กลัดบัครักษาแชมป์ได้สำเร็จในฤดูกาล 1970/71 หลังโบรุสซีอา เมินเชนกลัดบัคคว้าแชมป์บุนเดสลีกาสมัยแรกไปแล้วในฤดูกาล 1969/70 ด้วย 51 แต้ม ก่อนป้องกันตำแหน่งไว้ได้อีกครั้งด้วย 50 แต้มในปีถัดมา กลายเป็นสโมสรแรกในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกาที่ป้องกันแชมป์ลีกได้สำเร็จ ภายใต้การคุมทีมของโค้ชเฮนเนส ไวส์ไวเลอร์ บทความนี้อธิบายว่าทีมชุดนี้เล่นสไตล์ไหน ใครคือผู้เล่นหลัก และอะไรที่ทำให้พวกเขารักษาความยิ่งใหญ่ไว้ได้สองฤดูกาลติดต่อกัน
กลัดบัครักษาแชมป์ ทีมหนุ่มผ่านช่วงเรียนรู้อะไร
ฤดูกาล 1969/70 กลัดบัคคว้าแชมป์บุนเดสลีกาสมัยแรกด้วย 51 แต้ม จากผลงานชนะ 23 นัด เสมอ 5 นัด แพ้ 6 นัด นำหน้าอันดับสองอย่างบาเยิร์น มิวนิกที่ทำได้ 47 แต้มอยู่ 4 แต้ม ทีมเล่นด้วยสไตล์บุกที่ได้รับความนิยมจากแฟนบอลทั่วประเทศ แต่ปัจจัยที่ถูกระบุว่าสำคัญที่สุดต่อความสำเร็จในฤดูกาลนี้กลับไม่ใช่แนวรุก แต่เป็นแนวรับที่พัฒนาขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับฤดูกาลก่อนหน้า การที่ทีมรักษาความสมดุลระหว่างเกมรุกที่หวือหวากับเกมรับที่มั่นคงได้พร้อมกันจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้กลัดบัคเอาชนะบาเยิร์นในตารางคะแนนรวมได้ตลอดทั้งฤดูกาล แม้บาเยิร์นในฤดูกาลนั้นจะมีแกร์ด มึลเลอร์เป็นดาวซัลโวที่ยิงประตูได้อย่างต่อเนื่อง แต่กลัดบัคก็ยังรักษาระยะห่างในตารางคะแนนไว้ได้จนจบฤดูกาล ซึ่งพิสูจน์ว่าความสำเร็จของทีมไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้เล่นคนใดคนหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่มาจากภาพรวมของทั้งทีมที่ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว
เน็ตเซอร์กับผู้เล่นรอบตัว
กึนเทอร์ เน็ตเซอร์คือกองกลางตัวสร้างสรรค์เกมที่ขับเคลื่อนเกมรุกของกลัดบัคในยุคนี้ ควบคู่กับยุพ ไฮน์เคสที่ยืนตำแหน่งกองหน้าตัวทำประตูหลัก และแฮร์เบิร์ต เลาเมินที่ช่วยแบ่งเบาภาระการยิงประตู ขณะที่แบร์ตี โฟกท์สทำหน้าที่กัปตันทีมและเป็นเสาหลักของแนวรับ ทีมชุดนี้เล่นด้วยรูปแบบที่เน้นความอิสระของผู้เล่นแต่ละคนมากกว่าการยึดติดกับแผนการเล่นที่ตายตัว ซึ่งต่างจากทีมเยอรมันหลายทีมในยุคเดียวกันที่เน้นระเบียบวินัยเป็นหลัก สไตล์การเล่นเช่นนี้ทำให้กลัดบัคกลายเป็นทีมที่ดูสนุกและคาดเดายากในสายตาแฟนบอล และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกมระหว่างกลัดบัคกับบาเยิร์นในยุคนั้นถูกจดจำในฐานะคู่ปรับสำคัญของวงการฟุตบอลเยอรมัน เพราะทั้งสองทีมต่างมีผู้เล่นระดับแนวหน้าของประเทศอยู่ในสังกัดพร้อมกัน

การมีเน็ตเซอร์เป็นผู้จ่ายบอลหลักทำให้จังหวะการโจมตีของกลัดบัคมีความหลากหลาย เพราะเขาสามารถส่งบอลยาวเปิดเกมได้เองหรือจ่ายสั้นให้เพื่อนร่วมทีมขึ้นเกมต่อ ทำให้คู่แข่งต้องคอยจับตาเขาตลอดเวลาไม่ว่าเกมจะดำเนินไปในจังหวะใด ไฮน์เคสในฐานะกองหน้าตัวเป้าก็ได้ประโยชน์จากการจ่ายบอลของเน็ตเซอร์โดยตรง เพราะสามารถวิ่งเข้าทำในจังหวะที่บอลมาถึงอย่างแม่นยำ ขณะที่เลาเมินคอยเติมเกมจากแดนกลางเพื่อเสริมตัวเลือกในกรอบเขตโทษให้มากขึ้น
แนวรับช่วยลดความเสี่ยงอย่างไร
แม้กลัดบัคจะขึ้นชื่อเรื่องเกมรุก แต่สิ่งที่ทำให้ทีมรักษาแชมป์ได้ต่อเนื่องคือแนวรับที่มั่นคงขึ้นกว่าฤดูกาลก่อนหน้าอย่างชัดเจน การเสียประตูน้อยลงทำให้ทีมไม่ต้องพึ่งพาการไล่ตีเสมอในนัดที่เสียเปรียบ และสามารถบริหารจัดการเกมในช่วงท้ายนัดได้ดีขึ้น โฟกท์สในฐานะกัปตันทีมและกองหลังตัวหลักมีบทบาทสำคัญในการควบคุมแนวรับให้เป็นระเบียบ แม้ทีมโดยรวมจะเล่นด้วยสไตล์เปิดเกมบุกเป็นหลักก็ตาม

ความมั่นคงของแนวรับยังช่วยให้เน็ตเซอร์และเพื่อนร่วมทีมแนวรุกเล่นได้อย่างอิสระมากขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลว่าการเสียบอลระหว่างบุกจะนำไปสู่การเสียประตูง่ายๆ เหมือนทีมที่แนวรับไม่มั่นคง สมดุลระหว่างสองด้านของสนามนี้เองที่ทำให้กลัดบัคแตกต่างจากทีมบุกจัดทั่วไปในยุคนั้น ทีมที่เน้นเกมรุกอย่างเดียวมักเจอปัญหาเสียประตูง่ายเมื่อเจอคู่แข่งที่เล่นเกมสวนกลับ แต่กลัดบัคหลีกเลี่ยงจุดอ่อนนี้ได้ด้วยการจัดระเบียบแนวรับให้แน่นขึ้นควบคู่ไปกับการปล่อยให้แนวรุกเล่นได้อย่างอิสระ
การป้องกันแชมป์ต่างจากแชมป์แรก
ฤดูกาล 1970/71 กลัดบัคป้องกันแชมป์ได้สำเร็จด้วย 50 แต้ม นำหน้าอันดับสองอย่างบาเยิร์น มิวนิกที่ทำได้ 48 แต้มอยู่เพียง 2 แต้ม ซึ่งเป็นส่วนต่างที่แคบกว่าปีก่อนหน้าอย่างชัดเจน สะท้อนว่าคู่แข่งเริ่มปรับตัวตามทันมากขึ้น การป้องกันแชมป์จึงต่างจากการคว้าแชมป์ครั้งแรกตรงที่ทีมต้องรับมือกับความคาดหวังที่สูงขึ้นและคู่แข่งที่ศึกษาแนวทางการเล่นของตัวเองมาแล้วทั้งฤดูกาล ความสำเร็จนี้ทำให้กลัดบัคกลายเป็นสโมสรแรกในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกาที่รักษาแชมป์ลีกไว้ได้สองสมัยติดต่อกัน วางรากฐานให้ทีมเดินหน้าสู่การเป็นหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยอรมนีตลอดทศวรรษ 1970 ก่อนที่สโมสรจะย้ายออกจากสนามเบอเคิลแบร์กชตาดิโอนซึ่งเป็นบ้านของทีมมาตั้งแต่ปี 1919 ไปเล่นที่สนามโบรุสซีอา-พาร์คแห่งใหม่ในปี 2004 ตลอดช่วงเวลาที่ยังเล่นอยู่ที่เบอเคิลแบร์ก สนามแห่งนี้เป็นสถานที่ที่แฟนบอลกลัดบัคได้เห็นทีมของตัวเองสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับบุนเดสลีกาถึงสองฤดูกาลติดต่อกัน ก่อนที่ชื่อของสโมสรจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การแข่งขันในฐานะทีมที่พิสูจน์ว่าการรักษาแชมป์ในลีกที่ยังใหม่อยู่นั้นเป็นไปได้จริง ความสำเร็จสองสมัยติดต่อกันนี้ยังกลายเป็นจุดอ้างอิงที่แฟนบอลกลัดบัครุ่นหลังมักย้อนกลับมาพูดถึงทุกครั้งที่สโมสรลุ้นแชมป์ในฤดูกาลใหม่ๆ

