พรีทซ์กับแฮร์ธา คือคู่คำที่อธิบายฤดูกาล 1998/99 ของแฮร์ธา เบเอสเซได้ตรงที่สุด เพราะทีมจากเบอร์ลินที่เพิ่งกลับขึ้นสู่บุนเดสลีกาได้เพียงสองฤดูกาลก่อนหน้า กลับสามารถไต่อันดับขึ้นไปจบฤดูกาลในอันดับสามได้ โดยมีกองหน้าคนหนึ่งเป็นหัวหอกสำคัญที่แบกรับภาระทำประตูของทีมไว้แทบทั้งหมด ชื่อของเขาคือ มิชาเอล พรีทซ์ และเรื่องราวของเขากับแฮร์ธาในฤดูกาลนั้นคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ทีมก้าวกระโดดขึ้นมาอยู่แถวหน้าของลีกได้เร็วกว่าที่หลายคนคาดคิด
พรีทซ์กับแฮร์ธา ฐานทีมของเรอเบอร์หลังเลื่อนชั้น
แฮร์ธา เบเอสเซกลับขึ้นมาเล่นในบุนเดสลีกาอีกครั้งในฤดูกาล 1997/98 หลังห่างหายจากลีกสูงสุดไปนาน ภายใต้การคุมทีมของ ยือร์เกน เรอเบอร์ ผู้จัดการทีมที่ได้รับความไว้วางใจให้สร้างทีมขึ้นมาใหม่ ในช่วงที่ทีมเพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมานั้น ผู้บริหารสโมสรอย่าง คาร์ล-ไฮนซ์ รือเลอ ได้ดึงตัวพรีทซ์เข้าสู่ทีมตั้งแต่ฤดูกาลเลื่อนชั้น 1996/97 ก่อนหน้านั้นพรีทซ์เคยผ่านสนามมาแล้วหลายแห่งทั้งฟอร์ทูน่า ดึสเซลดอร์ฟ, 1. เอฟเซ ซาร์บรึคเคิน, เอ็มเอสเฟา ดุยส์บวร์ก และเอสเก วัทเทินไชด์ 09 ก่อนจะมาลงหลักปักฐานที่เบอร์ลิน เขาค่อย ๆ พัฒนาฟอร์มขึ้นตามลำดับ จากการยิงได้ 9 ประตูในฤดูกาลแรกที่ช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จ ไปจนถึง 14 ประตูในฤดูกาลถัดมาที่ช่วยให้ทีมยืนหยัดอยู่ในบุนเดสลีกาได้อย่างมั่นคง การสั่งสมประสบการณ์ทีละขั้นแบบนี้เองที่ทำให้พรีทซ์พร้อมจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวชูโรงของทีมอย่างเต็มตัวในฤดูกาล 1998/99 ขณะที่เรอเบอร์เองก็ค่อย ๆ ปรับทีมให้มีความมั่นคงมากขึ้นทีละฤดูกาล แทนที่จะเร่งเสริมผู้เล่นชื่อดังเข้ามาจำนวนมากในคราวเดียว ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้ผู้เล่นแต่ละคนมีเวลาปรับตัวเข้ากับระดับความเข้มข้นของบุนเดสลีกาได้ดีกว่าทีมเลื่อนชั้นทั่วไป
พรีทซ์รับภาระทำประตู

ฤดูกาล 1998/99 คือปีที่พรีทซ์แสดงฝีเท้าออกมาได้เต็มศักยภาพที่สุด เขาลงเล่นในลีกไป 34 นัด และยิงประตูได้มากถึง 23 ลูก จนคว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของบุนเดสลีกาประจำฤดูกาลนั้นไปครอง ตัวเลขระดับนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติส่วนตัวที่น่าประทับใจเท่านั้น แต่ยังเป็นเสาหลักที่ค้ำยันผลงานโดยรวมของทีมทั้งฤดูกาล เพราะแฮร์ธาที่เพิ่งกลับขึ้นมาเล่นบุนเดสลีกาไม่ได้มีทีมที่แข็งแกร่งในทุกตำแหน่ง การมีกองหน้าที่ยิงประตูได้สม่ำเสมอระดับนี้จึงช่วยลดภาระของทีมในเกมรับและทำให้ผลการแข่งขันหลายนัดพลิกมาเป็นบวกได้ ผลงานที่โดดเด่นตลอดฤดูกาลยังทำให้พรีทซ์ได้รับการเรียกติดทีมชาติเยอรมนีชุดใหญ่ และได้ร่วมทีมลงแข่งขันคอนเฟเดอเรชันส์คัพที่ประเทศเม็กซิโกในปี 1999 ซึ่งเป็นการยืนยันว่าฟอร์มการเล่นของเขาไม่ได้ดีแค่ในระดับสโมสรเท่านั้น เมื่อมองย้อนกลับไปทั้งอาชีพค้าแข้งของเขาที่แฮร์ธา พรีทซ์ยังกลายเป็นผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของสโมสรในเวลาต่อมา แซงหน้าสถิติเดิมที่ทำไว้โดยตำนานของทีมอย่าง เอริช “เอเทอ” เบร์ ตำแหน่งนี้เองที่ทำให้ชื่อของเขาถูกจดจำในฐานะผู้เล่นคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสโมสร ไม่ใช่แค่ในฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่งเท่านั้น
เกมกับทีมชั้นนำยืนยันระดับ

สิ่งที่ทำให้ฤดูกาลของแฮร์ธาน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นคือผลงานในเกมที่พบกับทีมระดับหัวตารางของลีก ทีมเอาชนะบาเยิร์น มิวนิกได้ที่บ้านด้วยสกอร์ 1–0 ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 1998 ก่อนที่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดมาจะเอาชนะโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ได้ถึงบ้านอีกครั้งด้วยสกอร์ห่างถึง 3–0 ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1999 ชัยชนะทั้งสองนัดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะบาเยิร์นคือแชมป์ลีกของฤดูกาลนั้นเอง ขณะที่ดอร์ทมุนด์ก็เป็นหนึ่งในทีมที่มีชื่อเสียงที่สุดของบุนเดสลีกา การที่ทีมน้องใหม่อย่างแฮร์ธาสามารถเอาชนะทั้งสองทีมยักษ์ใหญ่ได้ในบ้านตัวเองจึงเป็นเครื่องยืนยันว่าฟอร์มการเล่นของทีมในฤดูกาลนี้อยู่ในระดับที่แข่งขันกับทีมชั้นนำของประเทศได้จริง ไม่ใช่เพียงทีมที่ได้แต้มจากการเก็บเกี่ยวผลงานกับทีมระดับกลางถึงล่างเท่านั้น ทั้งสองนัดยังเกิดขึ้นในสนามเหย้าของแฮร์ธาเอง ซึ่งช่วยตอกย้ำภาพว่าทีมจากเบอร์ลินสามารถใช้ความได้เปรียบของการเล่นในบ้านให้เป็นประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ในนัดสำคัญ แทนที่จะเป็นเพียงทีมที่เก็บแต้มได้ดีเฉพาะกับคู่แข่งที่ระดับใกล้เคียงกัน
อันดับสามเปิดโอกาสใหม่ให้เบอร์ลิน
เมื่อจบฤดูกาล แฮร์ธา เบเอสเซทำผลงานได้ 62 คะแนน มากพอที่จะจบอันดับสามของตารางบุนเดสลีกา ตามหลังเพียงบาเยิร์น มิวนิกที่เป็นแชมป์ด้วย 78 คะแนน อันดับที่ทีมทำได้ในฤดูกาลนี้ถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่สำหรับสโมสรจากเบอร์ลินที่เพิ่งกลับขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดได้เพียงสองปี และยังนำมาซึ่งสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันระดับยุโรปในฤดูกาลถัดไป ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่สโมสรจากเบอร์ลินได้กลับไปมีชื่อบนเวทียุโรปอีกครั้ง สำหรับสโมสรที่เพิ่งกลับขึ้นมาเล่นบุนเดสลีกาได้เพียงสองฤดูกาล การจบอันดับสามพร้อมสิทธิ์ลงเล่นระดับยุโรปจึงถือเป็นก้าวกระโดดที่เร็วกว่าที่แผนพัฒนาทีมตามปกติจะคาดการณ์ไว้ได้
เรื่องราวของฤดูกาลนี้จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นก็สามารถไต่ระดับขึ้นไปอยู่แถวหน้าของลีกได้ หากมีทั้งผู้จัดการทีมที่วางรากฐานได้ถูกทาง และมีผู้เล่นตัวหลักที่พร้อมแบกทีมในจังหวะสำคัญ พรีทซ์กับแฮร์ธาจึงกลายเป็นชื่อที่ถูกจดจำคู่กันในหน้าประวัติศาสตร์ของบุนเดสลีกาช่วงปลายทศวรรษ 1990 ในฐานะตัวอย่างของทีมเบอร์ลินที่ใช้เวลาไม่นานในการพิสูจน์ตัวเองบนเวทีลีกสูงสุดของเยอรมนี

