลังคาปิดจากมุมสูง
สนามซานติอาโก เบร์นาเบวในกรุงมาดริดจากมุมสูง

ซานเชซเล่าย้อนว่า ราฟาเอล มาร์ตินบาซเกซเปิดจากซ้าย ขณะที่เขากำลังไปเสาสอง แต่บอลย้อนมาด้านหลัง เขาจึงถอยและใช้จังหวะนั้นส่งตัวขึ้นยิง การเคลื่อนไหวก่อนสัมผัสบอลเป็นส่วนสำคัญพอ ๆ กับท่าจบสกอร์ที่ผู้ชมจดจำ

ภาพของลูกนี้ช่วยอธิบายความยากในการประกบซานเชซ กองหลังไม่ได้รับมือเฉพาะการวิ่งเข้าบอลตรงหน้า เมื่อแนวทางของลูกเปิดเปลี่ยนไป เขายังมีวิธีปรับร่างกายเพื่อยิงได้ ความสามารถเช่นนี้เพิ่มโอกาสให้ลูกเปิดที่ดูไม่ลงตัวกลายเป็นจังหวะอันตราย

การโหม่งที่เบนิโตบียามารินแสดงอีกด้านของเขา

ในฤดูกาล 1988–89 มาดริดบุกชนะเรอัลเบติส 2–0 ที่เบนิโตบียามาริน โดยซานเชซทำทั้งสองประตู ลูกแรกมาจากการประสานงานของทีมก่อนเปิดจากซ้ายให้เขาโหม่งเข้า ประตูนี้ใช้วิธีจบต่างจากจักรยานอากาศ แต่ยังเริ่มจากการทำให้บอลมาถึงกองหน้าในพื้นที่ที่ยิงได้

อาคารสนามเบนิโต บียามารินและต้นไม้ริมถนน
ด้านนอกสนามเบนิโต บียามารินของเรอัลเบติสเมื่อปี 2019

ตัวอย่างสองเกมจึงแสดงบทบาทที่ต่อเนื่องกัน ซานเชซไม่จำเป็นต้องเป็นคนเริ่มการบุกเพื่อมีส่วนตัดสินเกม งานของเขาคือทำให้จังหวะสุดท้ายสำเร็จ และเลือกใช้วิธีสัมผัสบอลให้เหมาะกับลูกที่เพื่อนส่งมา

ห้าฤดูกาลแรกและรางวัลดาวซัลโวที่ไม่ได้มาทุกปี

ผลงานในลีกช่วงห้าแชมป์ติดต่อกันแสดงทั้งความต่อเนื่องและความแตกต่างของแต่ละปี ซานเชซยิงมากกว่า 20 ประตูทุกฤดูกาลในช่วงนี้ แต่จำนวนเกมที่ลงเล่นไม่เท่ากัน จึงควรอ่านยอดประตูควบคู่กับโอกาสลงสนาม

ฤดูกาล นัดในลีก ประตู ปิชิชี
1985–86 33 22 ได้รางวัล
1986–87 41 34 ได้รางวัล
1987–88 36 29 ได้รางวัล
1988–89 35 27 ไม่ได้รางวัล
1989–90 35 38 ได้รางวัล

ฤดูกาล 1988–89 เป็นข้อแตกต่างที่สำคัญ ซานเชซทำ 27 ประตูและมาดริดได้แชมป์ แต่ดาวซัลโวลีกคือบัลตาซาร์ของแอตเลติโกด้วย 35 ประตู แชมป์ของสโมสรกับรางวัลของผู้เล่นจึงไม่ได้เดินคู่กันทุกครั้ง แม้กองหน้าจะยังทำผลงานสูงอยู่ก็ตาม

เขากลับมาเป็นดาวซัลโวด้วย 38 ประตูในฤดูกาลถัดมา และได้รองเท้าทองคำยุโรป ช่วงเวลากับเรอัลมาดริดระหว่างปี 1985–1992 จบลงด้วย 208 ประตูจาก 282 นัดทางการทุกรายการ ตัวเลขนี้กว้างกว่าสถิติในลีก และครอบคลุมผลงานหลังชุดห้าแชมป์ติดต่อกันด้วย

สี่รางวัลปิชิชีกับมาดริด เมื่อรวมรางวัลก่อนย้ายจากแอตเลติโก จึงเป็นห้าครั้งในอาชีพลีกสเปนของเขา ซานเชซเข้ามาในทีมที่มีผู้สร้างสรรค์เกมกำลังก้าวขึ้นมา แล้วเติมความสามารถที่เปลี่ยนลูกส่งเหล่านั้นเป็นประตูได้ซ้ำ ๆ ตลอดหลายฤดูกาล

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO