บาเยิร์น 1999 ฮิทซ์เฟลด์จัดทรัพยากรอย่างไรให้บาเยิร์นทิ้งห่างในลีกแม้เล่นหลายถ้วย

ภาพมุมสูงของสนามกีฬาหลังคาผ้าใบทรงคลื่นในสวนโอลิมปิกมิวนิก มีตึกสูงทรงกระบอกอยู่ด้านหลัง

บาเยิร์น 1999 คือฤดูกาลที่สโมสรจากมิวนิกกลับมาครองความยิ่งใหญ่ในบุนเดสลีกาอีกครั้งด้วยคะแนนทิ้งห่างอันดับสองถึง 15 แต้ม ซึ่งถือเป็นช่องว่างคะแนนที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในเวลานั้น เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือการเปลี่ยนแปลงบนม้านั่งผู้จัดการทีมและการหมุนเวียนกำลังพลในแดนหน้าอย่างเป็นระบบ แม้ในช่วงเวลาเดียวกันทีมจะต้องเจ็บปวดกับความพ่ายแพ้ในนัดชิงถ้วยระดับทวีปถึงสองรายการก็ตาม

บาเยิร์น 1999 รับช่วงทีมจากตราปัตโตนี

ก่อนเข้าสู่ฤดูกาล 1998/99 บาเยิร์น มิวนิกตัดสินใจเปลี่ยนผู้จัดการทีม โดยดึงตัว อ็อทมาร์ ฮิทซ์เฟลด์ เข้ามารับช่วงต่อจาก โจวานนี ตราปัตโตนี ตั้งแต่ปี 1998 พร้อมกันนั้นสโมสรยังดึงตัว สเตฟาน เอฟเฟนแบร์ก กลับมาร่วมทีมอีกครั้งในปีเดียวกัน หลังจากที่เขาเคยห่างหายจากบาเยิร์นไปพักหนึ่ง การกลับมาของเอฟเฟนแบร์กพร้อมกับการเข้ามาของฮิทซ์เฟลด์จึงเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูกาลที่ทีมพลิกกลับมาครองความยิ่งใหญ่ในประเทศได้อีกครั้งอย่างชัดเจน โดยฮิทซ์เฟลด์นำทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้ทันทีในฤดูกาลแรกที่เข้ามาคุมทีม การเปลี่ยนแปลงบนม้านั่งผู้จัดการทีมครั้งนี้จึงไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการต่อยอดจากรากฐานที่ตราปัตโตนีวางไว้ก่อนหน้า ผสมกับการดึงผู้เล่นที่มีประสบการณ์และเคยรู้จักวัฒนธรรมของสโมสรมาก่อนอย่างเอฟเฟนแบร์กกลับเข้ามาเสริมทัพ ทำให้ทีมชุดนี้มีทั้งความคุ้นเคยเดิมและพลังงานใหม่ผสมผสานกันตั้งแต่ต้นฤดูกาล

เอฟเฟนแบร์กเป็นแกนกลาง

แถวเก้าอี้สีเขียวเรียงกันเป็นแนวยาวพร้อมหมายเลขที่นั่งติดไว้ที่พนักพิง
แถวที่นั่งภายในอัฒจันทร์ของโอลิมเปียชตาดิโอนมิวนิก

เอฟเฟนแบร์กกลับมารับบทบาทกองกลางตัวหลักของทีมทันทีในฤดูกาลที่กลับมา เขาลงเล่นในลีกไป 31 นัด และทำประตูได้ 8 ลูก กลายเป็นผู้เล่นที่คุมจังหวะเกมของทีมทั้งในแดนกลางและช่วยประสานงานระหว่างเกมรับกับเกมรุก แม้ในฤดูกาลนี้เขายังไม่ได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมอย่างเป็นทางการ ตำแหน่งนั้นจะมาถึงเขาในอีกไม่กี่ปีถัดมาเมื่อเขาสวมปลอกแขนนำทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ในปี 2001 แต่บทบาทของเขาในสนามช่วงฤดูกาล 1998/99 ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นแกนกลางที่ทีมพึ่งพาในเกมสำคัญแทบทุกนัด ความสม่ำเสมอของเขาในสนามกลางยังช่วยให้ผู้เล่นรุ่นใหม่ในทีมเล่นได้อย่างมั่นใจมากขึ้น เพราะมีผู้เล่นประสบการณ์สูงคอยประคับประคองจังหวะเกมอยู่ตรงกลางสนาม ลักษณะการเล่นของเอฟเฟนแบร์กในฤดูกาลนี้จึงเป็นแบบผู้เล่นที่ทั้งแจกจ่ายบอลและเข้าไปมีส่วนร่วมกับการทำประตูด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพียงผู้เล่นที่ยืนคุมเกมอยู่กับที่โดยไม่มีบทบาทรุกเลย ตัวเลข 8 ประตูในลีกของเขาจากตำแหน่งกองกลางจึงถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมากสำหรับฤดูกาลนั้น

แบ่งนาทีและประตูในแดนหน้า

โครงสร้างหลังคาผ้าใบทรงคลื่นพร้อมเสารับน้ำหนักของสนามกีฬา มองเห็นอัฒจันทร์ด้านล่าง
โครงหลังคาผ้าใบอันเป็นเอกลักษณ์ของโอลิมเปียชตาดิโอนมิวนิก

แนวรุกของบาเยิร์นในฤดูกาลนี้ไม่ได้พึ่งพาตัวรุกเพียงคนเดียว แต่กระจายเวลาลงสนามและประตูออกไปในกองหน้าหลายคน จิโอวาน เอลแบร์ ลงเล่นในลีก 21 นัด ทำประตูได้ 13 ลูก ขณะที่ คาร์สเทน ยานเคอร์ ลงเล่นมากกว่าด้วยจำนวน 29 นัด และทำประตูได้เท่ากันที่ 13 ลูก ส่วน อาลี ดาอี กองหน้าที่เพิ่งย้ายเข้าทีมในฤดูกาลนี้ ลงเล่นไป 23 นัด ทำประตูได้ 6 ลูก ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าฮิทซ์เฟลด์มีตัวเลือกในแดนหน้าให้ใช้งานได้หลากหลายตลอดฤดูกาล แม้จำนวนนัดและประตูของผู้เล่นแต่ละคนจะไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าใครคือตัวจริงประจำในทุกนัด แต่ก็สะท้อนว่าทีมมีกำลังพลในแดนหน้าที่พร้อมสลับสับเปลี่ยนกันทำหน้าที่ได้ตลอดทั้งฤดูกาล ดาอีเองย้ายเข้าสู่บาเยิร์นในฤดูกาลนี้ด้วยความคาดหวังสูงจากผลงานในระดับทีมชาติ แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในทีมที่มีกองหน้าฝีเท้าดีอยู่แล้วอย่างเอลแบร์และยานเคอร์ เขาก็ต้องแบ่งเวลาลงสนามกับเพื่อนร่วมทีมในตำแหน่งเดียวกัน จำนวนนัดที่น้อยกว่าอีกสองคนจึงเป็นภาพสะท้อนของการแข่งขันภายในทีมที่สูงมากในฤดูกาลนั้น มากกว่าจะบอกว่าเขาเล่นได้ไม่ดี

แชมป์ลีกต้องไม่ถูกกลบนัดชิงที่แพ้

เมื่อจบฤดูกาล บาเยิร์น มิวนิกเก็บได้ 78 คะแนน ทิ้งห่างไบเออร์ เลเวอร์คูเซนที่ได้ 63 คะแนนถึง 15 แต้ม ซึ่งเป็นช่องว่างคะแนนที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกาในเวลานั้น แต่ฤดูกาลนี้ของบาเยิร์นก็ไม่ได้จบลงด้วยความสุขทั้งหมด เพราะทีมยังต้องเจ็บปวดกับความพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศถึงสองรายการ ทั้งนัดชิงเดเอฟเบโพคาลที่แพ้แวร์เดอร์ เบรเมนด้วยการดวลจุดโทษ 4–5 หลังเสมอกัน 1–1 ในวันที่ 12 มิถุนายน 1999 และนัดชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกที่แพ้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอย่างน่าเจ็บปวด หลังนำอยู่ก่อนแต่กลับถูกตีเสมอและพลิกแซงในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

ความพ่ายแพ้ทั้งสองนัดนี้มักถูกพูดถึงมากกว่าความสำเร็จในลีกเสียด้วยซ้ำ เพราะภาพความผิดหวังในนัดชิงถ้วยใหญ่นั้นน่าจดจำและถูกเล่าซ้ำในสื่อทั่วโลก แต่หากมองในมุมของบุนเดสลีกาเพียงอย่างเดียว ฤดูกาล 1998/99 ของบาเยิร์นภายใต้ฮิทซ์เฟลด์ก็ถือเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่โดดเด่นที่สุดฤดูกาลหนึ่ง ทั้งในแง่ของคะแนนที่ทิ้งห่างคู่แข่ง และการวางรากฐานทีมที่จะกลายเป็นกำลังหลักของวงการฟุตบอลเยอรมันในอีกหลายปีถัดมา ผู้เล่นชุดนี้หลายคนทั้งเอฟเฟนแบร์ก เอลแบร์ และยานเคอร์ ยังคงอยู่กับทีมต่อเนื่องไปอีกหลายฤดูกาล และมีส่วนสำคัญเมื่อบาเยิร์นกลับไปคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้สำเร็จในปี 2001 ซึ่งเป็นเหมือนการแก้ตัวจากความผิดหวังในนัดชิงปี 1999 ได้ในที่สุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO