ชิรูด์เบลอองดาเป็นคู่แกนรุกของมงต์เปลลิเยร์ในฤดูกาลแชมป์ 2011/12 แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ได้หยุดอยู่ที่กองหน้ารอจบสกอร์และกองกลางรอจ่าย โอลิวิเยร์ ชิรูด์ยิง 21 ประตูพร้อมทำ 9 แอสซิสต์ในลีก ส่วนยูเนส เบลอองดายิง 12 ประตู การมีส่วนร่วมโดยตรงทั้งสองด้านช่วยให้ทีมของเรอเน ชีราร์ยิง 68 ประตูและเก็บ 82 คะแนน
ชีราร์ขยับเบลอองดาจากพื้นที่ด้านข้างเข้ามาเล่นหมายเลข 10 ก่อนฤดูกาล เบลอองดาเล่าย้อนหลังว่าอิสระของตำแหน่งทำให้เขาเคลื่อนไปซ้าย ขวา หรือลงมารับบอลได้ ข้างหน้าเขา ชิรูด์ไม่ได้ยืนอยู่เฉพาะระหว่างเซนเตอร์ แต่รับบอลภายใต้แรงปะทะ เชื่อมให้คนที่เติมขึ้นมา และเปิดบอลให้เพื่อนยิงด้วย
ชิรูด์เบลอองดา เมื่อกองหน้าจ่ายให้กองกลาง
สถิติของสโมสรให้ภาพการเชื่อมเกมที่กว้างกว่าแอสซิสต์ ตลอดสองฤดูกาล 2010/11 และ 2011/12 เบลอองดาจ่ายให้ชิรูด์ยิง 31 ครั้ง ส่วนชิรูด์ส่งบอลให้เบลอองดายิง 22 ครั้ง ซึ่งมากกว่าที่เขาส่งให้เพื่อนมงต์เปลลิเยร์คนอื่น ตัวเลขนี้นับการจ่ายก่อนจังหวะยิง ไม่ได้หมายความว่าทุกครั้งกลายเป็นประตู แต่แสดงว่าทั้งคู่หากันในพื้นที่สุดท้ายอย่างต่อเนื่อง
ชิรูด์พักบอลและคืนบอล
เกมเยือนปารีส แซงต์-แชร์กแมงวันที่ 19 กุมภาพันธ์แสดงบทบาทกองหน้าผู้สร้างโอกาส หลังอเล็กซ์ยิงให้เจ้าบ้านนำ เบลอองดาตีเสมอก่อนพักครึ่ง นาที 81 ชิรูด์ขยับมาทางขวาและเปิดบอลให้อูตากาโหม่งเป็น 2-1 แม้กีโยม โออาโรจะตีเสมอเจ็ดนาทีต่อมา จังหวะของอูตากายืนยันว่าชิรูด์สามารถเป็นผู้ส่งบอลสุดท้ายจากด้านข้างได้
อีกตัวอย่างเกิดในเกมพบลีลล์วันที่ 13 พฤษภาคม ขณะสกอร์ 0-0 ในช่วงทดเวลา ชิรูด์รับบอลทะลุช่อง ใช้ร่างกายกันโอเรเลียง เชดฌู และจ่ายให้คาริม ไอต์-ฟานายิงประตูชัยนาที 90+4 การเล่นสองจังหวะนั้นรวมการพักบอล การป้องกันบอล และการเลือกเพื่อนที่มีมุมยิงไว้ในเหตุการณ์เดียว

เบลอองดาวิ่งเข้าพื้นที่ว่าง
เบลอองดาอธิบายว่าตำแหน่งหมายเลข 10 ให้อิสระในการเคลื่อนระหว่างพื้นที่ เขาไม่ต้องรอบอลอยู่ตรงกลางตลอดเวลา และยังทำประตูได้ 12 ลูกจากบทบาทดังกล่าว นัดเปิดฤดูกาลกับโอแซร์ มงต์เปลลิเยร์เสียประตูก่อนแต่กลับมาชนะ 3-1 โดยเบลอองดาทำหนึ่งประตู
เกมที่เวลอโดรม
เกมตกค้างที่มาร์กเซยวันที่ 11 เมษายนให้รายละเอียดชัดที่สุด เบลอองดายิงจุดโทษนาที 7 หลังฌิมี ตราโอเรทำแฮนด์บอลจากลูกฟรีคิกที่เสาไกล สเตฟาน เอ็มเบียตีเสมอนาที 33 ก่อนชิรูด์ยิงประตูลีกลูกที่ 19 ของตนในนาที 49 จากลูกเปิดของซูเลย์มาน กามารา
นาที 70 เบลอองดารับบอลด้วยหน้าอกก่อนตีลังกายิงผ่านสตีฟ ม็องด็องดาเป็น 3-1 ประตูแรกมาจากการรับหน้าที่จุดโทษ ส่วนประตูหลังมาจากการเข้าไปจบการเคลื่อนบอลของทีม สองเหตุการณ์นี้แสดงขอบเขตงานของผู้เล่นหมายเลข 10 ตั้งแต่รับผิดชอบลูกนิ่งจนถึงการหาตำแหน่งเพื่อยิงในโอเพนเพลย์
ชัยชนะที่เวลอโดรมทำให้มงต์เปลลิเยร์กลับไปนำตารางสามคะแนน เบลอองดาเล่าในอีกสิบปีต่อมาว่านี่คือเกมที่ทำให้เขาเริ่มเชื่อเรื่องแชมป์ เพราะเป็นนัดกลางสัปดาห์ที่ทีมสามารถเพิ่มสามคะแนนโดยคู่แข่งอื่นไม่ได้ลงเล่นพร้อมกัน ความหมายของสองประตูจึงเชื่อมทั้งผลงานส่วนตัวกับจังหวะของการแข่งขันชิงแชมป์

คู่หูที่ต้องมีแนวรุกอื่นช่วย
กามาราและอูตากาทำให้คู่หลักมีทางเล่นมากกว่าการส่งหากันโดยตรง กามาราลงลีก 33 นัดและยิง 9 ประตู อูตากาลง 35 นัดและยิง 7 ประตู ที่มาร์กเซย กามาราเปิดให้ชิรูด์ยิงนำ 2-1 ส่วนที่ปารีส อูตากาเป็นคนเข้าหาลูกเปิดของชิรูด์และโหม่งประตู เมื่อผู้เล่นอีกคนเติมเข้าจุดจบสกอร์ ชิรูด์จึงถอยหรือขยับออกด้านข้างได้โดยไม่ทิ้งพื้นที่หน้าประตูว่าง
กามาราและอูตากาขยายเกม
อูตากายังรับบทจบฤดูกาลที่โอแซร์ด้วยสองประตูในชัยชนะ 2-1 ขณะที่เบลอองดาติดโทษแบน เกมนั้นแสดงว่าระบบรุกยังทำงานได้เมื่อหนึ่งในคู่หลักไม่พร้อม ชิรูด์เป็นคนยิงตีเสมอในเกม 2-2 กับเอวิยงหลังประสานงานกับกามารา ก่อนกามาราพลาดจุดโทษในช่วงทดเวลา บทบาทของผู้เล่นเสริมจึงมีทั้งการจบจังหวะและการรับความรับผิดชอบในช่วงสำคัญ
ยอดรวมของทีมช่วยวางสัดส่วน ชิรูด์ 21 ประตู เบลอองดา 12 กามารา 9 และอูตากา 7 รวมกันเป็น 49 จาก 68 ประตูลีก อีก 19 ประตูมาจากผู้เล่นคนอื่นหรือการทำเข้าประตูตัวเอง คู่หลักจึงสร้างแกนของเกมรุก แต่ไม่ได้ผูกขาดการจบสกอร์ทั้งหมด ซึ่งทำให้คู่แข่งต้องรับมือกับผู้เล่นที่เข้าพื้นที่สุดท้ายหลายตำแหน่ง
ชิรูด์โดดเด่นกับมงต์เปลลิเยร์ด้วย 21 ประตูและ 9 แอสซิสต์ ขณะที่เบลอองดารับบทหมายเลข 10 และยิงได้ 12 ลูก ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ชัดจากการจ่ายก่อนจังหวะยิงตลอดสองปี รวมถึงเหตุการณ์ในเกมปารีส ลีลล์ และมาร์กเซย เมื่อกามาราช่วยเปิดบอลและอูตากาเติมเข้าเขตโทษ เกมรุกของมงต์เปลลิเยร์จึงมีทั้งผู้พักบอล ผู้เคลื่อนระหว่างแนว และคนจบจังหวะ
คู่หูนี้ทำให้กองหลังต้องตัดสินใจหลายแบบ ชิรูด์อาจอยู่ในเขตโทษหรือออกไปส่งบอล เบลอองดาอาจเริ่มหลังศูนย์หน้าหรือเข้าไปเป็นคนยิง ส่วนกามารากับอูตากาใช้พื้นที่ที่เปิดขึ้น ผลลัพธ์ไม่ใช่เพียงสถิติของสองดาวเด่น แต่เป็นเกมรุกที่พามงต์เปลลิเยร์ยิง 68 ประตูและคว้าแชมป์ลีกเอิงครั้งแรกด้วย 82 คะแนน

